‘ป๋อ’ รับขวัญเสีย ‘ภูดิศ’ คางแตก เพราะอุบัติเหตุ


ให้คะแนน


แชร์

“ป๋อ” ณัฐวุฒิ สกิดใจ รับยังขวัญเสียเหตุน้องภูดิสคางแตก ยอมรับเป็นอุบัติเหตุไม่ขอโทษใคร ขอบคุณทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือ

   ทีมบันเทิง คมชัดลึก-สร้างความตกอกตกใจให้กับแฟนๆ หลัง “เอ๋” พรทิพย์ ภรรยาโพสต์ภาพน้องภูดิสในโรงพยาบาล บรรยายเหตุการณ์อุบัติเหตุคางแตก พร้อมขอบคุณเจ้าของรีสอร์ทและโรงพยาบาล ได้มีโอกาสเจอ “ป๋อ” ณัฐวุฒิ สกิดใจ ที่ปั๊มน้ำมันบางจาก ศรีนคริทร์ สอบถามเรื่องนี้ได้ความว่า

   “จริงๆก็ตัดสินใจกันอยู่เหมือนกันว่าจะลงให้เป็นเรื่องเป็นราวไหม แต่อยากจะลงขอบคุณคนที่ช่วยเหลือจริงๆ เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นตอน 5 ทุ่ม ซึ่งอีกวันเรากำลังจะกลับแล้ว คือถ้าใครได้ติดตามอินสตาแกรมจะรู้ว่าเราไปเที่ยวกันสนุกมาก พรุ่งนี้จะบินกลับละ ประมาณ 5 ทุ่มพ่อก็กำลังนั่งทานอาหารกับเพื่อนๆอยู่ เอ๋ก็โทรมาบอกว่าลูกคางแตก แต่เสียงไม่ใช่ละ เขาบอกว่าไม่ได้พี่ต้องโรงพยาบาลละ ก็ต้องแบกจากหาดกระบี่ คือเราต้องลงเขานิดหนึ่ง ผมก็ต้องแบกภูดิศ และรถโรงแรมก็พาไปส่งโรงพยาบาล คือ 20 นาทีในตอนนั้นมันนานเหมือน 2 ชั่วโมง คือตั้งแต่โรงแรมภูดิศก็ร้องเพราะเขาเจ็บมาก เอ๋ก็ร้องเพราะเขาใจเสียเพราะแผลใหญ่มาก แผลลึกมาก เราก็พยายามปลอบว่าเอ๋อย่าร้อง เรื่องของเรื่องคือภูดิศเขาพยายามวิ่งไปชี้อะไรสักอย่างที่ทีวีแล้วบอกน้อง แต่เขาลื่นเพราะเหยีบผ้าห่มขาลอยเลย และด้วความที่ตัวพุ่งไปทางทีวี คางก็เลยไปกระแทกกับโต๊ะที่วางทีวีอยู่ ก็เลยเป็นแผลลึก เป็นแผลฉีกประมาณ 2-3 เซนติเมตร ทะลุริมฝีปากเข้าไปด้านในเลย ซึ่งเราก็ไม่เคยเห็นแผลเขาเยอะขนาดนี้ จิตใจตอนนี้ก็เลยยังไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่

