ข้องใจคาราบาว รับโปรโมตร้าน “สารพิษ” ตัวใหม่ เตือนผลกระทบ ระบบ-สืบพันธุ์

“แอ๊ด คาราบาว” โป๊ะแตก เจอเพื่อนร่วมวง “เทียรี่ เมฆวัฒนา” โพสต์ดุเดือด หลังเคยออกมาแต่งเพลงต้าน 3 สารพิษ “พาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส” แต่ล่าสุดพบเตรียมเปิดคอนเสิร์ตแบบเต็มวงให้บริษัทเคมีทางเกษตร ส่งเสริมการขาย “กลูโฟซิเนต” ที่คาดจะมาแทนยาฆ่าหญ้าตัวเดิม ถึงขั้นกำหนดเงื่อนไขต้องซื้อสารเคมี 1 ตัน ถึงได้บัตรเข้าชม 1 ใบ ด้าน “ไบโอไทย” ลั่นจับตามติแบนสารอันตรายจนถึงวันที่ 1 ธ.ค. แนะกระทรวงเกษตรฯใช้เครื่องจักรกลปลูกพืชคลุมดิน จัดระบบการปลูกพืช แทนการพ่นสารเคมี ส่วน “หมอจุฬาฯ” แฉสารเคมีอันตรายเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดแบคทีเรียกินเนื้อคนหรือโรคเนื้อเน่า

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงและเป็นที่วิพากษ์–วิจารณ์ในโลกออนไลน์ตั้งแต่ช่วงเช้าไปจนตลอดวันที่ 5 พ.ย. กรณีที่จู่ๆเทียรี่ เมฆวัฒนา หนึ่งในสมาชิกของวงคาราบาว วงดนตรีเพลงเพื่อชีวิตระดับตำนานที่ยังคงโด่งดังและมีชื่อเสียงมากว่า 40 ปี โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว Thierry Mekwattana ว่า “ไม่ขอทำตามคำสั่งแอ๊ด คาราบาว หรือยืนยง โอภากุล หัวหน้าวง อีกต่อไป” จนมีการโยงถึงเรื่องที่ แอ๊ด คาราบาว เคยแต่งเพลง ต้านสารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด “พาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส” แต่กลับหนุนอีกบริษัท เพื่อขายสารเคมีอีกตัวหนึ่งแทน

แฟนคลับตกใจ “คาราบาว” ส่อวงแตก

ทั้งนี้ ในเฟซบุ๊กของนักร้องหนุ่มเทียรี่ เมฆวัฒนา ได้โพสต์ข้อความเมื่อช่วงกลางดึกรวดเดียว 5 ข้อความ ได้แก่ “ไม่ต้องไปสอนใคร แค่สอนตัว ก็พอแล้วคับ, สำหรับผม MONEY IS NOTHING คับ, อะไรที่มันปลอม ก็ปลอมอยู่ดี อะไรที่มันจริง มันก็จริงอยู่ดีคับ, บ้านใหญ่ใช่ใจโตคับ, ตั้งแต่วันนี้ไป ผมไม่ทำตามคำสั่งของพี่แอ๊ดอีกต่อไปนะคับ, แล้วเมื่อถึงเวลาจะพูดความจริงนะคับ” ซึ่งทุกประโยค ล้วนส่อแววไปในทาง “วงแตก” ทั้งนั้น และเมื่อข้อความถูกเผยแพร่ออกไป แฟนเพลงเพื่อชีวิตก็เข้ามาแสดงความคิดเห็น พร้อมทั้งให้กำลังใจ บอกให้ใจเย็นๆเป็นจำนวนมาก

