“ฟองเบียร์” เปิดปมโรคซึมเศร้า ถูกพ่อทารุณตั้งแต่เด็ก แรงขับเคลื่อนหลักของการลดน้ำหนัก


“ฟองเบียร์-ปฏิเวธ” นักแต่งเพลงชื่อดัง เปิดปมโรคซึมเศร้า ถูกพ่อทารุณตั้งแต่เด็ก แรงขับเคลื่อนหลักของการลดน้ำหนัก ที่ไม่เคยบอกใคร

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

หลังจากก่อนหน้านี้ ฟองเบียร์-ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม นักแต่งเพลงชื่อดัง ออกมาเปิดเผยว่าเจ้าตัวหันมาออกกำลังกาย เนื่องจากเป็นความดันโลหิตสูง และลดน้ำหนักลงจากร้อยกว่ากิโลกรัม เหลือ 81 กิโลกรัม ภายในเวลา 4 เดือน พร้อมทั้งโพสต์ภาพหุ่นล่าสุดของตัวเองให้ได้ชมกัน ก็ทำเอาหลายคนรู้สึกว้าว และเข้าไปถามสูตรกันอย่างมากมาย และล่าสุด เจ้าตัวโชว์ตัวเลขว่าเหลือเพียง 71.5 กิโลกรัมเท่านั้น

แต่ใครจะรู้ว่าสูตรการลดน้ำหนักของเจ้าตัวไม่ได้เหมือนคนอื่นทั่วไป เนื่องจากแรงขับเคลื่อนมาจาก โรคซึมเศร้า ซึ่ง ฟองเบียร์ ได้เปิดใจหมดเปลือกกับ ข่าวสดบันเทิงออนไลน์ ถึงอดีตที่ถูกพ่อทารุณ และปมฝังใจ ที่ทำให้ประสบความสำเร็จในทุกๆเรื่อง รวมถึง ลดน้ำหนักมาขนาดนี้ได้ยังไง?

“มันเริ่มมาจากการที่เราใช้ชีวิตไม่ดีแล้วเราคิดว่ามันคือเรื่องปกติ เรากินดื่มเหล้า สูบบุหรี่หนัก เราใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอด แล้วก็ที่ผ่านมาไม่เคยต้องนอนโรงพยาบาลเพราะการใช้ชีวิตแบบนี้ จนวันนึงมันมีอาการน็อกวูบจากการสูบบุหรี่ แต่ก่อนหน้าจะไปหาหมอก็คือลองเทสจะประมาณ3-4ครั้งจนแน่ใจ และวูบทุกครั้ง พอไปหาหมอตรวจพบว่าเป็นความดันสูง และคุณหมอแนะนำว่าให้เลิกบุหรี่เด็ดขาดเลย

โดยหมอให้เวลา4เดือนและหมอจ่ายยามาทีเดียว4เดือน จำได้ว่าจ่ายมาเยอะมาก ค่ายาประมาณ 40,000 บาท และหมอแนะนำว่าอย่างแรกเลยให้ลดน้ำหนัก เพราะตอนนั้นน้ำหนักอยู่ที่ 106.6 กิโลกรัม คืออยู่ในเกณฑ์ของโรคอ้วนและเป็นสิ่งดึงดูดโรคความดันสูงอันดับต้นๆ

ซึ่งน้ำหนักมี4 ระดับ คือ โรคอ้วน เกินเกณฑ์ ปกติ ผอม คือหมอแนะนำให้ลดลงมาอยู่ในน้ำหนักระดับเกินเกณฑ์ก่อน มันยังพอรับได้ ซึ่งหมอก็ไม่ได้บอกวิธีการลด หมอแค่บอกว่าขอแค่ 90 กิโลแล้ว4เดือนมาเจอกัน ซึ่งเราก็คิดว่าทำได้ เนื่องจากเราเคยทำได้เพราะสมัยก่อนเราเคยหนักมาก 118-119 แล้วลดลงมาได้จนเหลือ 110 เพราะเคยศึกษาเรื่องโภชนาการ”