เราต้องตั้งสติอย่างไร เพราะทั้งภรรยาและลูกร้องไห้

   “ก็ร้องกันหมด น้องที่เป็นเจ้าของรีสอร์ทก็น้ำตาซึมเพราะเป็นห่วง ขึ้นรถตามกันไปหมดเลย ระหว่างที่นั่งบนรถตู้เราก็กังวลเพราะไม่รู้ว่าที่โรงพยาบาลที่กระบี่เป็นอย่างไร แล้วตอนนั้นมัน 5 ทุ่ม จะมีหมอเหรอ พอไปถึงก็มีคุณหมอ แต่คุณหมอก็แนะนำว่ายังเย็บไม่ได้ ต้องนอนในอุโมงค์ทีซีสแกนอีก 10 นาที ต้องดูก่อนว่ากรามแตกหรือเปล่า ต้องไปเอ็กซเรย์อีก ตอนนั้นพ่อแม่ก็ต้องอยู่ข้างนอก ลูกก็ร้องหาเอ๋อย่างเดียว สุดท้ายก็สรุปว่าคุณหมอยังไม่เย็บวันนี้เพราะภูดิศเพิ่งทานอาหารเมื่อตอน 3 ทุ่มวางยาไม่ได้ต้องรอ 6-8 ชั่วโมง และเขาดิ้นมากเพราะเจ็บปวดจนไม่สามารถที่จะเย็บได้เพราะเย็บไปแผลก็ไม่สวย และหมอที่จะมาเย็บก็ต้องเป็นหมอศัลยกรรม ซึ่งจะมาพรุ่งนี้เราก็เลยให้เขานอนไปก่อน ตอนเช้าค่อยปลุกเขาขึ้นมาวางยา ซึ่งวันนุ่งขึ้นเราก็ต้องบินบ่ายวันนั้น เราก็กังวลว่าจะบินได้ไหม ทางโรงพยาบาลก็ช่วยเต็มที่ก็เลยอยากจะลงอินสตาแกรมขอบคุณโรงพยาบาลที่ช่วยเหลือเต็มที่”

คืนนั้นเป็นอย่างไร

   “นอนไม่หลับ มันแย่ ของเอ๋เราไม่รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร แต่สำหรับเรา เราโทษทุกอย่าง เราโทษตัวเองว่าทำไมเรามานั่งกินข้าว ทำไมเราไม่นั่งดูลูก ซึ่งลูกก็ดูทีวีอยู่ที่ห้อง เรานั่งกินข้าวที่ร้านอาหารซึ่งใกล้ๆ ห้องพัก ซึ่ง 2-3 คืนที่ผ่านมามันก็เป็นเช่นนี้ตลอด เราแค่รู้สึกว่าเหตุการณ์นี้มันไม่น่าเกิด เราก็โทษเอ๋ว่าไม่น่ามากระบี่เลย โทษไปหมดมันฟุ้งซ่านไปหมด พอวันรุ่งขึ้นเราก็เริ่มมีสติเพราะมันไม่ใช่ความผิดของใครเลย มันเป็นอุบัติเหตุจริงๆ แม้กระทั่งคนที่เฝ้าน้องเขาก็ขอโทษว่าเป็ความผิดของเขา เราก็บอกเขาว่ามันไม่ใช่ความผิดของเขา ไม่ใช่ความผิดของเอ๋ ไม่ใช่ความผิดของกระบี่ ไม่ใช่ความผิดของรีสอร์ท ไม่ใช่ความผิดของใครเลย มันเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมาเราก็ต้องยอมรับ”

สภาพจิตใจของภูดิสเป็นอย่างไรบ้าง

“ก็ซึมอยู่ 2-3 วัน เราก็บอกเขาว่า ที่ห้ามปีนโน่นปีนนี่เพราะแบบนี้แหละ เพราถ้าพลัดตกขึ้นมาหน้าจะลงก่อน แล้วเราเป็นเด็ก มือก็จะยันไม่ทันหน้าจะลงก่อน เขาก็ซึมๆ ผมว่ามันเป็นเรื่องที่เขาต้องเรียนรู้ ว่าต่อไปเขาต้องระวังเยอะกว่านี้”

มีอธิบายให้เขาฟังเยอะไหม

   “คืนที่เกิดเหตุอธิบายเยอะว่าต้องทำอะไรบ้าง เพราะเขาจะไม่เย็บ เขาจะกลับโรงแรม เขาจะไม่เอาอะไรแล้ว เขาจะอยู่โรงพยาบาล ดิ้นชนิดต้องจับกัน 5-6 คน สุดท้ายคุณหมอต้องบอกว่าต้องวางยาดีกว่าเพราดูแล้วน่าจะทะลุด้านใน คือเราก็ใจไม่ดี ภาวนาให้เป็นแค่ข้างนอก สรุปคุณหมอบอกว่าทะลุ”