แฉจับมืออีกบริษัทหวังขายสารเคมี

อย่างไรก็ตาม มีบางความคิดเห็น มีการระบุว่า วงคาราบาวร่วมกับบริษัทเคมีเกษตรบางบริษัท ที่เป็นคู่แข่งกับรายที่ถูกแบน 3 สารพิษ เตรียมจัดมหกรรมคอนเสิร์ตแบบเต็มวง ที่ร้านขายสินค้าเคมีเกษตรร้านหนึ่งใน จ.จันทบุรี ในช่วงเย็นวันที่ 19 ธ.ค.นี้ โดยมีการระบุเงื่อนไขการเข้าชม เมื่อสั่งซื้อ สินค้าตามที่ระบุ หรือสะสมสูตรใดก็ได้ ครบ 1 ตัน รับบัตรเข้าชม 1 ใบ โดยห้ามนำบัตรไปจำหน่าย ซึ่งทำให้มีคนเข้าไปแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ไม่น้อย เพราะก่อนหน้านี้ไม่นาน แอ๊ด คาราบาว ได้แต่งเพลง ออกมาโจมตีกลุ่มที่ค้านการแบน 3 สารพิษ ในการกำจัดวัชพืช รวมถึงออกมาจวกที่สหรัฐอเมริกา มีหนังสือทักท้วงไทยกรณีคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติให้แบนทั้ง 3 สารพิษดังกล่าว แต่กลับกลายเป็นว่า นักร้องนำวงเพลงเพื่อชีวิตรายนี้หนุนให้เกษตรกรใช้สาร “กลูโฟซิเนตแอมโมเนียม” แทน

ต้นสังกัดอ้าง “หยอกกันเล่น”

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปที่ต้นสังกัด บริษัท วอร์นเนอร์ มิวสิค ที่ดูคิววงคาราบาว เพื่อสอบถาม ข้อเท็จจริง ก็ได้รับคำยืนยันจากทีมงานทีมเพลงเพื่อชีวิตของบริษัทว่า เมื่อเห็นโพสต์ของเทียรี่ ก็ได้ติดต่อสอบถามไปยังแอ๊ด คาราบาว ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่ เกิดอะไรขึ้น ซึ่งก็ได้รับคำตอบจากแอ๊ดว่า ไม่มีอะไร เป็นการหยอกล้อกันเล่น จากนั้นก็หัวเราะอารมณ์ดี ส่วนด้านเทียรี่นั้น เนื่องจากวันที่ 5 พ.ย. เป็นวันหยุดพักของวงพอดี ทำให้ทีมงานไม่สามารถติดต่อได้ อย่างไรก็ตาม ทีมงาน ยืนยันว่าตารางคิวงานของวงคาราบาวยังไม่มีการยกเลิก ทุกอย่างยังรันคิวเดิม และคิวคาราบาวก็ยาวไปถึงปีหน้าแล้ว เนื่องจากวงนี้ต้องมีการจองคิวงานกันข้ามปี โดยในวันที่ 6 พ.ย. วงคาราบาวจะมีงานโชว์ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

แค่โปรโมตหนังใหม่ใกล้ลงโรง

ขณะเดียวกัน มีความเคลื่อนไหวในโลกโซเชียล อีกกระแสที่มีการตั้งข้อสังเกตถึงปรากฏการณ์ส่อวงแตกครั้งนี้ว่า อาจจะเป็นแผนโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง “บอดี้การ์ดหน้าหัก” ซึ่งได้ แอ๊ด, เทียรี่ และ เล็ก 3 สมาชิกวงคาราบาวมาเล่นร่วมกับ หม่ำ จ๊กมก โดยจะมีคิวฉายที่โรงภาพยนตร์ในวันที่ 28 พ.ย.นี้

