โล่งอก – วันที่ 6 พ.ย. นักแสดงสาว แวร์ โซว พร้อมกับลูกสาว น้องคนดี มาร่วมพิธีบวงสรวง “เสน่หาสตอรี่ Season 2” ที่ สตูดิโอธันเดอร์ ทาวน์อินทาวน์ พร้อมกับให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องที่ตอนนี้ได้ปลดหนี้นับล้านได้แล้ว พร้อมทั้งอัพเดตอาการป่วยโรคซึมเศร้า

โล่งอกมาร่วมงาน

ทราบว่าขายคอนโดได้แล้ว
“ขายได้แล้วค่ะ ประกาศขายเมื่อช่วงต้นปี มีหลายท่านที่ใจดีมากที่ติดต่อมา แล้วมีท่านหนึ่งที่สนใจ และก็ทำเรื่องผ่าน ตอนนี้ก็ทำเรื่องโอนให้กันไปเรียบร้อยแล้ว เขาได้เข้าอยู่แล้ว และพี่ก็ได้นำเงินส่วนต่างตรงนั้นไปปิดหนี้ธนาคารหมดแล้ว คือตอนนี้ไม่มีหนี้สินอะไรอีกต่อไปแล้ว เท่ากับว่าเป็นศูนย์ เริ่มต้นใหม่ เริ่มทำงานเก็บเงิน เอาไว้เลี้ยงดูคนดี และเลี้ยงแมว กับดูแลคุณแม่ด้วย ตอนนี้ก็ขอฝากด้วยนะคะ น้องคนดีรับงาน ตอนนี้เราก็เริ่มกลับมารับงานแล้ว หายดีปกติแล้ว”

ปิดหนี้ทั้งหมดไปกี่บาท
“1.8 ล้านบาท แล้วของที่โรงจำนำเอาออกมาไม่ได้ เพราะว่าพอมันหมดก็หมดไปเลย เราไม่ได้เสียดายอะไร เราคิดว่าเราเคยมี แล้วมันเป็นของนอกกาย วันหนึ่งถ้าเราพร้อม ของๆเรามันก็จะกลับมาเป็นของเรา ถ้าเราหาใหม่ได้ เราก็จะหาใหม่ อยากจะบอกหลายๆท่าน ที่อยู่ในสภาวะเศษฐกิจแบบนี้ ในชีวิตคนเรามีปัญหาชีวิตมากมาย ให้เราแก้ทีล่ะปัญหา บางอย่างถ้าเราเสียไปแล้ว เพื่อให้เรามีความสุขมากขึ้น เราก็ต้องยอมเสีย อย่าไปเกาะติดอยู่กับเรื่องบางเรื่อง เพราะว่ามันทำให้เราทุกข์ ถ้าเราปล่อยวางมันได้ หรือว่ายอมเสีย ที่ผ่านมาพี่เสียเปรียบหมด แต่ว่าเรายอมเสียเปรียบเพื่อเรามีความสุขมากขึ้น อะไรที่ปล่อยวางได้ ให้ปล่อยไปก่อน เดี๋ยวค่อยมาเริ่มต้นใหม่”

โล่งอกไหม
“มันก็โล่งไปเปราะหนึ่ง แต่เราก็ต้องมานั่งวางแผนชีวิตใหม่ เพราะว่าตอนนี้พี่ไม่มีอะไรเหลือเลย ทั้งบ้าน คอนโด เราต้องมาเริ่มต้นใหม่ ตอนนี้เราอายุ 45-46 ปี ต้องมาเริ่มนับหนึ่งให่ ต้องมาเริ่มเก็บเงิน คิดไว้ว่าอีก 10 ปีเราก็เกษียรอายุตัวเอง เพราะเราแก่ขึ้นทุกวัน ไม่รู้ว่าอีกหน่อยเราจะจำบทได้หรือเปล่า สุขภาพเราจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ เราก็ต้องเก็บเงินไว้ เผื่อไปอยู่บ้านพักคนชรา หรือว่าใช้ตอนแก่”

อ่านข่าวเพิ่ม : แวร์โซว ตกงานแรมปี เงินเก็บสมบัติไม่เหลือ วอนเมตตาจ้างงาน หาเงินเลี้ยงลูก-ใช้หนี้!

