บัตรเครดิต ซิตี้ พรีเมียร์

Season Five การเดินทาง 12 ปีที่เต็มไปด้วยเดิมพัน เคยท้อจนเกือบแยกวง


ผ่านร้อนผ่านหนาว เดินทางในวงการเพลงมานานกว่า 12 ปีแล้ว สำหรับวง Season Five (ซีซันไฟฟ์) ที่ประกอบไปด้วย 4 สมาชิก เอก สุดเขต จึงเจริญ (Tenor), จั๊ก สิโรดม หล่อกัณภัย (Baritone), เจ เอกพล สถิรากร (Tenor), เปา บวร อัจฉรารัตนโสภณ (Bass) เจ้าของเพลงดัง พูดไม่คิด, แหลก, Event, วู่วาม, ยังไงก็ได้ไป ฯลฯ แต่เส้นทางในวงการเพลงของพวกเขาไม่เคยมีความสบาย ไม่เคยสัมผัสความดังแบบข้ามคืนเหมือนศิลปินหลายๆ คน

แต่เพราะเพลงของพวกเขาที่ตั้งใจทำ ทำให้เกิดกระแสปากต่อปาก มีการพูดถึงเรื่อยๆ จนกลายเป็นเพลงดังในที่สุด ซึ่งกว่าจะมีวันนี้ พวกเขาก็เคยท้อใจจนเกือบจะแยกวงมาแล้ว บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ชวนพวกเขามาย้อนวันวานบนถนนแห่งเสียงเพลงของพวกเขา ที่ในแต่ละช่วงชีวิตมีการเดิมพันในระหว่างทางเหมือนชื่ออัลบั้ม “Bet” อัลบั้มชุดใหม่ของเขา และเคยเกือบถอดใจแยกวงมาแล้ว

เพื่อนกันตั้งแต่เด็ก

ย้อนกลับไปเมื่อครั้ง 4 หนุ่มรู้จักกันตั้งแต่เรียนสมัยประถม ก่อนจะมาเริ่มตั้งวงในช่วงมัธยม เมื่อถามว่าสนใจเรื่องเพลงตั้งแต่ช่วงไหน จั๊กเล่าว่า “จริงๆ คอนเซปต์ของวงเราเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก คือเรารู้จักกันตั้งแต่ประถม มารวมกันตอนช่วงมัธยม แต่ว่าแต่ละคนอยู่คนละห้อง แต่มารวมตัวกันในชมรมดนตรีร้องเพลงประสานเสียง พอโตขึ้นมาเข้ามหาวิทยาลัยก็แยกย้ายอยู่คนละมหาวิทยาลัย แต่ก็กลับมารวมกันเพราะว่าร้องเพลงด้วยกันอีก

พอโตขึ้นมามากกว่านั้นอยู่คนละที่ แต่ก็มารวมตัวร้องเพลงกัน มันเริ่มมาตั้งแต่สมัยเรียนจนยาวเลย ซึ่งในการร้อง ทุกคนร้องกันหมด แต่ต่างกันที่ย่านเสียงคือเสียงต่ำเสียงสูง เพราะฉะนั้นแต่ละเพลงเรารู้หน้าที่ตัวเองอยู่แล้วว่าใครร้องยังไง แม้จะไม่ได้ร้องเพลงตัวเองก็ตาม ก็จะรู้ตำแหน่งตัวเองว่าใครจะประสานในช่วงเสียงไหนครับ”

จากนั้นเจเสริมว่า “ในช่วงมัธยม เราชอบเพลงลักษณะนี้ ฟังวงแบบเดียวกันพอดี ดนตรีของกลุ่มผิวสี วงอาร์แอนด์บีในยุค 90 เราก็พยายามฝึกอยู่เสมอ จนเราแกร่งกล้าประมาณนึง เราก็เลยลองเข้าวงการดู” จั๊กพูดต่อ “ข้อดีของการอยู่ชมรมก็คือ ไม่ว่าจะเป็นนักดนตรีหรือนักร้อง พื้นฐานถ้าเรามาจากดนตรีคลาสสิก ต่อให้ตอนนั้นเราร้องอาร์แอนด์บี แต่พอเราเข้าชมรม เพลงส่วนใหญ่เป็นเพลงคลาสสิก เราเลยได้พื้นฐานของการประสานเสียงจากดนตรีคลาสสิกยุคนั้นมา แล้วเราก็เอามาปรับใช้เรื่อยๆ ก็เลยเป็นข้อดีที่ทั้ง 4 คนได้มีโอกาสได้สิ่งนั้นตั้งแต่เด็กๆ”

และในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทั้ง 4 คนมีโอกาสได้ร่วมงานกับ นิโคล เทริโอ นักร้องสาวชื่อดัง ในเพลง “เปรี้ยวใจ” ซึ่งจั๊กเล่าว่า ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นวง Season Five พอถามว่า ทำไมถึงได้ไปร่วมงานกัน เอกเล่าว่า “เรารู้จักผู้ใหญ่คนนึงในแกรมมี่ครับ สมัยนั้นเป็นสกรีนเทสต์ เราก็เข้าไปร้องให้ฟัง เขาก็ชอบ แล้วเขาบอกว่ามีโปรเจกต์แรกให้มาร่วมเลยก่อนเป็นศิลปิน ก็คือฟีเจอริ่ง ร้องคอรัสให้กับพี่นิโคลในเพลงเปรี้ยวใจ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นแรกๆ เลยก็ได้นะที่เราเข้าไปอยู่ในวงการ”

ถามว่ายากมั้ย จั๊กตอบว่า “ยากครับ เข้าห้องอัดครั้งแรกเครียดเลย” เจเล่าต่อ “เรายังไม่ใช่ศิลปินมืออาชีพ การทำงานอัดเสียงเราก็ไม่รู้เรื่องเลย แต่ต้องมาทำกับศิลปินที่มีชื่อเสียง กลัวไปทำให้เขาพังรึเปล่า แต่ด้วยผู้ใหญ่ให้โอกาส บวกกับการที่เราฝึกซ้อมกันมาก็ผ่านไปได้ครับ”

กับคำถามว่า ตอนนั้นคิดว่าจะเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงเช่นวันนี้มั้ย เอกบอกว่า “มันยากเหมือนกันเนอะ” เปาเสริมว่า “มันก็เป็นความฝันเหมือนกัน เราก็รู้สึกแบบนั้นแหละครับ ตั้งแต่มีผลงานแรกเป็น 10 ปี จากนั้นมาก็รู้สึกว่าจะได้มั้ยนะ แต่เราพยายามทุกวันทุกปี จนถึงวันที่เราได้ทำอัลบั้มแรกที่เราออกจากงานกัน เราก็ไม่ทิ้งความพยายามนั้น ทุกวันนี้ทุกเพลงเราก็ยังตั้งใจทำเพื่อให้ทุกคนได้ฟังครับ”

ออกจากคอมฟอร์ตโซน

ด้วยความที่รักในการร้องเพลงอย่างมาก ทำให้ทั้ง 4 หนุ่มออกจากคอมฟอร์ตโซนด้วยการลาออกจากงานประจำ ซึ่งเอกเล่าถึงวันที่ตัดสินใจลาออกจากอาชีพที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทดังระดับโลก เพื่อทำความฝันของตัวเองคือการเป็นศิลปินว่า “คือชีวิตเหมือนอัลบั้มใหม่ล่าสุด “Bet” เลย บางทีเราอยู่ในที่ที่เป็นคอมฟอร์ตโซนของเราอยู่แล้ว แต่ชีวิตดูจะไร้คุณค่าถ้าเราไม่ได้ออกจากเซฟโซนของเราเพื่อจะทำในสิ่งที่เราฝัน มันต้องเดิมพัน คืออยู่ที่เดิมก็สบาย แต่ถามว่าได้ทำในสิ่งที่รักจริงๆ รึเปล่าก็ไม่ใช่ ออกมาอาจลำบาก แต่ได้อยู่กับสิ่งที่เรารัก ก็เลยตัดสินใจเดิมพันชีวิตตัวเองเพื่อจะออกมาเป็นศิลปิน นี่ก็เลยเป็นที่มาของชื่ออัลบั้มใหม่ด้วย

ถามว่าตอนออกมากลัวมั้ย ไม่ได้กลัวขนาดนั้นครับ แต่แค่ทำสิ่งที่ไม่ถูกใจที่บ้านแค่นั้นเอง วันนั้นเราเดิมพันกับสิ่งนี้แหละ เราเป็นเด็กที่ตามใจพ่อแม่มาตลอด จนถึงจุดนึงที่เรารู้สึกว่าเฮ้ย ขอทำตามความฝันของเราบ้าง แต่มันทำให้เขาค่อนข้างไม่พอใจเหมือนกัน เสียใจและผิดหวังในตัวเรา แต่ว่าก็ดีนะครับ เป็นแรงขับที่เรารู้สึกว่าสักวันนึงเราต้องทำในสิ่งที่เรารู้สึกว่ายึดเป็นอาชีพได้ ทำเพื่อเลี้ยงชีวิตเราได้ ไปกลบความรู้สึกผิดที่ทำให้เขาผิดหวัง ซึ่งทุกวันนี้เราได้รับการยอมรับ นี่เป็นเดิมพันที่เป็นแรงขับว่าถ้าเราทำให้พ่อแม่ผิดหวัง ไหนๆ เลือกเส้นทางนี้เราต้องทำให้สุด ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เราเลือกไม่ใช่ทางที่เราเลือกผิด”

