เฌอปราง เผยอีกมุมของไอดอลไม่ได้มีแค่ความแบ๊ว ส่งต่อพลังบวกผ่านความสดใส


ต้องยอมรับว่า BNK48 เป็นไอดอลสาวกลุ่มแรกที่ทำให้ทุกคนได้รู้จักว่า ไอดอลสาว คืออะไร เพราะพวกเธอได้สร้างปรากฏการณ์ BNK ฟีเวอร์โด่งดังเป็นพลุแตกเมื่อไม่กี่ปีก่อน

BNK48 ได้แจ้งเกิดให้ไอดอลสาวหลายคน ทำให้พวกเธอได้เป็นที่รู้จัก และหนึ่งในนั้นคือ เฌอปราง อารีย์กุล หัวหน้าวงไอดอล BNK48 ที่ได้รับความนิยมมากไม่เป็นสองรองใคร 

วันนี้เราได้มีโอกาสสัมภาษณ์ เฌอปราง อีกครั้งในบทบาทของการเป็นนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง SLR กล้องติดตาย เพื่อพูดคุยเรื่องราวชีวิตที่น่าสนใจของผู้หญิงคนนี้ให้แฟนๆ ได้หายคิดถึงเธอกัน 

มีวันนี้ได้เพราะความอยากรู้ 

จาก เฌอปราง อารีย์กุล วันหนึ่งกลายมาเป็น เฌอปราง BNK48 ชีวิตเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน เล่าให้ฟังหน่อยสิ งานนี้ไอดอลสาวหัวเราะสดใสก่อนจะตอบว่า 

“ปกติเฌอเป็นคนเฟรนด์ลี่อยู่แล้ว พอมาเป็น BNK ก็ไม่ได้ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรมา แต่ตอนที่เริ่มเป็นที่รู้จัก ก็ยอมรับว่าถูกจับจ้องมากขึ้น เดินไปไหนมาไหนก็จะมีคนมอง ว่าใช่เฌอปราง BNK หรือเปล่านะ

เจอคนที่ไม่รู้จักเข้ามาทักบ่อยขึ้น เราก็ทำตัวไม่ถูก ก็ต้องคอยมองและยิ้มแบบเกร็งๆ ประหม่าๆ ไม่รู้จะต้องทำตัวยังไง แต่พอหลังๆ เริ่มชิน ก็ไม่ได้อะไรมาก เจอก็ขอบคุณพวกเขาที่เข้ามาทักทายกัน”

เคยคิดไม่ว่าวันหนึ่งตัวเองจะได้ก้าวเข้ามาเป็น ไอดอลสาว 1 ในสมาชิกของ BNK48 งานนี้สาวเฌอปรางรีบตอบคำถามพร้อมกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่สดใสว่า 

“ไม่เคยคิดเลยค่ะ แต่ที่ได้เข้ามาเพราะมันเป็นความชอบของเฌอ เฌอชื่นชอบไอดอลญี่ปุ่นที่อยู่ในวง BNK48 และอยากรู้ว่าการออดิชั่นเป็นยังไง อยากรู้ว่าไอดอลเขาต้องเจออะไรบ้าง ก็เลยลองมาออดิชั่นดู

และได้รับเลือกให้มาเป็นส่วนหนึ่งของวง ตอนที่ได้รับเลือกเข้ามา ดีใจมากๆ และบอกกับตัวเองว่าจะตั้งใจและทำให้เต็มที่และดีที่สุดในช่วงเวลาที่ได้อยู่ตรงนี้

เอาจริงๆ ตอนที่มาลองออดิชั่น ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะได้เข้ารอบมาและเป็นหนึ่งในสมาชิกของวงเลย พอได้เข้ามาก็ได้ฝึกร้อง ฝึกเต้น และได้ขึ้นเวที ได้เจอผู้คนหลากหลาย ได้เจอคนที่มีความรักความชอบในการร้องและเต้น

เฌออาจจะไม่ใช่สายร้องเต้น เป็นแค่คนที่ชอบไอดอล พอได้เข้ามา ที่นี่ทำให้เฌอเติบโตขึ้นมากๆ ค่ะ ด้วยความที่ได้กำลังใจจากไอดอลที่ชอบที่ญี่ปุ่น