ตอนนี้พักอยู่ที่ไหน
“ตอนนี้เช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ ต่อจากนี้เราจะไม่ซื้อบ้านแล้ว การที่เรามีบางอย่างแล้ว เหมือนกับว่าเขากำหนดมาแล้วว่าเราทั้งสองคนไม่สามารถเป็นเจ้าของอะไรได้เลย เพราะว่าเวลาเราเสียเงินไป สิ่งที่เราได้มา มันไม่คุ้มค่ากับเงินที่เราเสียเลย ถามว่าเราท้อแท้กับชีวิตไหม ตอนที่อยู่ในช่วงวิกฤติของชีวิต มันท้อแท้ เราซื้อบ้านเราก็อยากได้บ้าน เราซื้อของเราก็อยากได้ของ เพราะว่าทุกอย่างหลักล้านหมดเลย ถ้ามันเป็นหลักหมื่น หลักแสน มันยังฮึบๆ ได้ แต่นี้ทุกอย่างมันหลักล้าน”

อะไรที่ทำให้เราฮึดกลับมาได้
“เมื่อก่อนเราไม่ปล่อยอะไรเลย รู้สึกว่ามันคือของเรา เราซื้อแล้วมันต้องเป็นของเรา เรายึดติดอยู่ตรงนี้ วันหนึ่งเรารู้ว่าพอเรารู้ว่าถ้าเรายังยึดติด มันไม่มีอะไรดีขึ้น เราก็ปล่อยมันไป แล้วก็เริ่มต้นใหม่ มันทำให้เรามีแรงที่จะต่อสู้ต่อ เมื่อเราปล่อยไปแล้ว อย่าเสียดายอะไรทั้งสิ้น ถือว่ามันเป็นประสบการณ์ เป็นบททดสอบชีวิตเรา ที่ผ่านมามันเป็นบทเรียนให้เรารู้ว่าต่อไปเราจะเตรียมรับมือกับมันอย่างไร”

เคยร้องไห้ไหม เจอปัญหาตอนนั้น
“ยิ่งกว่าร้องไห้อีก ถ้าคุณโดนเฉพาะเงินต้น 7 ล้าน ซึ่ง 7 ล้าน เราไม่ได้อะไรกลับมาเลย ทำงานมา 10 กว่า เงิน 7 ล้านไม่รวมดอกนะคะ ไม่รวมค่าตกแต่ง เสียสุขภาพจิต วันนี้คุณเสียทุกอย่างเป็นเงิน 10 ล้าน แล้ววันนี้ทุกอย่างเป็นศูนย์เป็นใครจะไม่เสียใจบ้าง อย่างที่บอกว่าเราต้องปล่อยวางให้ได้ อย่างที่บอกว่าพี่เป็นโรคซึมเศร้า เนื่องจากว่าเราทำงานเครียด เราเลี้ยงลูก เรามีภาระครอบครัว แล้วเราก็มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย มันเป็นปัญหารอบตัว เราหาทางออกไปเจอ เราคลายปมไม่ออก พอวันนึงเราคลายปมออกทุกอย่างโอเค”