ถามว่าคุยกับพ่อแม่ยังไงจนเริ่มยอมรับตรงนี้ได้ เอกพูดตรงๆ ว่า “ไม่คุยนะครับ ทำเลย อยู่ๆ วันนึงเขาถามว่าไม่ไปทำงานเหรอ เราก็บอกว่าลาออกแล้ว คือเราต้องมีชีวิตของเราเอง ถ้าเราปรึกษาก็ไม่มีทางได้ทำ ก็เลยลาออก” จั๊กถามว่า น้องๆ เอาเป็นตัวอย่างได้มั้ย ถึงตรงนี้เจบอกว่า “น้องๆ ต้องรู้ศักยภาพของตัวเองว่าทำได้ประมาณไหน แล้วต้องมีความอดทน ความกล้า ต้องรู้ว่าเราจะมีความคิดในการแก้ปัญหายังไง เดินหมากยังไง ก็ต้องวางแผนว่าจากที่เราก้าวออกมาจากจุดที่เราปลอดภัย ต้องมีแผน A B C สำคัญที่สุดต้องอดทนกับสิ่งที่เข้ามาครับ”

เอกพูดต่อ “ถามว่านานมั้ยกว่าเขาจะยอมรับ ก็นานอยู่นะ ไม่ถึง 10 ปี มันเป็นวันที่เรามีคอนเสิร์ตของตัวเอง อยู่บนเวที แล้วชวนเขาไปดู เขาก็ได้รู้ว่าสิ่งที่เราทำมันถึงจุดนี้แล้ว เรายืนอยู่บนเวทีร้องเพลงให้คนจำนวนมากฟัง ก็เป็นสิ่งที่เขารู้สึกว่าเราเดินทางมาได้สุดประมาณนึงเหมือนกัน จากวันที่เราเลือกออกจากเซฟโซนของเรา ซึ่งวันที่เขารู้สึกว่าเชื่อเราแล้ว เป็นวันที่มีคอนเสิร์ตที่อิมแพ็ค เป็นเวทีที่ใหญ่มาก คนดูหลักหมื่น เขาอยู่หลังเวทีแล้วมองออกไป เขามองในมุมเดียวกับเราว่าเขาเห็นคนเยอะแค่ไหน เห็นคนร้องเพลงตามเรา เป็นจุดที่เขาพูดว่าเขาเชื่อแล้วว่าเราทำได้”

เมื่อถามว่าที่บ้านของสมาชิกคนอื่นๆ มีปัญหาหรือไม่ เจยอมรับว่ามีทุกคน จั๊กขยายความว่า “เนื่องจากวัยเดียวกันครับ ในช่วงที่เรามาทำก็ต้องการความมั่นคง อยากให้ทำงานที่มั่นคง โดยเฉพาะในช่วงยุคพ่อแม่เราก็อยากให้ทำงานออฟฟิศ เราก็ทำนะครับ ทำสายมีเดีย เจทำสายหนังสือ เปาทำมัลติมีเดีย ตอนเย็นเราก็มาเจอแล้วซ้อมเพลงกัน จนถึงจุดที่เราลาออกกันหมดทุกคน (หัวเราะ) มาร้องเพลงอย่างเดียว เป็นศิลปินมีอัลบั้มของตัวเอง”

ถอดใจจนเกือบแยกวง

หลังจากที่ร่วมงานกับ นิโคล เทริโอ เวลาผ่านไป 10 ปี จากเรียนมหาวิทยาลัยจนจบและเริ่มทำงานก็ยังคงซ้อมร้องเพลง จนกระทั่งได้รับโอกาสจาก ตี๋ สมชาย ชีวสุทธานนท์ หรือ ตี๋ แมทชิ่ง ให้มาทำอัลบั้มเพลงชุดแรก ซึ่งจั๊กเล่าว่า “ในยุคนั้นก็มีพี่ตี๋ แมทชิ่ง เป็นคนให้โอกาสพวกเรา คนนี้ก็เป็นผู้มีพระคุณคนนึงเลยในชีวิตของ Season Five ตอนนั้นเราเข้าไปหาพี่ตี๋เพื่อแค่ปรึกษาว่าเราเป็นวงแบบนี้ พี่ตี๋มีผู้ใหญ่คนไหนหรือค่ายเพลงที่พี่ตี๋รู้จักที่พอจะแนะนำเราเข้าไปได้ เพราะเราไม่รู้เรื่องอะไรเลย