พอได้มีโอกาสก็ทำให้เฌออยากส่งต่อสิ่งเหล่านี้ให้กับคนอื่นๆ อาจจะเป็นเด็กๆ หรือน้องๆ ที่เขาติดตามเรา หรือคนที่โตกว่า เพราะบางคนเขาก็อยากได้รับกำลังใจในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน เราก็เป็นเหมือนเพื่อน เป็นอีกหนึ่งคนนะที่ส่งกำลังใจให้อยู่ (ยิ้ม)”

จากนั้น เฌอปราง อารีย์กุล ก็ได้เล่าความรู้สึกที่ตัวเองได้รับโอกาสและก้าวเข้ามาเป็น 1 ใน BNK48 ให้ฟังต่อว่า 

“พอได้เข้ามาเป็น BNK48 ก็ให้เฌอได้ทำอะไรอีกมากมาย จากที่ไม่เคยคิดว่ามาก่อนว่าตัวเองจะได้อยู่บนจอภาพยนตร์ ก็ได้เล่นภาพยนตร์(ยิ้ม) ได้ทำอะไรต่างๆ เยอะมาก

ได้เป็นกำลังใจให้กับใครหลายๆ คน บางคนสอบได้เกรด 4 ก็มาขอบคุณที่เราเป็นกำลังใจให้และมีเราเป็นแบบอย่าง และที่สำคัญเธอได้เติบโตขึ้นอีกด้วยค่ะ (ยิ้ม)” 

BNK48 ฟีเวอร์

BNK48 สร้างปรากฏการณ์ขึ้นในวงการบันเทิงไทย คนให้การต้อนรับเป็นอย่างดี มีเพลงดังที่คนทั่วประเทศร้องได้กัน ตอนนั้นรู้สึกอย่างไรบ้าง เฌอปราง อารีย์กุล ยิ้มและเล่าว่า

“ดีใจมากๆ เลยค่ะ (ยิ้ม) คนรู้จักเราแล้ว คนพอจะเข้าใจว่าไอดอลก็คืออีกหนึ่งรูปแบบของการเอนเตอร์เทนแฟนๆ ในรูปแบบไอดอล แม้ในวงจะมีการแข่งขันกันอยู่ตลอด แต่เป็นการแข่งขันแบบเป็นแรงผลักดันซึ่งกันและกัน เห็นคนอื่นดีขึ้นเราก็อยากจะดีขึ้นบ้าง เราจะไม่ยอมแพ้ เราจะไปพร้อมกับเพื่อน 

พอมีคนเขาใจ มาสนับสนุน มาคอยเป็นกำลังใจให้ก็ดีใจมากๆ ค่ะ พอได้เห็นแฟนๆ ได้รับพลังความสุขสนุกสนานไปกับพวกเรากลับไปในแต่ละครั้งที่ได้ดูโชว์ของพวกเรา พวกเราก็ดีใจที่มอบความสุขให้ได้ นั่นคือข้อหลักๆ ที่เฌอได้กลับมาจากการเป็นไอดอลค่ะ

และหลังว่าเรื่องราวของ BNK48 จะเป็นแรงผลักและกำลังใจให้กับคนอื่นได้บ้าง ให้ทุกคนสู้และตั้งใจทำในสิ่งที่อยากทำ อย่าได้หยุดลอง หยุดพยายาม สักวันหนึ่งอาจจะไปถึงจุดที่ต้องการได้อย่างแน่นอน”

ไอดอลสาวไม่ได้มีแค่ความแบ๊ว

พอได้เข้ามาเป็นไอดอลแล้ว จากภาพที่เราเคยเห็นกับตอนที่ได้เป็นแล้ว มันยากมั้ย หลายคนอาจจะมองว่า ก็แค่ทำตัวให้ดูเป็นผู้หญิงน่ารักๆ แบ๊วๆ ก็แค่นั้น งานนี้ เฌอปราง อารีย์กุล จึงเล่าให้ฟังว่า 

“การเป็นไอดอลมันยากนะคะ (ยิ้ม) พวกเราต้องฝึกกันอย่างหนักมากๆ เพื่อจะได้ขึ้นโชว์โชว์หนึ่ง เราเตรียมตัวเตรียมการกันนานมาก ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนทีมฟุตบอลค่ะ ที่กว่าจะได้ลงไปแข่งก็ต้องมีการฝึกซ้อมกันอย่างหนักมากๆ เพื่อให้ทุกเข้าขากัน 

