25 ปี Big Ass ความสำเร็จ การเปลี่ยนแปลง ดราม่า และจุดเปลี่ยน


กว่า 25 ปีแล้วที่วงร็อกชื่อดัง Big Ass (บิ๊กแอส) เดินทางบนเส้นทางสายดนตรีในวงการเพลงเมืองไทย มีผลงานเพลงดัง อาทิ ก่อนตาย, ทางผ่าน, เกิดมาแค่รักกัน, พรหมลิขิต, ฝุ่น, ลมเปลี่ยนทิศ ฯลฯ ผ่านเรื่องราวต่างๆ มาแล้วมากมาย ทั้งวันแห่งความสำเร็จ มาจนถึงวันที่เปลี่ยนแปลง เจอกระแสดราม่า

แต่ปัจจุบันพวกเขาทั้ง 5 คน เจ๋ง เดชา โคนาโล (ร้องนำ), อ๊อฟ พูนศักดิ์ จตุระบุล (กีตาร์), หมู อภิชาติ พรมรักษา (กีตาร์), โอ๊ค พงศ์พันธ์ พลสิทธิ์ (เบส), กบ ขจรเดช พรมรักษา (กลอง) ก็ยังคงสร้างสรรค์เสียงเพลงอย่างต่อเนื่อง

ตลอดเกือบ 1 ชม. ที่บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ได้พูดคุยกับพวกเขา มีทั้งเรื่องราวการเดินทางในวันแรกที่ตั้งเป้าหมายและประสบความสำเร็จดั่งความคาดหวัง มาจนถึงวันเปลี่ยนแปลงนักร้องนำจาก แด๊กซ์ เอกรัตน์ วงศ์ฉลาด มาเป็น เจ๋ง เดชา ที่กลายเป็นกระแสดราม่าในโซเชียล ตลอดจนมิตรภาพกับแด๊กซ์หลังจากไม่ได้ทำงานร่วมกันแล้ว จนถึงวันนี้ 25 ปีของบิ๊กแอส ในวันที่ออกอัลบั้มชุดที่ 9 “ลายนิ้วมือ” พวกเขาเข้าใจชีวิต แม้จะยังมีเป้าหมาย แต่ไม่คาดหวังมากเท่าเมื่อก่อน

การเดินทาง เป้าหมาย ความสำเร็จ

เมื่อพูดถึงการเดินทางในวันที่ 4 หนุ่มบิ๊กแอส อ๊อฟ-โอ๊ค-หมู-กบ รวมไปถึง แด๊กซ์ อดีตนักร้องนำ ทำอัลบั้มแรก อ๊อฟบอกว่า “ผมว่าเมื่อก่อนเราเดินทาง เราจะมีโกล (เป้าหมาย) เป็นระยะๆ อย่างอัลบั้มแรก เราไม่รู้อะไรเลย เราขอเข้าไปเรียนรู้หน่อยว่าโลกของงานเพลงคืออะไร แล้วเราก็เจ็บสะบักสะบอมกลับมา โกลต่อไปของเราคือแล้วอะไรจะอยู่บนโลกใบนี้ได้ เราก็ทดลองทำมันทุกอย่าง

แล้วก็ไปเจอเพลง “ก่อนตาย” (ชุดที่ 2) เราก็รู้สึกว่าเกมต่อไปคือเราจะเอาเพลงก่อนตายมาสร้างให้เป็นลายเซ็นของเรา แล้วก็เกิดเป็นอัลบั้ม My World (ชุดที่ 3) แล้วก็ย้ายค่าย พอย้ายค่าย เกมต่อไปของเราก็คือถ้าเราเอาชุด My World มาอยู่ค่ายใหญ่ (จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่) มันจะเกิดอะไรขึ้น เราก็ใช้วิธีคิดแบบ My World มาทำในอัลบั้ม Seven (ชุดที่ 4) แล้วย้ายมาอยู่ค่ายใหญ่ มันก็เป็นผลสำเร็จแบบนั้นไป แล้วก็ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ”