เปลี่ยนไฟล์ทกลับไหม

 “ไม่ได้เปลี่ยนเพราะไฟล์เราเย็นอยู่แล้ว 5 โมงเย็น เราก็ให้คุณหมอเย็บตอนเช้า ข้างในเป็นไหมละลาย ข้างนอกก็ 20 กว่าเข็ม แล้วเราก็บินกลับวันนั้นเลย ก็ห่วงตอนขึ้นเครื่องเหมือนกันว่าเขาจะปวดแผลไหม เพราะระหว่าที่เดินทางจากโรงพยาบาลเพื่อไปเก็บของที่โรงแรมและไปสนามบินเขาก็อาเจียนระหว่างทางเหมือนเมายาอยู่ ก็ห่วงกลัวเขาจะไม่ไหว เพราะเขาเสียน้ำด้วยเสียเลือดด้วย แถมตกใจ แต่เขาก็ใจแข็งดีเขาก็สู้ ก็ได้ทุกคนช่วย ต้องขอบคุณทางรีสอร์ท และทางโรงพยาบาลที่กระบี่ที่ช่วยเหลือด้วย”

เรื่องนี้สอนอะไรครอบครัวเราบ้าง

   “จริงๆ เราก็ดูแลเต็มที่นะ แต่เราต้องยอมรับมากกว่าว่าอุบัติเหตุก็คืออุบัติเหตุ ปมไม่ได้โทษใครเลย เพราะมันเกิดจากตัวภูดิศเอง และเขาต้องเรียนรู้ว่ามันเป็เหตุการณ์ที่เกิดในชีวิตแต่โชคดีที่เราได้รับการรักษาที่ทันท่วงทีมากกว่า มันก็เลยทำให้หนักกลายเป็นเบา”

ตอนนี้ภูดิสยังรักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่หรือเปล่า

   “กลับมาบ้านแล้ว แต่เขาต้องไปโรงพยาบาลทุกวันเพื่อล้างแผล ตอนนี้มีแผลอยู่ 2 จุด ทั้งข้างนอกและข้างใน ข้างนอกก็ปิดแล้ว เพราะเราไปล้างแผลทุกวัน เอ๋ไปทัวร์โรงพยาบาลทุกวัน ภูดิศไม่ได้ไปโรงเรียนด้วย เป็นจังหวะช่วงโควิดพอดี ก็เลยไม่ได้ไปโรงเรียนกัน เภาก็เลยได้รับโบนัสไปด้วย”

ตอนนี้พูดได้ปกติไหม

   “ตอนนี้ทานได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ละ อะไรกรอบๆ แข็งๆ และรสจัด ยังทานไม้ได้ ต้องเป็นอะไรที่อ่อนๆ แต่ถ้าคิดอึกมุมนึงก็ดีนะ เขาได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างในชีวิตเขาเลย ถือเป็นบทเรียนชีวิต แตเป็นบทเรียนที่โหดไปหน่อย ส่วนเรื่องแผลเป็นก็กังวลนิดหนึ่ง แต่คุณหมอบอกว่าแผลเด็กผสานเร็ว และถ้าเป็นแผลเป็นก็มีเลเซอร์ ช่วยได้ ก็เลยไม่น่าห่วงเท่าไหร่”

ไม่อยากพลาดข่าวสารสำคัญ บทวิเคราะห์ เจาะลึกแบบ อินไซด์ ฟรี!! เพียงติดตามได้ที่ Line official คมชัดลึก เพียงกดติดตามผ่าน

เพิ่มเพื่อน

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : บันเทิง : คมชัดลึก ข่าวออนไลน์
ขอขอบคุณ : บันเทิง : คมชัดลึก ข่าวออนไลน์