โล่งอกให้สัมภาษณ๋เปิดใจ หลังปลดหนี้

เราเป็นหนี้ทั้งหมดเท่าไหร่
“บ้าน 3.5 ล้าน คอนโด 2 ล้าน และที่หนักสุดคือรถ 1.5 ล้าน ซื้อมาล้านห้า เหลือ 4 แสน เราเสียให้เขาไปฟรีล้านกว่าบ้าน แล้วบ้าน 3.5 ล้าน ที่เราจ่ายไปคือต้นไม่รวมดอก แล้วดอก 7 เปอร์เซ็นต์ บ้านไม่ได้โดนยึด แค่มีปัญหาพี่เลยขาย เพราะมีปัญหาหลายๆอย่าง ที่พูดไม่ได้เพราะมีข้อตกลงอยู่ พี่ผ่อนไปเรื่อยๆ คิดว่าสักวันมันจะดีขึ้น แต่มันไม่ดีขึ้น เพราะว่ากู้ซื้อบ้าน 25 ปี กู้ซื้อคอนโด 20 ปี ตอนนี้ผ่านมา 13 ปี เคลียร์ด้วยการตัดปัญหา ไม่อย่างนั้นพี่เสียดอกหัวโต พี่กู้เงินธนาคาร แต่ว่าพี่ไม่ได้มีปัญหากับธนาคาร ที่มีปัญหาเพราะว่าเราแบกทุกอย่างเอาไว้คนเดียว แล้วดอกเบี้ยมันไม่ใช้น้อยๆ เราทำงานมาก็จ่ายดอก ต้นแทบไม่ลดเลย ถามว่าทำไมเราไม่เอาเงินไปโปะ เราจะเอาเงินที่ไหนไปโปะ เพราะว่าเราต้องเอาเงินไปจ่ายอย่างอื่นด้วย คือที่จ่ายไปต้นอย่างเดียว 7 ล้าน แล้วดอกอีกที่เราจ่ายมาเป็น 13 ปี คิดดูว่าเราจ่ายไปแล้วเท่าไหร่ เอาง่ายๆตอนนี้จ่ายไปแล้วเป็น 10 ว่าล้าน ทั้งบ้าน คอนโด รถ”

คนดีให้กำลังใจคุณแม่อย่างไร
คนดี “ด้วยความที่เราอยู่กับคุณแม่มาตั้งแต่เด็กๆ เราจะเห็นทุกอย่าง ตั้งแต่ตอนที่เขาตัดสินใจซื้อ หรือแม้แต่ตอนนี้เขาพยายามทำงานเพื่อจะเคลียร์ปัญหา เราก็พยายามทำความเข้าใจกับปัญหาของเขา และพยายามบอกเขาว่าปัญหาเกิดขึ้นได้ มันก็ต้องมีทางออก ถ้าเรายอมแพ้ตอนนี้ ตอนที่เรายังสามารถสู้ได้ มันคงไม่โอเคกับการยอมแพ้ เราก็รู้สึกโอเคเพราะว่าทุกอย่างมันเริ่มต้นใหม่ได้เหมือนกัน”

เรารับรู้เรื่องความเครียดของคุณแม่ไหม
คนดี “มันก็มีเหมือนกัน เพราะเราอยู่กันสองคน มีอะไรเราก็จะคุยกันตลอด แชร์วิธีการคิดกันตลอด เราก็รับรู้เรื่องความเครียดของเขา เป็นปกติที่เราจะเครียดแทน แต่หนูจะไม่เอาปัญหาของหนูไปเพิ่มให้คุณแม่ ทำใช้ชีวิตครอบครัวกดลงไปอีก เลยจะให้กำลังใจมากกว่า”

ตอนที่คุณแม่ป่วยเราดูแลอย่างไร
คนดี “โรคซึมเศร้า มันคือความเข้าใจ มันต้องให้เวลากัน เปิดใจคุยกันบ่อยๆ ปัญหาของโรคซึมเศร้า ตัวผู้ป่วยจะมีหลายอาการ หนึ่งไม่ได้รับความรักที่เพียงพอ หรือว่าจะด้วยความเครียดซ่ะสม เราก็ทำให้เขารู้ว่าเรารักเขานะ เราอยู่กับเขาเสมอ เราต้องเข้มแข็ง แต่สุดท้ายคนที่เข้มแข็งที่สุดก็คือคุณแม่ เพราะเขาสามารถผ่านปัญหามาได้”

ตัวเราได้รับผลกระทบอะไรกับการป่วยของคุณแม่ไหม
คนดี “ตัวหนูไม่ได้รับผลกระทบอะไร โดยปกติหนูจะมีความคิดแยกปัญหาของคนอื่นกับปัญหาของตัวเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหนูจึงเซฟตัวเองได้ ในเรื่องของความรู้สึก ตอนนี้หนูก็รับงาน อยากที่จะช่วยคุณแม่ด้วย เห็นเขาทำงานมาตั้งแต่หนูเด็กๆ ถึงตอนนี้ 14 ปีแล้ว ก็น่าจะถึงจุดที่หนูเริ่มทำอะไรได้แล้ว”