ในยุคที่วงบิ๊กแอสกลายเป็นวงดนตรีร็อกแถวหน้าของเมืองไทย ประสบความสำเร็จอย่างมาก มีเพลงดังมากมาย กบบอกว่า “เราไม่ได้ใช้ชีวิตเลยครับ ชีวิตใช้เรา มันเหมือนกับรถที่วิ่งเร็วๆ” หมูเสริม “มันไม่เห็นอะไรข้างทาง” กบพูดต่อ “เออ…มันจำอะไรไม่ได้เลยอ่ะ เราเหมือนไม่ได้เดินครับ คลื่นต่างๆ พยุงเราไป ไปถูกทางบ้าง ผิดทางบ้าง แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ขับชีวิตด้วยเราเองน่ะ

แล้วเรามารู้ตัวอีกทีก็เฮ้ย มันก็เกิดอะไรขึ้นกับเรามากมาย โชคดีอย่างคือเรารอดมาได้ เพราะความสำเร็จมีทั้งก้อนหินและดอกไม้มาพร้อมกันเสมอ คำชมกับคำติคำด่ามาพร้อมกัน ชีวิตก็เดินไปแบบที่มันเป็น เราก็รู้สึกว่าเออ…มันมีขึ้นก็ต้องมีลงเท่านั้นเอง เรามีขึ้นมีลงแต่เราไม่หยุด ลงมาก็คิดว่าเราจะทำไงต่อ เราก็แค่เดินไปเรื่อยๆ ครับ เพราะเรารู้ว่าการขึ้นไปข้างบนคืออะไร

แต่โชคดีกว่านั้นก็คือ อย่างน้อยเรามีแฟนเพลงของเราพอสมควร บางคนบอกว่าฟังเพลงพี่ตั้งแต่อยู่ ม.2 ส่วนตัวผมมีความสุขมากครับ มันเป็นมุกของพวกเราที่แบบแก่จังกู แต่จริงๆ แล้วจะมีคำชมไหนที่จะมีค่าไปกว่านี้อีกแล้วอ่ะ แสดงว่าเพลงของเรามันไปอยู่กับเขาอยู่เสมอทุกช่วงชีวิตครับ”

จุดเปลี่ยน

แต่เมื่อมีวันแห่งความสำเร็จ หลังจากนั้นก็เกิดกระแสดราม่า เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงนักร้องนำจากแด๊กซ์เป็นเจ๋ง หมูเล่าว่า “ตอนนั้นพอเกิดการเปลี่ยนแปลง เราคุยกันแล้วว่าโอเค อย่างที่พี่กบบอกว่าเราเคยยืนอยู่จุดสูงสุดของภูเขามาแล้ว พอเราเปลี่ยนนักร้อง เราไม่รู้ว่าข้างหน้าคืออะไร เราแค่เปลี่ยนภูเขาลูกใหม่ เราตีเป็นศูนย์เลย เราเริ่มจากคอนเสิร์ตที่เล่นตามร้าน เริ่มจากจุดเล็กๆ ร้านเล็กๆ ก่อน ค่อยๆ ขยับขยาย แต่สุดท้ายคอนเสิร์ตแรกของเจ๋งคือคอนเสิร์ตมันไก่มาก 2 ตอนนั้นคนดูหลายหมื่นคน ซึ่งเป็นอะไรที่เราไม่ได้คาดคิดไว้ ก็ค่อนข้างหนักสำหรับเจ๋งเหมือนกัน”