“คือผมขอฝากไว้ทางนี้เลย หลายๆคนที่เข้ามาถามผมว่าลดน้ำหนักยังไง ซึ่งมีมาถามทุกวันว่าขอสูตรหน่อย ซึ่งผมอยากจะบอกทุกคนว่าผมไม่สามารถพิมพ์ตอบได้ เพราะผมคิดว่าการลดน้ำหนักของผมมันเป็นเรื่องพิเศษ คือผมก็ศึกษาเรื่องโภชนาการเหมือนทุกคนนั่นแหละ แต่สิ่งที่ทำให้ผมลดน้ำหนักได้ขนาดนี้มันคือ “โรคซึมเศร้า”

“เรื่องของเรื่อง คือผมไม่รู้ตัวว่าตอนนั้นมันคืออะไรรู้แค่ว่าในหัวสั่งว่าเราต้องน้ำหนัก 90 ภายใน4เดือน ไม่อย่างนั้นเราอันตราย แต่ว่าผมไม่เคยอดอาหารนะครับ ผมขอเน้นว่าการอดอาหารไม่ควรทำเด็ดขาด ซึ่งในช่วงเวลา 2 เดือนผมน้ำหนักเหลือต่ำกว่า 90 แล้ว

คือผมจะหาหมออยู่2ที่หลักๆ คืนนนทเวช และวิชัยยุทธ ที่วิชัยยุทธ ผมจะหาหมอในเรื่องที่ผมน็อกเรื่องสูบบุหรี่แล้วเป็นความดันสูง ส่วนที่นนทเวช ผมจะหาเรื่องโรคหัวใจ คือก็จะสลับโรงพยาบาลไปหาหมอ ในขณะที่ผมลดความอ้วนลงมาเหลือ 80 ปลายๆ ผมรู้สึกเจ็บกระดูกหลัง ก็เลยโทรไปหาคุณหมอที่วิชัยยุทธ บอกว่ายังไม่4เดือน ตอนนี้เหลือ 88 แล้ว หมอก็เลยให้เข้าไปพบหมอ หมอเห็นว่าเราลดน้ำหนักได้โดยที่ไม่ได้อดอาหารและความดันเริ่มลดลงก็เลยลดขนาดยาความดัน และหมอก็ชมว่าทำได้เร็วกว่าที่ผมคิดเยอะเลย

พอถึงวันที่ต้องไปหาหมอโรคหัวใจ ผมก็รู้สึกว่าผมแน่นหน้าอกข้างซ้ายอยู่ แต่ในหัวไม่ปวดแล้วเพราะเลิกบุหรี่และแอลกอฮอล์ทุกชนิด ผู้ใหญ่แนะนำว่าถ้าอยากรู้ชัดๆว่าหัวใจเป็นอะไรหรือไม่ ให้ฉีดสีจะเห็นร้อยเปอร์เซ็นต์ของคำว่าเส้นเลือดหัวใจว่ามันเป็นอะไรหรือไม่เป็นกันแน่ แล้วพอหลังจากฉีดสีและลุ้นผลปรากฏว่าหัวใจไม่เป็นอะไร สมบูรณ์แบบมาก และหมอก็ได้ตรวจบริเวณที่เจ็บอีกรอบและบอกว่ามันไม่ใช่โรคหัวใจแน่นอน เลยตัดสินใจจะไปตรวจที่แผนกกระดูก และระหว่างที่จะเดินไปแผนกกระดูก มันผ่านแผนกสมอง ก็เลยแวะตรวจโรคซึมเศร้า นี่แหละคือทุกคนจะได้รู้ว่าแล้ว มันเกี่ยวอะไรกับการลดน้ำหนักได้มากขนาดนี้

คือย้อนกลับไปเมื่อสองเดือน ก่อนที่จะร่วงน็อกเพราะการสูบบุหรี่ ผมมีความรู้สึกว่าตื่นขึ้นมาเรารู้สึกว่าเราอยากจะฆ่าตัวตายทุกวัน อยากจะซื้อปืนมายิงตัวเองทุกวัน ทำไมตื่นมาต้องอยากซื้อปืนมายิงตัวเองด้วย รู้สึกอยู่อย่างนี้เป็นเดือน หมอก็ให้เราทำแบบทดสอบและผลก็ออกมาว่า เป็นโรคซึมเศร้า