พี่ตี๋บอกว่า พวกเอ็งไม่ต้องไปไหนหรอก อยู่ด้วยกันนี่แหละ เดี๋ยวพี่ทำให้ แล้วพี่ตี๋ไม่ได้มาแนวเกี่ยวกับเพลงเลยนะ เขามาสายโฆษณา เขาก็เดิมพันกับเราเหมือนกันนะ ก็ได้ทำ 1 อัลบั้มตอนอยู่กับพี่ตี๋ แต่คนก็ไม่ได้รู้จักอะไรเท่าไร เพราะต่างคนต่างก็มือใหม่ในสายเพลงทั้งคู่ เราก็ยังเดิมพันต่อไป จนถึงวันนึงเราแยกย้ายกับพี่ตี๋แล้ว และเราจะแยกย้ายกันเองแล้วด้วย ตอนนั้นอัลบั้มชื่อ Seasons of Life มันก็เป็นสีสันของชีวิตของพวกเราทั้ง 4 คน

เราก็คิดว่าถึงเวลาแล้วนะ เราได้ 1 อัลบั้มตามที่เราฝันว่าจะมีอัลบั้มของตัวเอง ไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร ถึงเวลาที่ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง คือต้องทำงานดูแลครอบครัว งั้นเราทำเพลงสุดท้ายแล้วกัน ตอนนั้นก็ไม่มีค่ายแล้ว เป็นอินดี้แล้ว ตั้งใจว่าทำแล้วจะแยกย้าย เพลงนั้นก็คือ “พูดไม่คิด” แต่ชีวิตก็เป็นแบบนี้ครับ เกิดจากการเดิมพัน พอเพลงที่เราคิดว่าจะเป็นเพลงสุดท้าย กลับเป็นเพลงแรกที่ทำให้ Season Five ได้เกิดขึ้นมาในวงการ คนรู้จักเพราะเพลงสุดท้ายที่ชื่อพูดไม่คิดนี่แหละ ก็เลยเลิกไม่ได้ หลังจากนั้นยาวมาเลยครับ”

จั๊กยอมรับว่าในช่วงที่ออกอัลบั้มแรกแล้วไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรทำให้รู้สึกท้อ ไม่อย่างนั้นคงไม่คิดจะสลายตัว ด้านเจเสริมว่า ทางค่ายที่เราทำก็ออกอัลบั้มให้แล้ว ทำทุกอย่างครบหมดแล้ว ก็รู้สึกว่าโอเคแล้ว เรามีอัลบั้มแล้ว แต่ความสำเร็จไม่มาไม่เป็นไร ได้ทำตามความฝันแล้ว

ด้านเอกเสริมว่า “จริงๆ ก็เป็นบทเรียนให้ใครหลายคน ยามที่เราท้อ บางทีเราไม่รู้หรอกว่าความสำเร็จจะมาเมื่อไหร่ อย่างพวกเราวันที่เราจะเลิกแล้ว แต่จริงๆ มันแค่อีกก้าวเดียวก็จะถึงจุดสำเร็จแล้ว บางคนท้อไปก่อน ซึ่งบางทีเราไม่รู้ว่าก้าวเท้าไปอีกแค่ก้าวเดียวเราก็สำเร็จแล้ว แต่คุณหยุดเดินตรงนั้นแล้วเลิก มันเสียดายอีกไม่รู้กี่ร้อยก้าวที่เราก้าวมา เหลือก้าวเดียวก็จะสำเร็จแล้วแต่เลิกไปซะก่อน แต่ของเราพอดีตรงที่ว่าเกือบแล้ว แต่เราลองก้าวอีกสักก้าว เป็นก้าวสุดท้ายที่ข้ามผ่าน เป็นจุดที่คนเริ่มรู้จักแล้ว มันก็เลยได้มีโอกาสก้าวต่อไปเรื่อยๆ ครับ”

ความสำเร็จที่ตามมา

เมื่อเพลง “พูดไม่คิด” ที่ตั้งใจว่าจะเป็นเพลงสุดท้ายก่อนแยกย้าย กลายเป็นเพลงฮิตร้อยล้านวิว ถามว่าชีวิตตอนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง จั๊กบอกว่า ชื่อเสียงก็เริ่มมี งานเข้ามาเยอะแบบไม่ทันตั้งตัว นึกภาพคนที่กำลังจะสลายตัว ในวงมีแค่ 4 คน ไม่มีทีมงาน มันก็ลำบากเหมือนกัน ถ้ามีบริษัทหรือทีมงาน เราจะรู้ว่าต้องเตรียมตัวยังไง มีแบ็กอัพ มีคนประสานงาน มีผู้จัดการ แต่เราไม่มีเลย

“ช่วงที่เพลงดัง เราทำอะไรไม่ถูก ตะกุกตะกักมาก แม้กระทั่งการทัวร์คอนเสิร์ตเรายังไม่รู้เลยว่าเราจะต้องทำยังไง กว่าจะผ่านตรงนั้นมาได้ก็เป็นปีเหมือนกัน กว่าจะเซตรูปแบบ Season Five ที่สมควรจะเป็นใช้เวลานานมาก ไปทัวร์ไปโปรโมตก็ขับรถกันไปเอง 4 คน ชุดเครื่องเสียงก็จัดการกันเอง ยังมีกีตาร์ตัวเดียวอยู่เลยครับ”