การเป็นไอดอลก็เหมือนกันค่ะ เราก็จะมีการซ้อม มีการเตรียมการและฝึกฝนตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อทำผลงานให้เป็นที่ยอมรับ เราทำงานกันเป็นทีม ไม่ได้เป็นการโชว์ออฟแบบคนเดียว

แต่สำหรับคนที่เขาไม่เข้าใจ ไอดอล คืออะไร ผู้หญิงมารวมตัวอยู่ด้วยกันเยอะๆ แลัวทำตัวแบ๊วๆ น่ารัก อยากจะบอกว่า ความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ (ยิ้ม) ก็เข้าใจเขา

แต่ก็หวังว่าในตัวพวกเราอาจจะมีสิ่งที่พวกเขาชื่นชอบอยู่บ้าง ชื่นชมอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยอมรับนะคะว่าพวกเราเป็นแก๊งผู้หญิงสดใสร่าเริงที่มาอยู่ด้วยกัน สำหรับบางคนก็อาจจะมองว่ามันน่ารัก มันเฮฮาดี

ยิ่งถ้าเพลงของเพวกเรามันไปโดนใจใครได้ พวกเราจะรู้สึกดีมากๆ ค่ะ (ยิ้ม) เพราะเพลงของ BNK48 เป็นเพลงเพื่อชีวิตนะคะ (หัวเราะ) เป็นแนวชีวิตแบบสดใส เข้าถึงเด็กๆ ได้ง่ายกว่า เป็นความสดใส ร่าเริง” 

เคยท้อและแอบร้องไห้

แม้แต่ละครในวง BNK48 จะมีความชื่นชอบในการร้อง การเต้น และการเป็นไอดอล แต่เมื่อต้องเข้ามาเป็นไอดอลอย่างเต็มตัว ทุกๆ คนจะต้องผ่านการฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อให้โชว์ออกมาดี แต่กว่าจะได้เห็นผลงานของพวกเธอกันนั้น ผ่านการท้อและร้องไห้กันมาไม่น้อย 

“กว่าพวกเราจะมีโชว์ที่ได้เอามาโชว์ให้แฟนๆ ได้ดูกัน พวกเราร้องไห้และแอบท้อกันมาบ่อยมาก (หัวเราะ) เราก็ให้กำลังใจกันและกัน สู้ด้วยกัน 

และในส่วนของตัวเองเฌอเอง ด้วยความที่เป็นคนเพอร์เฟกชันนิสต์ ก็จะทำทุกอย่างให้เต็มที่ (หัวเราะ) เพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นตัวถ่วงของทุกคน ต้องพยายามไม่ให้เป็นตัวถ่วงของเพื่อนๆ

พยายามไปซ้อมกับเพื่อนๆ ให้ได้เยอะที่สุด แต่ถ้าไม่มีเวลาก็ต้องซ้อมเองเพื่อให้ทันคนอื่นเขาเพื่อไม่ทำให้ภาพรวมเสีย 

เวลาที่ตัวเฌอรู้สึกท้อ ก็จะมองไปที่เพื่อน เพราะเพื่อนๆ เขาก็เหนื่อยเหมือนกันกับเรา แต่เขายังลุกขึ้นมาซ้อมต่อ แล้วทำไมเราถึงไม่ลุกขึ้นมาซ้อมต่อเหมือนเพื่อนๆ บ้าง 

หรือบางที เฌอก็มองไอดอลที่ชื่นชอบว่ากว่าเขาจะผ่านกว่าจะไปถึงจุดนั้นที่เราได้เห็นบนเวที เขาต้องใช้เวลา 8 ปี กว่าจะได้ขึ้นเวทีใหญ่ กว่าจะได้เห็นนักร้อง เขาต้องผ่านอะไรแบบนี้มาเหมือนกัน แล้วทำไมเราต้องยอมแพ้ มันเลยเป็นแรงขับทำให้เฌอลุกขึ้นมา 