ร้านค้าปัดไม่ใช่ผู้จัดคอนเสิร์ต

ต่อมาในช่วงเย็นวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์ติดต่อไปยังร้านจันทบุรีคลังเกษตร อ.มะขาม จ.จันทบุรี เพื่อสอบถามกรณีที่วงคาราบาวจะมาเปิดคอนเสิร์ตที่ จ.จันทบุรี ในวันที่ 19 ธ.ค.นี้ โดยทางร้านร่วมกับบริษัท ซาโกร (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้จัดคอนเสิร์ตขึ้นเพื่อกระตุ้นยอดขายด้วยการซื้อสารในปริมาณ 1 ตัน จะได้รับตั๋วเข้าชมคอนเสิร์ต 1 ใบ ได้รับคำตอบจากตัวแทนของร้านว่า คอนเสิร์ตของวงคาราบาวยังไม่มีความชัดเจน เนื่องจากทางร้านไม่ได้เป็นผู้จัดงานแล้ว ขณะนี้เป็นเรื่องของบริษัทจำหน่ายโดยตรงที่จะดำเนินการจัดให้มีคอนเสิร์ตขึ้นหรือไม่ ทางร้านไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์ในเรื่องดังกล่าว หากบริษัทจะจัดขึ้นก็ให้ประชาสัมพันธ์รายละเอียดเอง

ก.เกษตรฯ ควรนำเลิกใช้สารเคมี

นอกจากนี้ วันเดียวกันผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวว่ามีกลุ่มนายทุนเตรียมเปิดตัวสารทดแทน แทนไกลโพเซตว่า เบื้องต้นในประเทศ ไทยมีการจดทะเบียนสารเคมีประมาณ 37 ทะเบียน หากแบ่งเป็นบริษัทก็น่าจะมีประมาณ 10 บริษัทที่มีการนำเข้าสารเคมี แต่จะมีบริษัทอะไรบ้างต้องไปสอบถามจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่โดยความเห็นแล้ว เมื่อไทยมีการแบนสารเคมีแล้วกระทรวงเกษตรฯก็ควรมีทิศทางอื่นมาทางเลือกไม่ใช่การใช้สารเคมี เช่น ควรมีหลักประกันว่า การแบนไกลโฟเซต และพาราควอต จะไม่ปล่อยให้เกษตรกรที่เคยลงชื่อขอให้สารพิษกำจัดวัชพืช 2 ชนิดดังกล่าวจำเป็นต้องเลือกสารพิษที่มีปัญหาที่มีพิษภัยระยะยาวส่งผลกระทบ ต่อระบบสืบพันธุ์อย่างเช่น กลูโฟซิเนตแอมโมเนียม และถ้าเป็นไปได้ควรสนับสนุนให้ปรับเปลี่ยนไปสู่วิธีการอื่นทดแทน เช่น การใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร การปลูกพืชคลุมดิน และการจัดระบบการปลูกพืช เป็นต้น

อียูเลิกใช้ “กลูโฟซิเนต” ไปแล้ว

ผอ.ไบโอไทย กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามกลูโฟซิเนตแม้จะมีพิษเฉียบพลันน้อยกว่าพาราควอต 400 เท่า แต่ก็ยังมีพิษเฉียบพลันมากกว่าไกลโฟเซต 2.5 เท่า และแม้จะไม่ชัดเจนว่าเป็นสารก่อมะเร็งตามการจัดชั้นขององค์การอนามัยโลก (WHO) แต่ก็มีพิษเรื้อรังส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ โดยสหภาพยุโรป 17 ประเทศไม่อนุญาตให้ใช้แล้ว และมีแนวโน้มว่าประเทศยุโรปอีก 11 ประเทศ จะเลิกใช้ทั้งหมดในเร็วๆนี้ เช่นเดียวกับไกลโฟเซต ที่รัฐบาลฝรั่งเศส และเยอรมนีประกาศว่าจะแบนโดยเร็วที่สุด และคาดการณ์ว่าประเทศในยุโรปที่เหลือทั้งหมดจะยกเลิกทั้งหมดเมื่อการต่ออายุให้ใช้ต่อ 5 ปีจะสิ้นสุดในอีก 3 ปีข้างหน้าหรือประมาณปี 2565