เมื่อถามว่า มีค่ายเพลงติดต่อมาเยอะมั้ย จั๊กบอกว่า มีเยอะ ก็ต้องคุยต้องเลือกเหมือนกัน เอกบอกว่า สุดท้ายเลือกที่จะไปอยู่กับค่ายสนามหลวง มิวสิก ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ สาเหตุที่เลือกมาอยู่ที่นี่ เอกบอกว่า “รู้สึกถูกจริตมากกว่า เขาเปิดโอกาสให้ทำเพลงได้ค่อนข้างอิสระเหมือนกัน แล้วแนวเพลงเราค่อนข้างอินดี้ แล้วสนามหลวงก็รวมคนอินดี้ ก็รู้สึกว่าดูน่าจะเข้าแนวกับเรามากกว่า” จากนั้นเจเสริมว่า “ประกอบกับทีมงานที่เราทำก่อนหน้าเพลง “พูดไม่คิด” เป็นทีมงานที่อยู่แกรมมี่ เราก็เลยได้คอนเน็กชั่นนั้นมา ก็คิดว่าน่าจะทำร่วมกับทีมงานนี้ ก็เลยลองดู เลยเกิดเป็นอัลบั้ม Golden Era ครับ”

ส่วนการมาร่วมงานกับ ฟองเบียร์ ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม เจบอกว่า เป็นเพราะอีกฝ่ายมาแต่งเพลงให้ต่อเนื่องกันมาช่วงที่อยู่ในแกรมมี่ เลยรู้จักกัน อีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือพี่โอ๊บ วงไทม์ (เพิ่มศักดิ์ พิสิษฐ์สังฆกร) ที่มาเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับ Season Five ในอัลบั้ม Golden Era ส่วนฟองเบียร์มาร่วมเขียนเพลง

ตอนนั้นก็ย้ายจากสนามหลวงฯ มาอยู่ค่าย We Records ของฟองเบียร์ เอกบอกว่าเหมือนเป็นชอตบังคับที่ต้องย้าย เพราะช่วงนั้นค่ายสนามหลวงปรับปรุงรูปแบบ ศิลปินก็เลยต้องไปตามค่ายต่างๆ ในเครือแกรมมี่ พอมาอยู่ที่ We Records ก็กดดันเหมือนกัน เพราะมีศิลปินเบอร์ใหญ่ๆ เยอะ เหมือนเป็นวงป๊อปเข้าไปอยู่ในกลุ่มศิลปินป๊อปร็อก

ย้ายค่ายอีกครั้ง

เมื่อค่าย We Records ปิดตัวลง เอกบอกว่าเหมือนเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่อีกครั้ง เพราะต้องย้ายค่ายอีกแล้ว โดยทั้ง 4 หนุ่มเลือกไปอยู่ Me Records ในเครือ Muzik Move ตามฟองเบียร์ ถามว่าตัดสินใจยากหรือไม่ จั๊กบอกว่า “ก็ยากอยู่ เพราะย้ายจากที่ใหญ่ไปอยู่ที่ใหม่ ไม่รู้ว่าเป็นยังไงต่อไป ก็เป็นการเดิมพันอีกแล้ว”

ส่วนเหตุผลที่ย้ายตามไป เอกบอกว่า “มีหลายเรื่องเหมือนกันครับ หนึ่งคือเราศรัทธาในฟองเบียร์ด้วย ทำงานด้วยกันเหมือนเรารู้สึกว่าเราเป็นทีมเดียวกันแหละ อีกอย่างรู้สึกว่าตอนนั้นเหมือนแผนในการทำให้กับศิลปิน ตอนนั้นแกรมมี่มีศิลปินเยอะมาก แล้วเราอาจไม่ได้อยู่ในแผนที่เขาจะโปรโมตเราได้อย่างเต็มที่เหมือนก่อนแล้ว เราอาจไม่ใช่คนที่เขารู้สึกว่าอยากทำ”

จั๊กเสริมว่า “คือถ้าเราทำเพลงแล้ว เราก็อยากจะมีไทม์ไลน์ที่ชัดเจน แต่เราดูแล้วแกรมมี่ตอนนั้นเขาแน่นมากเลย เราอยู่ในช่วงทำงานอยู่ เตรียมเพลงแล้ว เราอยากอยู่ในที่ที่สามารถเดินไปแบบไม่ต้องต่อคิว ก็เลยคุยกับฟองเบียร์ว่าถ้าเราอยู่ตรงนั้น มีช่วงเวลาให้เราปล่อยเลยมั้ย แล้วเขาก็ให้เราเป็นศิลปินเบอร์แรกของที่นั่นเลยครับ แต่มันก็คือการเดิมพันนะ เพราะเราไม่รู้ว่าการปล่อยเพลงที่ใหม่จะเป็นยังไง แต่เราเลือกที่ที่ทำงานแล้วรู้สึกสะดวกตัวเองดีกว่าครับ”