หรืออีกอย่างหนึ่งคือ เฌออยากให้แฟนๆ ของเฌอเขาภูมิใจ เขาดีใจที่เขาเลือกเชียร์ถูกคน ก็เลยฮึบๆ สู้ต่อ แม้เฌออาจจะไม่ได้ทำดีที่สุด แต่เฌอก็ทำเต็มที่ที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ในตอนนั้นแล้วค่ะ (ยิ้ม)

และพวกเราไอดอลสาวดีใจที่ได้เป็นกำลังใจให้กับคนที่ชื่นชอบเรา บางคนมีมาบอกว่า เขาไม่ตัดสินใจทำร้ายตัวเองเพราะเขายังไม่ได้มาจับมือเราเลย ก็เลยไม่ยอมแพ้สู้ต่อ เราช่วยให้เขาผ่านจุดนั้นมาได้ พอได้ฟังแบบนี้ก็ดีใจมาก ที่ตัวเองได้ทำประโยชน์ต่อผู้คนโดยที่เราไม่รู้ตัว”

เป็นเพอร์เฟกชันนิสต์

เพราะเป็นคนเพอร์เฟกชันนิสต์ รักความสมบูรณ์แบบ มันทำให้เฌอปรางกดดันตัวเองหรือเปล่า งานนี้ไอดอลสาวยอมรับกับเราแบบไม่อายพร้อมกับรอยยิ้มที่สดใสของเธอว่า

“เฌอไม่รู้ตัวเลยค่ะว่านี่คือการกดดันตัวเอง (หัวเราะ) ส่วนใหญ่จะกดดันตัวเอง เครียดแบบไม่รู้ตัว เพราะเฌอคิดว่ามันคือสิ่งที่จะต้องทำเป็นปกติอยู่แล้ว แต่มีคนบอกว่าสิ่งที่เฌอทำเป็นการกดดันตัวเองค่ะ (ยิ้ม)

หลังๆ เฌอเลยเริ่มวางขึ้นเยอะ เพราะเริ่มรู้ว่าร่างกายของตัวเองมีลิมิตทำได้แค่ไหน ความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้ แต่ก็ต้องยอมรับและแก้ไขไม่ทำให้ผิดพลาดขึ้นอีกครั้ง จะต้องมีสติเพื่อจะได้ไม่ผิดพลาดอีก ต้องยอมรับว่าบางครั้งเฌอก็โทษตัวเองว่ายังทำได้ไม่ดี น่าจะทำได้ดีกว่านั้น” 

หลงรักการเป็นไอดอล

จากที่แค่อยากจะรู้ว่าการออดิชั่นมันเป็นยังไง และตัวเองก็ไม่ได้มีพื้นฐานร้องเต้นอะไรมาก แล้วเฌอปรางเริ่มชอบและรักที่จะทำงานในวงการบันเทิงต่อได้อย่างไร ไอดอลสาวคนเก่งตอบเรื่องนี้ให้เราฟังว่า 

“พอเริ่มมีชื่อเสียงและเริ่มได้ทำงานอย่างอื่นที่หลากหลายมากขึ้น ก็เริ่มทำให้เริ่มรักในการทำงาน คือตัวเฌอเป็นคนที่ชอบทำอะไรใหม่ๆ เหมือนอยากที่เลือกเรียนวิทยาศาสตร์ เพราะได้ทำอะไรใหม่ๆ

พอได้เข้ามาในวงการมันก็ได้ทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ และไม่เคยคิดว่าจะได้ทำ ยิ่งงานการแสดง การได้เล่นเป็นตัวละครอื่นๆ เหมือนได้ทำอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา และก็ยังได้ทำความเข้าใจกับตัวเองด้วย ถ้ามีโอกาสเฌอก็อยากจะทำงานในวงการต่อๆ ไป” 

มีคนรักก็มีคนเกลียด

เวลาเจอคนไม่ชอบ เจอคอมเมนต์ไม่น่ารัก เฌอปราง จัดการกับความรู้สึกของตัวเองอย่างไร เมื่อต้องเจอกับกระแสแอนตี้หรือคำด่าทอ ไอดอลสาวบอกเคล็ดลับดูแลสุขภาพจิตใจของตัวเองว่า 