และหลังจากที่ตรวจโรคซึมเศร้าเสร็จ เราก็เดินไปที่แผนกกระดูกพบว่าหมอนรองกระดูกข้อที่4 ข้อที่6 ใกล้กันมาก เลยทำให้เส้นปลายประสาทมันระบายตัวออกยาก ไปกระจุกกันอยู่ตรงนั้นเลยปวด ก็มีวิธีรักษาอยู่สองอย่าง คือกินยาแก้ปวด และทำกายภาพบำบัดเพื่อยืดกล้ามเนื้อตรงบริเวณนั้น และเจ้านายผม (นิดหน่อย จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี) ก็เลยจัดหมอกายภาพจากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มาช่วยรักษา

ในระหว่างนั้นผมรักษาความดันสูง คุมอาหาร รักษาโรคซึมเศร้า และกายภาพบำบัด เท่ากับว่าผมรักษาอยู่4อย่าง

ผมจะทำกายภาพบำบัดทุกวันพุธกับวันเสาร์ แต่มันมีอยู่วันเสาร์หนึ่งที่ผมติดธุระไม่ได้ไปทำกายภาพกับหมอ ซึ่งผมจำได้ว่าตอนนั้นผมกำลังนั่งกินข้าวกับเพื่อนแล้วผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้ยังไม่ได้ทำกายภาพเลย เพราะจำได้ว่าหมอสั่งให้ทำเช้ากลางวันเย็น หลังจากนึกขึ้นได้ก็คือวางตะเกียบกำลังจะกินอาหาร วิ่งกลับเข้าในบ้านเพื่อไปทำกายภาพบำบัด เสร็จแล้วก็ออกมากินต่อ ซึ่งร้านอาหารอยู่ข้างๆ

แล้วพอถึงวันที่ไปเจอหมอกายภาพบำบัด ก็เล่าเรื่องนี้ให้หมอฟัง แล้วหมอก็พูดขึ้นมาคำนึงว่า ให้เล่าเรื่องการรักษาโรคซึมเศร้าให้ฟังหน่อย และพอเล่าเสร็จ หมอบอกว่าในฐานะที่ผมก็มีความรู้เรื่องจิตเวช เรื่องจิตแพทย์ในระดับนึง คุณรักษาผิดจุด คุณลองกลับไปหาคุณหมอโรคซึมเศร้า แล้วบอกว่าผมแนะนำให้รักษาอดีต ไปบอกเขาแค่นี้ถ้าเขาเป็นหมอเรื่องนี้เขาจะรู้

แล้วหมอก็ถามผมอีกว่า ตอนเด็กๆ เวลาคุณทำอะไรผิดคุณโดนลงโทษทารุณและรุนแรงมากๆจนคุณกลัวอะไรไหม ผมก็บอกว่าใช่ พ่อผมเป็นคนแบบนั้น พ่อผมเป็นคนมีความซาดิสต์สูงมาก แต่ตอนนี้ท่านเสียไปแล้ว เขาก็เลยบอกว่า คุณไปบอกหมอรักษาโรคซึมเศร้าคุณแบบนั้น

พอเราไปหาหมอโรคซึมเศร้า เล่าว่าผมไปทำกายภาพมาแล้วหมอที่ทำกายภาพแนะนำให้ผมลองมาคุยกับหมอว่าผมรักผ้าผิดวิธีอยู่หรือเปล่าผมต้องรักษาอดีตหรือเปล่า แล้วหมอก็ถามผมว่าตอนเด็กๆผมโดนแบบนี้หรือเปล่า ซึ่งผมก็โดนแบบนั้นจริงๆ พอหมอฟังเสร็จ หมอบอกว่าโอเค ผมเข้าใจแล้ว ผมจะนัดอาจารย์ผมให้ เขาจะเชี่ยวชาญในเรื่องของการรักษาอดีต เพราะผมเชี่ยวชาญในเรื่องของการรักษาปัจจุบัน และหมอก็นัดอาจารย์ของเขาให้อีกไม่กี่วันที่จะถึง