เมื่อเป็นศิลปินเบอร์แรกของ Me Records เอกยอมรับว่ากดดันนิดนึงเหมือนกัน แต่สบายใจในความที่ทีมงานเป็นคนเดิม ฟองเบียร์ยังแต่งเพลงให้เหมือนเดิม ถามว่าศรัทธาในตัวของฟองเบียร์ยังไง เอกตอบว่า “ในเวลานั้นที่คนในแกรมมี่อาจจะไม่เห็นว่าแนวของเราจะทำงานได้ เขาจะขายเราได้ ถ้าเทียบกับศิลปินเบอร์อื่นๆ กลับกันเป็นฟองเบียร์ที่เห็นว่าเราสามารถทำอะไรได้อีกเยอะ เรารู้สึกว่าเราอยู่กับคนที่เขาเห็นคุณค่าของเรามากที่สุดดีกว่า”

จากวันนั้นในฐานะศิลปินเบอร์แรกของค่าย จนถึงวันนี้เป็นเวลา 5-6 ปีที่อยู่ภายใต้สังกัด Me Records ซึ่งเป็นค่ายเพลงที่ 4 หนุ่มอยู่นานที่สุด เมื่อถามถึงความประทับใจในการทำงานที่นี่ เอกเล่าว่า “ความที่มันเป็นค่ายใหม่ ในเรื่องของระบบการทำงานมันไม่มีโครงสร้างของการทำงานแบบองค์กรใหญ่ ในความเป็นองค์กรเล็ก มันมีความอิสระบางอย่าง มีความอะลุ้มอล่วยบางอย่าง

อีกอย่างในความเป็นเราที่อยากจะใส่เข้าไปมันค่อนข้างได้ง่ายกว่า อำนาจในการต่อรองระหว่างศิลปินกับค่ายค่อนข้างจะเยอะกว่า เหมือนเราเป็นศิลปินเบอร์แรกของค่าย เราก็ได้ความเป็นพี่ใหญ่ประมาณนึง ตรงนี้มันอุ่นใจ” จั๊กถามว่า “พี่ใหญ่ในเชิงการทำงาน แต่ถ้าเรื่องอายุล่ะ” เอกตอบ “ก็เป็นน้องเล็ก” ทำเอาจั๊กหัวเราะกับคำตอบ

Bet

เอกเล่าถึงการทำเพลงในอัลบั้มล่าสุด “Bet” อัลบั้มเต็มในรอบ 5 ปีของ Season Five ภายใต้สังกัด Me Records ในเครือมิวซิก มูฟ ไว้ว่า “ชื่ออัลบั้มคือ “Bet” แปลว่า “เดิมพัน” ถามว่าทำไมถึงใช้ชื่อนี้ คือเพลงทุกเพลงที่อยู่ในอัลบั้มนี้เป็นเพลงที่ตั้งแต่เราย้ายค่ายมาอยู่ Me Records เราเป็นศิลปินที่ย้ายค่ายค่อนข้างบ่อย เหมือนไม่ค่อยได้อยู่ที่ไหนยาวๆ แต่เราอยู่ที่ Me Records นานที่สุดแล้ว ประมาณ 5-6 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ได้ไม่นาน”

จากนั้นจั๊กเสริมว่า “จะบอกว่าตอนที่เราย้ายมาก็เป็นการย้ายแบบเสี่ยงเดิมพันเหมือนกัน เพราะศิลปินที่อยู่ค่ายใหญ่ค่อนข้างมั่นคงแล้ว แต่อยู่ดีๆ ย้ายมาสู่ค่ายใหม่ที่ไม่เคยมีศิลปินเลย เราเลือกที่จะเดินมาโดยไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าเป็นยังไง มันก็เริ่ม Bet ตั้งแต่มาที่นี่แล้ว” เอกพูดต่อ “จริงๆ ไม่ใช่แค่ชอตนี้ครับ ตั้งแต่เราเป็นศิลปิน เราใช้วิธีนี้มาโดยตลอด เหมือนเรามีการเปลี่ยนเส้นทางเดินในการเป็นศิลปินมาตลอด รู้สึกว่าเรารับความเสี่ยงมาตลอด เหมือนเราเดิมพันตลอดเวลา เลยรู้สึกว่าอัลบั้มนี้ชื่อ Bet ดีกว่า เหมือนเป็นการวางเดิมพันอีกครั้งนึงครับ”