จากนั้นโอ๊คเล่าบ้าง “เคราะห์ดีที่ตอนนั้นเราคิดเหมือนกัน ถ้าจะมีนักร้องใหม่สักคน เราจะไม่พยายามดันเขาให้เป็นเหมือนคนเก่า เขาต้องเป็นตัวเขาเอง เป็นสิ่งที่เราต้องการ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา มันเป็นสิ่งที่เรายอมรับมันอยู่แล้ว เป็นข้อนึงที่รู้สึกว่าเรายอมรับความจริงได้บ้าง แม้ตอนนั้นจะมืดแปดด้านก็ตาม”

อ๊อฟเสริม “และอีกอย่างที่พวกเราใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจได้ก็คือ เราเริ่มจากการเป็นเด็กวัยรุ่นที่ไม่น่าจะมีอนาคตอะไร เรียนหนังสือก็ออกจะเกเรด้วยซ้ำ อาชีพการงานก็ไม่ได้คิดถึงอนาคตอะไรเลย มีสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวเราไว้คือดนตรี เราเริ่มด้วยความรัก สิ่งต่างๆ พาเราไปโน่นนี่ พาไปขึ้นเขาลงห้วย เรามาไกลเกินกว่าสิ่งที่เราจินตนาการได้ เพราะฉะนั้นความล้มเหลวแบบไหน ผมว่าเราน่าจะโอเคกับมันหมดแล้ว”

เมื่อถามเจ๋งถึงวันที่เข้ามารับหน้าที่นักร้องนำครั้งแรกว่ารู้สึกยังไง เจ๋งตอบว่า “ผมว่ามันหลากหลายอารมณ์ มันดีใจ สับสน กลัว ผมว่ามันปนไปทุกอารมณ์ครับตอนนั้น พอระยะเวลาผ่านมาผมว่ามันเป็นการเรียนรู้ การเปิดโลกใหม่ ผมอยู่เล่นดนตรีกลางคืนมาครึ่งนึง ก่อนที่จะเปลี่ยนมาอยู่ในฐานะศิลปิน และมาอยู่ในวงที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย เวลานักดนตรีคุยกัน วงร็อกระดับต้นๆ ก็มีไม่กี่วง หนึ่งในนั้นก็บิ๊กแอส

แล้วพอเรามาอยู่ตรงนี้ เอาจริงๆ มันเครียด กดดัน มันเหมือนผมมาอยู่ในสิ่งที่เกินตัวไปหน่อย เพราะด้วยหลายอย่าง ตอนนั้นเพิ่งปล่อยเพลง “แดนเนรมิต” ออกไป ก็เครียดประมาณนึง แต่หลังจากที่เพลงถูกปล่อยไป ก็อย่างที่รู้กันคือในเรื่องกระแสต่อต้าน มีคำติคำชมคำด่า แต่ส่วนใหญ่โดนด่าซะมากกว่า เอาจริงตอนเข้ามาแรกๆ เราซ้อมหลายเรื่องมากเลยนะ ซ้อมเรื่องสัมภาษณ์ ซ้อมโน่นนี่ แต่ผมไม่ได้มาซ้อมเรื่องการโดนอะไรแบบนี้ คือเรื่องของโลกโซเชียล”

ดราม่าที่ไม่คาดคิด

มาถึงตรงนี้กบบอกว่าเรื่องดราม่าเหล่านี้มันซ้อมกันไม่ได้ พอเจอเองเหมือนโดนกระชาก เราถามว่าจริงๆ ทำใจเรื่องดราม่าไว้บ้างไหม เจ๋งบอกว่า “ไม่ ผมไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้ คิดแค่ว่าอยากเล่นดนตรี ผมรู้สึกว่าเราเล่นแล้วสนุกกัน แล้วผมดีใจเพราะผมเคยฝันไว้ว่าวันนึงจะมีเพลงเป็นของตัวเอง แต่วันนึงเราไม่คิดเรื่องพวกนี้ไปแล้ว แล้วเรามามีเพลงของตัวเองในวันนึง เรารู้สึกแค่ดีใจ อยากออกไปเล่น แต่พอวันนึงเราไม่ได้ตั้งรับกับสิ่งที่ถาโถมเข้ามาเป็นด้านลบ ผมไม่เคยต้องมาเจอเรื่องพวกนี้ มันค่อนข้างหนักสำหรับผมในตอนนั้น”