ผมขอเล่าแทรกอีกหน่อยว่า ในบ้านผม รถของผมทุกคันในบ้านมีแต่เบนซ์ ไม่ว่าจะเป็นรถขับเล่นหรือรถขับจริง ไม่ได้พูดเพื่อ โปรโมต พรีเซนต์อะไรนะ เพราะมันมาจากประโยคสุดท้ายก่อนที่พ่อผมจะพูดไม่ได้หรือว่าเสียชีวิต พ่อบอกว่า ถ้าป๊าตายไป ป๊าอยากเห็นเบียร์ มีรถเบนซ์ขี่แล้วก็มีนาฬิกาโรเล็กซ์ใส่จะได้มองลงมาแล้วรู้สึกว่าลูกประสบความสำเร็จแล้ว เนื่องจากก่อนหน้านั้นผมไม่เคยมีรถเบนซ์เลยเนื่องจากว่าผมไม่มีตังค์ พอผมเริ่มมีตังค์ ซื้อรถเองได้ผมก็ซื้อแต่เบนซ์มาตลอด และนาฬิกาก็ซื้อโรเล็กซ์ตลอด

และสองคืนก่อนที่จะไปพบหมออาจารย์หมอโรคซึมเศร้า ก็ได้คุยกับภรรยา เล่าให้ฟังว่าสมัยตอนที่พ่อยังอยู่พ่อเป็นคนที่ชอบเปลี่ยนรถตลอด 5-6เดือนเปลี่ยนทีขาดทุนช่างมันไม่สนใจ ก็เลยถามภรรยาว่าถ้าวันนี้พ่อมีชีวิตอยู่ ตลอด 10 ปีที่ซื้อแต่เบนซ์มาตลอด ผมจะได้รับคำชมว่าลูกเป็นลูกที่พ่อภูมิใจ หรือว่าฉันกำลังจะโดนพ่อด่าว่าไอ้โง่มีเงินขนาดนี้ทำไมไม่ลองขับยี่ห้ออื่นบ้าง

ภรรยาผมก็เลยบอกว่าถ้าพ่อเป็นคนอย่างนั้นก็อาจจะเป็นไปได้ ผมก็เลยคิดว่า เออไม่น่าจะเป็นไปได้เฉยๆหรอก ก็น่าจะกระทืบเลย ก็เลยคุยกับภรรยาเลยว่า งั้นขายรถเบนซ์ทิ้งให้หมดดีกว่าแล้วผมก็ขายเลย ขายหมดบ้าน แล้วผมมีความสุขมากเลยนะ ไม่ได้มีความสุขจากการได้ตังค์ แต่ว่ามีความสุขเพราะอะไรก็ไม่รู้ แต่มีความสุขมากๆ

เราคุยกันวันพฤหัส วันศุกร์เราขายรถ วันเสาร์เราไปเจออาจารย์หมอโรคซึมเศร้า คืออาจารย์หมอก็ถามเหมือนหมอโรคซึมเศร้าคนก่อนนะแต่เพิ่มมาคำถามเดียวว่า ก่อนจะมาทำงานที่สิงห์ทำอะไรมาก่อน ผมก็เล่าย้อนไปว่าผมทำงานกับใครประสบความสำเร็จยังไง หรือประสบปัญหายังไงแก้ปัญหาให้นายแต่ละคนยังไง แต่คือเราพูดเฉพาะเรื่องงานนะว่าทำอะไรมาบ้าง แต่คำแรกที่หมอพูดสวนผมขึ้นมา มีปัญหากับพ่อใช่ไหม? ทั้งทั้งที่ในสตอรี่ผมที่เล่าไปไม่มีพ่อเข้ามาเกี่ยวข้องเลย

แล้วหมอถามว่ามีใครบางคนสั่งคุณลดน้ำหนักใช่ไหม เพราะตัวเลขในประวัติเนี่ยมันต่างกันมากราวฟ้ากับเหว จากต้นปีกับตอนนี้แล้ว เขาก็ถามว่าผมเป็นคนที่มีวินัยอย่างดีใช่ไหม ผมก็เลยบอกว่าใช่ครับ โอเคชัดเจน คุณหมอที่สั่งให้ลดน้ำหนักเป็นผู้ชายใช่ไหม ผมก็บอกว่าใช่ หมอก็ถามว่าคุณมีปัญหากับพ่ออย่างรุนแรงฝังใจ ฝังใจมากและแกะไม่ออก ฟันธงให้เลยว่าคุณเป็นโรคซึมเศร้า มีชื่อด้วยชื่อว่าดิสทีเมีย (Dysthymia )