เอกเล่าว่าตั้งแต่เป็น Season Five มา 11-12 ปี ความเป็นศิลปินก็ยาวนาน การใช้ชื่ออัลบั้ม Bet เหมือนวางเดิมพันตัวเองว่าเรายังไปต่อเรื่อยๆ เพื่อให้ยังอยู่ในเทรนด์ มีคนฟัง ก็จะเดิมพันไปเรื่อยๆ และเดิมพันกับสถานการณ์โควิดด้วย ซึ่งในตอนแรกยังไม่ได้วางเป็นอัลบั้ม ตั้งแต่มาอยู่ที่ Me Records ก็ปล่อยซิงเกิลมาเรื่อยๆ เก็บสะสมเพลงมาเรื่อยๆ เป็นการรวมเพลงตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว ทิ้งช่วงจากอัลบั้มที่แล้วมาเกือบ 7 ปี โดยอัลบั้มเต็มจะมีในปี 2565 ที่ปล่อยปีหน้าเพราะทำเพลงเตรียมไว้เยอะเหมือนกัน

เมื่อถามว่า ฟีดแบ็กเป็นอย่างไรบ้าง เอกบอกว่า ฟีดแบ็กช่วงนี้คาดเดายาก เพราะช่องทางในการฟังเพลงค่อนข้างจำกัดในช่วงโควิด ยอดวิวค่อนข้างน้อยกว่าปกติ เหมือนยังวัดอะไรมากไม่ได้ แต่พยายามปล่อยเพลงให้สม่ำเสมอให้คนได้ยินเรื่อยๆ อีกทั้งยังไม่ค่อยได้เจอใคร เลยไม่ทราบว่าฟีดแบ็กเป็นไงบ้าง ส่วนแฟนเพลงคอมเมนต์ว่าชอบ ทุกคนบอกว่าคอนเซปต์แต่ละเพลงเก๋มาก ด้านจั๊กบอกว่า แฟนๆ บอกว่าไม่ทำให้ผิดหวังอีกแล้ว เพราะผ่านความตั้งใจมาอย่างดีในการปล่อยแต่ละเพลง คอนเซปต์ค่อนข้างชัด การร้องเป็นสไตล์ของเรา ซึ่งเอกบอกว่า “ดีใจครับ เหมือนเป็นกำลังใจให้เราตั้งใจทำงานออกมาเรื่อยๆ”

ส่วนเพลงที่จะปล่อยต่อไป เอกบอกว่า น่าจะเป็นเพลงช้า เพราะตั้งแต่เพลง “ไหว้ล่ะ” กับ “What The F” เป็นเพลงที่มีจังหวะ โยกได้ คอนเซปต์มีกิมมิก แต่ว่าเพลงต่อไปจะเป็นเพลงค่อนข้างดราม่า ซึ่งปกติคนจะชอบ Season Five ในเพลงดราม่า แต่เราไม่อยากจะเครียดตลอดเวลา เลยมีเพลง “ไหว้ล่ะ” กับ “What The F” มาปรับความเลี่ยนบ้าง แต่เดี๋ยวจะกลับไปเพลงดราม่าแล้ว

ถามว่าชอบแบบไหนมากกว่ากัน พวกเขาบอกว่าจริงๆ ชอบทั้งคู่ ก่อนที่จั๊กจะขยายความว่า Season Five พยายามหารูปแบบใหม่ๆ มาเรื่อยๆ เนื้อหาเหมือนจะเรียบง่ายธรรมดา แต่ใช้วิธีการพูดที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดนตรีจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ยังคงสไตล์การร้องของทั้ง 4 คนไว้ ไม่ว่าจะเสียงร้อง การประสาน แม้พื้นดนตรีข้างหลังจะเป็นยังไงก็ตาม

การเดินทาง 12 ปี

เมื่อให้ 4 หนุ่มพูดถึงชีวิตในวงการเพลงของ Season Five ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา จั๊กบอกว่า “เป็นการเดินทางที่ไม่เคยสบายอะไรกับเขาเลย ไม่เคยได้สัมผัสความดัง หรือป๊อปปูลาร์แบบพลุแตกแบบที่คนอื่นเขาเคยได้สัมผัส แต่ละอย่างมันค่อยๆ มา คือเพลงของ Season Five เพลงไหนที่มีชื่อเสียง มันก็ไม่ใช่เหมือนศิลปินที่มาแบบตู้ม 2 วันแรกเป็นกระแส” เอกเสริม “เป็นวงที่ไม่เคยมีกระแสอะไรกับเขาเลย”

จากนั้นจั๊กพูดว่า “เราจะเป็นกระแสด้วยปากต่อปาก ด้วยคนที่ฟังแล้วชอบ เกิดการพูดถึงไปเรื่อยๆ จนวันนึงเพลงมันดังขึ้นมาเอง บางทีเพลงนั้นผ่านไปตั้งนานจนเลยช่วงโปรโมตไปแล้ว” ถึงตรงนี้เอกขยายความว่า “อย่างเพลง “พูดไม่คิด” ใช้เวลาเดินทางนานเหมือนกันนะ เกือบครึ่งปี กว่ามันจะซึมซับและคนเอาไปเล่น มันก็ไม่ใช่เพลงกระแสอยู่ดีครับ เราไม่เคยมีเพลงกระแสเลย”