หมูเสริมว่าในยุคก่อนๆ ตอนออกอัลบั้มใหม่ๆ มันไม่มีโซเชียล พอมันมีเราก็ต้องเรียนรู้ไปกับมัน เจ๋งพูดต่อ “เป็นจังหวะที่โซเชียลเริ่มเข้ามาตอนที่ผมเข้ามาพอดี ถามว่าทำใจยังไง ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง มันหลากหลายด้าน ในทัศนคติผม คือช่วงแรกเป็นเรื่องการเจอและเรียนรู้อยู่กับมัน ยังต้องใช้คำว่าตัดสินใจอยู่เป็นพักๆ พอเราโดนหนักขึ้นบางทีก็รู้สึกว่าไม่ไหว คิดว่าไม่น่ามาอยู่ตรงนี้หรือเปล่า มันเป็นความสับสนลังเล เริ่มไม่แน่ใจกับตัวเอง ไม่แน่ใจกับสิ่งที่ตัดสินใจกับการมาอยู่กับบิ๊กแอส

ตอนนั้นมันสนุกไง แต่พอมาโดนจริงๆ บางเรื่องก็ไม่สนุกสำหรับเรา แต่พอสุดท้ายมันอยู่กับตัวเอง ผมเป็นคนที่โชคดีที่วัยเด็กจนโต ผมจะมีเรื่องบางเรื่องในชีวิตเป็นพักๆ ที่เราต้องอยู่กับมันและตัดสินใจมัน และผมเป็นคนที่เดินแล้วไม่ค่อยหันกลับมามอง ให้เดินถอยหลัง 2-3 ก้าวผมคงไม่เอา ผมก้าวมาแล้วเกินครึ่ง ผมก็รู้สึกว่าผมทำในส่วนที่ต้องทำ ทำเท่าที่ผมทำได้

แต่พอระยะเวลาผ่านมา 5-6 ปี ผมค่อยเข้าใจในบางอย่างในบริบทบางเรื่องมากขึ้น ผมว่าชีวิตมันโตขึ้น มันได้เรียนรู้อะไรเยอะขึ้น และมันอยู่ที่ทัศนคติผมเองว่าเอายังไงกับมันต่อครับ ถามว่าช่วงหลังๆ เหมือนคนเริ่มยอมรับมากขึ้นมั้ย ผมไม่เรียกว่าการยอมรับ ผมว่าเขาเข้าใจ หลายคนเข้าใจว่าเรามาทำวง ณ ตอนนี้ ทำไปเพื่ออะไรกัน ผมใช้ว่าเข้าใจส่วนนึงแล้วกัน ผมก็ใช้คำว่าขอบคุณที่เขาเข้าใจและยอมรับมัน ส่วนตัวผมเอง ถ้าคนที่เข้าใจแล้ว เขาจะไม่มาพิมพ์อะไรในด้านลบใส่ผม”

หมูบอกว่า “มันเป็นเรื่องการเปรียบเทียบ มันห้ามกันไม่ได้ อยู่ที่ว่าใครชอบแบบไหน แต่ในบ้านเรามันยังติดภาพเรื่องไม่ชอบ ก็ไม่ต้องไปว่าเขาก็ได้” จากนั้นอ๊อฟเล่าถึงความรู้สึกว่า “พอผ่านเรื่องนี้มาสักพัก เราก็จะมองตัวเองว่าเราก็เคยไม่ชอบการเป็นนักร้องของวงที่เราชอบเหมือนกัน แปลว่าเขาก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ชอบ มันเป็นเรื่องของเขา จะพิมพ์มากน้อยเกินเลยก็เป็นเรื่องของโซเชียล ทุกคนไม่ว่าจะทำดีหรือแย่ก็โดนทั้งสองด้าน ส่วนตัวเข้าใจและผ่อนคลายลงมาก พอๆ กับเจ๋งที่รู้สึกคลี่คลายกับสิ่งที่เกิดขึ้น พอผ่านเวลาไป เออ…เรามาฟังเพลงกันเถอะ ไม่ชอบไม่โอเคก็ข้ามได้ ไม่เป็นไร ทุกคนมีสิทธิ์ครับ”