แวร์ โซว เสริมว่า “เราก็คุยกันว่าเราช่วยกันเก็บเงิน เพราะว่าแก่ตัวไปพี่จะไม่ให้ลูกเลี้ยงอยู่แล้ว ให้เขาไปมีครอบครัว ส่วนเราก็มีเงินส่วนหนึ่งเลี้ยงดูตัวเองไป เราจะไม่ไปเบียดเบียนใคร ส่วนเรื่องบ้านไม่ซื้อแล้ว เช่าเขาอยู่ก็ดี ชอบก็อยู่ ไม่ชอบก็ย้ายออก ถ้าซื้อบ้านปัญหามันอยู่กับเรา ซึ่งไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากเรา แล้วกว่าที่จะเคลียร์ได้มันเหนื่อยมาก มันจิตตก พอเคลียร์หนี้ได้แล้ว ชีวิตเราก็ไม่ได้เปลี่ยนไป เพราะเราไม่ใช่คนฟุ่มเฟือย”

โล่งอกวิถีมนุษย์แม่

ถามถึงอาการป่วยเป็นอย่างไรบ้าง
แวร์ โซว “ตอนนี้หายดีแล้ว อาการป่วยของเราเป็นสะสมมา 5 ปี รักษาอยู่ 3 ปี ตอนนี้คุณหมอบอกว่าดีแล้ว แต่ว่าต้องกินยาประครองอารมณ์ไปก่อน เพราะเรายังยังเจอสิ่งที่มากระตุ้นให้เรามีอาการได้อีก เพราะฉะนั้นคนที่ป่วยเป้นโรคนี้ไปหาคุณหมอ ถ้าไม่ไปหาคุณหมอ คุณจะทำให้คนใกล้ตัว เพื่อนร่วมงานจิตตกตามคุณไป คุณไปหาคุณหมอก็จะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น หน้าที่การงานก็ดีขึ้น แล้วยาพวกนี้ไม่ได้อันตรายอะไร”

ยังมีภาวะเครียดอยู่ไหม
แวร์ โซว “ถ้าเราเจอเหตุการณ์บางอย่างที่เข้ามากระตุ้น อารมณ์เราก็จะไวกว่าคนที่ไม่ป่วย เราก็ต้องคุมสติตัวเองให้ดี ต้องรักษาใจให้นิ่ง”

หมอยังนัดดูอาการอยู่ไหม
แวร์โซว “แรกๆ คุณหมอนัด 2 สัปดาห์ครั้ง แล้วก็มาเดือนล่ะครั้ง ตอนนี้เป็น 2 เดือนครั้ง แล้วไปบางทีก็ไม่ต้องเอายามาแล้ว คุณหมอแค่อยากดูอาการว่าเป็นอย่างไร เวลาไปหาหมอเราก็ไปด้วยกันแม่ลูก น้องไม่ได้เป็นอะไร แค่ไปให้ไปคุยกับคุณหมอ”

ยังต้องกินยาทุกวันไหม
แวร์โซว “ไม่ค่ะ ยาที่คุณหมอยังให้กิน จะกินเมื่อมีอาการ หรือว่าเวลาที่เราต้องออกมาเจอคนเยอะๆ ต้องกินดักเอาไว้ กินให้นิ่งขึ้น เพราะว่าตอนที่เป็นแรกๆ เจอคนเยอะๆไม่ได้ ไม่อยากออกไปไหนเลย”

อย่างเรื่องบทบาทในการเล่นละครมันส่งผลต่ออาการป่วยของเราไหม
แวร์โซว “จริงๆแล้วการแสดงละคร มันคือการทำสมาธิของเราเลยนะ มันไม่มีผลกับอการป่วยของเรา เวลาที่เล่นบทเครียดเราต้องใช้สมาธิสูงมาก คนเป็นโรคซึมเศร้าไม่มีสามาธินะ แต่พอเราเล่นละครแล้วเรามีสมาธิ แล้วมันทำให้เราหยุดรับรู้โลกภายนอกไปเลย แต่พอเราไม่มีอะไรทำนี้ซิ มันทำให้ให้เราคิดนั้นโน้นนี้ มันฟุ้งไปหมด การแสดงละคร บทหนักบทเบาไม่มีผลอะไรเลยค่ะ”

กดติดตามไลน์ ข่าวสด official account ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

ที่มา : บันเทิง Archives – ข่าวสด
ขอขอบคุณ : บันเทิง Archives – ข่าวสด