จั๊กบอกว่า เพลงของ Season Five ที่ดังไม่เคยเป็นกระแส วันที่คุณได้ยินอาจจะปล่อยมาแล้ว 3-4 เดือน ไม่มีปล่อยอาทิตย์แรกแล้วดังเปรี้ยงปร้าง “เพราะฉะนั้นถึงบอกว่าเราไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมาก บวกกับวันที่ Season Five เริ่มเป็นที่รู้จักแล้ว เป็นช่วงเวลาที่โตแล้ว เราผ่านอะไรมาเยอะแล้ว เพราะฉะนั้นเราไม่ค่อยตื่นเต้นกับความสำเร็จสักเท่าไร เราเข้าใจมันมากกว่าว่าก็เป็นแบบนี้ พอผ่านไปมันก็มีศิลปินรุ่นใหม่มาเรื่อยๆ เราก็เข้าใจในช่วงเวลานี้ว่าไม่ต้องกลับมาดัง

จริงๆ ตั้งแต่ทำเพลงมา พี่โอ๊บก็พูดเสมอว่า อย่ายึดติดกับความสำเร็จ เราเคยทำเพลงที่หนึ่งดัง เราก็ไม่ต้องไปยึดติดกับเพลงที่หนึ่ง เราก็ทำของเราแบบนี้ เพราะฉะนั้นในฐานะศิลปินก็ยังมีความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ผมเชื่อว่าไม่ว่าจะกี่ปีกี่ชาติ พอเราทำเพลงใหม่ก็ต้องคาดหวังทุกครั้ง แต่บนความคาดหวังมีความเข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องดังไปหมดก็ได้ แต่ขอให้เรามีความสุขในสิ่งที่เราทำปัจจุบันมากกว่า เพราะฉะนั้น Season Five อยู่บนความเข้าใจของยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เราก็ยังอยู่บนเส้นทางที่เราชอบอยู่ดี”

เมื่อถามว่า มีแอบรู้สึกลึกๆ รึเปล่าที่เพลงไม่ได้เป็นกระแสดังเปรี้ยงในเวลาไม่นานเหมือนศิลปินคนอื่น จั๊กบอกว่า รู้สึกจนเข้าใจรูปแบบและพฤติกรรมของวงเรา มองที่คนฟังมองเรามา เราเป็นแบบนี้ เขามองเราแบบนี้ เราจะพยายามไปเปลี่ยนให้เขามองเราในแบบอื่นก็ไม่ใช่อยู่ดี ถามว่าอยากเป็นแบบคนอื่นบ้างมั้ยที่ดังเป็นกระแสก็อยาก ถึงตรงนี้เจเสริมว่า “คือเราตั้งใจทำทุกชิ้นงาน เราไม่ได้ตั้งใจทำตามกระแสไปหมดทุกอย่าง แต่เราทำงานที่เราอยากทำ แต่ไม่ใช่เราไม่คาดหวัง เราก็คาดหวัง แต่เราทำในมุมมองของเราต่อไป อยากทำให้ผู้ฟังชอบ เราตั้งใจทำในแบบของเราด้วย”

ส่วนแพลนต่อไปของ Season Five เอกบอกว่า คอนเสิร์ตใหญ่ก็คิดไว้ จริงๆ จะมีแล้วถ้าไม่ติดเรื่องโควิดที่ทำให้ล้มเลิกไปก่อน แต่คิดว่าหากสถานการณ์ดีขึ้น คอนเสิร์ตใหญ่น่าจะมาพร้อมกับอัลบั้มเต็มในปีหน้า จริงๆ ก็ทำเพลงอยู่เรื่อยๆ ปิดท้ายที่เอกพูดถึงแฟนๆ ทุกคนว่า “ขอบคุณที่ยังจำเพลงของพวกเราได้ ขอบคุณที่ยังเชื่อในสิ่งที่พวกเราทำ คอยติดตามพวกเรา มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรายังรู้สึกมีแรงที่คิดจะมีผลงานออกมาเรื่อยๆ ครับ”.

ผู้เขียน : Penguin บินได้
ภาพ : Me Records
กราฟิก : Sathit Chuephanngam

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2226920
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2226920

บัตรกดเงินสด ซิตี้ เรดดี้เครดิต


บัตรเครดิต ซิตี้ ลาซาด้า

บัตรเครดิตซิตี้ แกร็บ

บัตรเครดิต ซิตี้ แคชแบ็ก แพลตตินั่ม

บัตรเครดิต ซิตี้ รีวอร์ด