ยังมีสารพิษอีก 150 ชนิดรอการแบน

นายวิฑูรย์กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุข และคณะกรรมการวัตถุอันตราย ควรตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาการแบนและจำกัดการใช้กลูโฟซิเนตและสารพิษร้ายแรงอื่นๆอีกอย่างน้อย 150 ชนิดโดยเร็ว ทั้งนี้ เพื่อสังคมไทยจะปลอดภัยจากสารพิษที่มีความเสี่ยงสูงทั้งหมด โดยต้องทำพร้อมๆกันกับการที่กระทรวงเกษตรฯจะต้องมีการพัฒนาและนำเสนอทางเลือกในการกำจัดศัตรูพืช และรัฐบาลต้องกำหนดมาตรการสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งเกษตรกร ประชาชนในท้องถิ่นและผู้บริโภคทั้งหมดในสังคมไทย อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ที่ออกมายืนยันชัดเจนว่าจะแบนสารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิดแน่นอน แต่ทางเครือข่ายก็จะไม่นิ่งนอนใจจะจับตาอย่างใกล้ชิดจนกว่าจะถึงวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ซึ่งเป็นวันที่มีผลบังคับใช้

หมอจุฬาฯ ชี้สารพิษส่อก่อโรคเนื้อเน่า

ขณะที่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงเชื้อแบคทีเรียกินเนื้อคน หรือโรคเนื้อเน่า ว่าแบคทีเรียชนิดนี้เป็นอะไรที่ใกล้ตัว แต่คนมักคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ที่สำคัญไม่ใช่แค่ถูกแมลงหรือยุงกัด แต่สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นอีกสาเหตุสำคัญ โดยเฉพาะในเกษตรกร และประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ปนเปื้อน แม้จะไม่ใช่เกษตรกรก็ตาม เนื่องจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือที่เรารู้จักกันดี เพราะที่ผ่านมามีการใช้กันบ่อย คือ พาราควอต ซึ่งคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้มีมติแบนสารเคมีไปเมื่อเร็วๆนี้ มีข้อมูลผลกระทบด้านสุขภาพว่า พาราควอต เป็นตัวโน้มนำให้ผิวหนังเสียหาย ยิ่งหากผิวหนังมีบาดแผลอยู่แล้วก็ยิ่งทำให้เกิดอาการอักเสบ บวม มีตุ่มน้ำใส ทำให้เชื้อโรครอบๆตัวเข้าไปได้ง่ายขึ้น และหากรุนแรงก็อาจต้องเนื้อเน่าตัดส่วนนั้นทิ้ง หลายรายตัดแขนตัดขาก็มี

เปิดสถิติมักพบผู้ป่วยช่วงพ่นสารเคมี

“ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้รวบรวมข้อมูลสถานการณ์โรคเนื้อเน่า (Necrotizing fasciitis) ของประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2558-2561 พบผู้ป่วยรวม 4 ปี จำนวน 68,668 ราย โดยพบมากในอายุเฉลี่ย 61 ปี ที่สำคัญจะพบในพื้นที่ซ้ำๆ ช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่มีการพ่นสารเคมีเป็นประจำทุกปี ดังนั้น จึงมักพบในเกษตรกร และที่หลายคนไม่รู้คือ พบในประชาชนในพื้นที่ด้วย เนื่องจากสารที่พ่นออกไปเจือปนในดิน ในสิ่งแวดล้อม เมื่อน้ำชะล้างก็ไหลออกไปยังถนนหนทาง หากเราเดินไม่ใส่รองเท้า ทำให้สัมผัสโรคได้ ดังนั้น จึงต้องระมัดระวัง และดูแลตัวเองให้ดี” ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าว

ที่มา : ข่าวไทยรัฐออนไลน์ – ข่าวบันเทิง
ขอขอบคุณ : ข่าวไทยรัฐออนไลน์ – ข่าวบันเทิง