“มองข้ามไปค่ะ วางไว้ ปล่อยไป เพราะเราอธิบายได้ไม่หมด เขาคงรับสารมาอีกแบบหนึ่งถึงเข้าใจแบบนั้น เราก็คงไปอธิบายอะไรไม่ได้ เพราะถึงพูดไป คนที่ไม่เชื่อ ไม่ชอบ เขาก็หาว่าเราแก้ตัวหรือโกหกอยู่ดีค่ะ เพราะฉะนั้นเฌอก็จะไม่สนใจ วางเอาไว้ และทำหน้าที่ของตัวเองต่อให้ไปให้ดีที่สุดค่ะ

ในช่วงแรกๆ ที่เห็นกระแสแอนตี้ คนเข้ามาด่า ก็จะรู้สึกหงุดหงิดๆ ใจนะคะ นอยด์ๆ และรู้สึกเซ็ง แต่ก็พยายามบอกตัวเองว่า คนอคติก็คืออคติ แต่ไม่ได้ไปสนใจกับมันมาก ทุกวันนี้ก็ยังเจออยู่ แต่ก็ไม่ได้แกร่งขึ้นนะ แค่รับมือกับมันง่ายขึ้นมากกว่า 

แต่ก็เคยเสียน้ำตากับคำวิจารณ์แรงๆ มาบ้าง รู้สึกว่าพวกเรามันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ แต่สุดท้ายก็ต้องปรับที่ตัวเราค่ะ เพราะคนเขามาวิจารณ์แล้วก็ไป เราจะมาแบกหินเอาไว้ทำไม และมันยังมีเรื่องอื่นให้เราทำ ไปพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ไปซ้อม ไปคุยให้กำลังใจกันดีกว่า

การเป็นไอดอล ทำให้เฌอโตขึ้นเยอะเลย ได้เจอผู้คนหลากหลาย การรับมือกับหลายๆ อย่าง ได้พัฒนาตัวเอง ฝึกทักษะร้องเต้น เป็นอาชีพที่หาเลี้ยงตัวเองได้ด้วยค่ะ เฌอภูมิใจในตัวเองมากที่สามารถทำได้ เริ่มดูแลตัวเองได้ แบ่งเบาภาระของพ่อแม่ได้”

ไม่ใช่คนเรียนเก่ง

หลังจากที่เรียนจบแล้ว เฌอปราง อารีย์กุล มีแพลนอยากจะทำอะไรต่อไป จะเรียนต่อ หรือไปทำงานในด้านที่เรียนมา หรือจะทำงานในวงการบันเทิงต่อไป ซึ่งไอดอลสาวได้เปิดเผยเรื่องราวเรื่องนี้ของเธอให้เราได้ฟังว่า 

“หลังจากเรียนจบมา เฌออยากไปเรียนบริหารต่อ คือเฌอไม่ได้เป็นคนเรียนเก่ง แต่เป็นคนที่ชอบไปนั่งเรียน มันสนุก

แต่ไม่ได้เป็นคนเรียนเก่งไปสอบแข่งขันกับเขาได้ (หัวเราะ) เกรดเหมือนจะดี แต่ได้มาจากการทำโปรเจกต์ทำนู่นทำนี่ หรืออ่านหนังสือเยอะๆ เพื่อจะไปสอบ

และอยากทำงานในวงการต่อไปค่ะ เพราะรู้สึกสนุก เพราะชีวิตคือการเรียนรู้ เฌอไม่อยากหยุดมันไว้แค่นี้ มันมีเรื่องใหม่ๆ มาให้ได้เจอตลอดเวลา มีเรื่องตื่นเต้นให้ทำทุกวัน ถ้ายังมีคนอยากจะดูการแสดงของเฌออยู่ เฌอก็ยินดีค่ะ (ยิ้ม)” 

ผู้เขียน : จันทร์เจ้าขา

กราฟิก : Anon Chantanant

ช่างภาพ : เอกลักษณ์ ไม่น้อย 

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2382631
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2382631




บัตรกดเงินสด ซิตี้ เรดดี้เครดิต

บัตรเครดิต ซิตี้ ลาซาด้า

บัตรเครดิตซิตี้ แกร็บ

บัตรเครดิต ซิตี้ แคชแบ็ก แพลตตินั่ม

บัตรเครดิต ซิตี้ รีวอร์ด