ดิสทีเมีย เป็นประเภทหนึ่งของโรคซึมเศร้าแต่คุณเป็นคนที่ใช้มันได้ในทางที่ถูกต้อง หมอบอกว่าใน สตอรี่ที่ผมเล่ามันเต็มไปด้วยความจริงใจเต็มไปด้วยอารมณ์ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในสตอรี่เลยคือตัวละครผู้หญิง คุณทำทุกอย่างประสบความสำเร็จให้เจ้านายซึ่งเป็นผู้ชาย คุณรู้ไหมว่าทั้งหมดนั้นคืออะไร คุณโหยหาการยอมรับจากคนที่เรียกว่าพ่อ แต่คุณไม่รู้เลยว่าการที่คุณทำไปทั้งหมดมันขับเคลื่อนมาจากสิ่งนี้ รวมถึงการลดน้ำหนักด้วย

เพราะว่าคนที่อยู่เหนือคุณมีความรักความปรารถนาดีให้กับคุณ และเขาสามารถมีอำนาจสั่งคุณได้ให้คุณให้โทษคุณได้ เช่นให้เงินเดือนคุณ ให้ตำแหน่งคุณ รักษาคุณหายป่วยได้ หรือพูดให้คุณสบายใจได้ ผู้ชายที่ยืนอยู่เหนือคุณอายุมากกว่าคุณ แล้วสั่งให้คุณทำอะไรก็ตาม คุณจะทำได้อย่างไม่มีวันผิดพลาดเลยแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว เพราะว่าคุณโดนจากพ่อคุณมาเยอะแล้ว วันนี้พ่อคุณไม่อยู่

และสิ่งที่คุณซื้อรถเบนซ์ซ้ำๆเพราะคุณไม่อยากผิดอีกในวันที่พ่อคุณตายแล้ว คุณอยากจะเป็นคนที่ดีกว่าตอนที่พ่อคุณอยู่ พอพ่อคุณตายแล้ว คุณไม่มีพ่อมาชื่นชมในสิ่งที่คุณประสบความสำเร็จ คุณก็เลยทำอะไรเหล่านี้ให้กับผู้ชายเหล่านั้นแทนทั้งหมดโดยการที่คิดว่าเขาเหล่านั้นคือพ่อของคุณ แต่คุณไม่รู้ว่าคุณกำลังคิดแบบนั้นอยู่ตลอดเวลาแม้แต่การลดความอ้วน

คุณถึงไม่ยอมพลาดการกายภาพแม้แต่ครั้งเดียวไง แล้วคุณก็ไม่ยอมหลุดการกินอาหารให้ตรงเวลาแม้แต่วินาทีเดียว เพราะคุณอยากจะให้คนที่รักษาคุณ เป็นห่วงคุณ ที่ดูแลคุณชื่นชมคุณว่าคุณทำได้ดีมาก เพราะคุณไม่ได้รับสิ่งนี้จากพ่อ ตอนนั้นเราน้ำตาไหลเลยแล้วบอกว่า ใช่

โรคดิสทีเมียของผม หมอบอกว่ามันบังเอิญที่กลายเป็นพลังงานเชิงบวก คือพ่อมีลูกหนี้เยอะ ยืมไปหลักหลายล้าน ถ้าเกิดก่อนพ่อเสีย พ่อสั่งไว้ว่า ลูกหนี้ทุกคนที่ไม่ใช้เงินป๊า ถ้ามีโอกาสลูกฆ่ามันให้หมด คิดว่าวันนี้ผมทำอะไร? ผมก็คงจะไปฆ่าพวกลูกหนี้เหล่านั้น และป่านนี้ก็คงจะใช้ชีวิตอยู่ในคุก ดีนะที่ผมใช้มันไปในทางที่ดี

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_6717995
ขอขอบคุณ : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_6717995

บัตรกดเงินสด ซิตี้ เรดดี้เครดิต


บัตรเครดิต ซิตี้ ลาซาด้า

บัตรเครดิตซิตี้ แกร็บ

บัตรเครดิต ซิตี้ แคชแบ็ก แพลตตินั่ม

บัตรเครดิต ซิตี้ รีวอร์ด