มิตรภาพกับอดีตนักร้องนำ

จากนั้นเราถามถึงเรื่องที่เจ๋งโพสต์ภาพคู่กับแด๊กซ์ในวันที่แด๊กซ์ยังเป็นนักร้องนำวงบิ๊กแอส ส่วนเจ๋งเป็นนักร้องอีกวง และแด๊กซ์บอกว่าพอเห็นภาพก็ยังจำโมเมนต์นั้นได้ดี ซึ่งอ๊อฟเล่าว่า “เราไปเล่นที่ร้านนั้นบ่อยมาก คือซานติก้า พอเจ๋งเอารูปนี้มาให้ดู เราก็อ๋อ (เสียงสูง) จริงๆ เราเจอกันบ่อยมาก เพราะที่ซานติก้ารูมันเล็กๆ เดินข้างหลังเวทีน่ะ”

เจ๋งเล่าบ้าง “ตอนนั้นเป็นยุคที่นานมากจริงๆ เพราะเป็นสมัยซานติก้าเฟื่องฟู ผมเล่นหลายผับ ผมโชคดีที่ว่าพอเล่นหลายผับก็จะมีโอกาสไปเจอศิลปินที่เล่นร้านเดียวกับเรา เพราะเราเป็นวงที่เล่นก่อน อย่างภาพนั้นคือผมไปเล่นก่อน” อ๊อฟเสริม “วันนั้นไม่มีเคราไง พอเห็นรูปนั้นเลยอ๋อ” กบแซว “มึ-นี่เอง” เจ๋งเล่าต่อ “เอาจริงๆ ผมกับวงบิ๊กแอสถ่ายรูปกันหลายครั้ง จำได้ว่าผมเล่นก่อนวงบิ๊กแอส 2-3 งานด้วยเมื่อก่อน มันต้องวนเวียนป้วนเปี้ยนเจอกัน เราก็เจอในฐานะที่เราชื่นชม เราเป็นแฟนเพลงเขาเหมือนกัน ณ ตอนนั้น แล้วอยากถ่ายรูปก็ขอถ่ายรูป”

ถามว่าทุกวันนี้ยังได้เจอกับแด๊กซ์มั้ย โอ๊คบอกว่า “ผมได้เจอ คือจริงๆ แล้วพอเราผ่านช่วงเวลานั้นไป เราทุกคนก็มีข้อผิดพลาดเหมือนกัน ผมก็นั่งคิดว่าที่เกิดขึ้นเพราะอะไร สุดท้ายแล้วคือไม่ได้เป็นเรื่องที่เราต้องมานั่งเก็บความเคียดแค้นอะไร ผมได้ไปเจอเขาที่งานศพน้องนุ๊กซี่ (อัญพัชญ์ วัฒนาตันติรัตน์) ผมจอดรถท้าย เขาเปิดประตูก็อ้าว รถมึ-เหรอ ก็คุยกันปกติทั่วไป ไม่ได้รู้สึกว่าเจอกันแล้วแอ็กท่าใส่กัน ยังไงเพื่อนก็คือเพื่อน ณ ตอนนี้ต่างคนต่างก็มีสิ่งที่ต้องทำ มีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่มีปัญหาอะไร”

ส่วนโอกาสจะเห็นแด๊กซ์และบิ๊กแอสมาร่วมงานกันหรือไม่ กบบอกว่า “มันตอบไม่ได้หรอกครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องของเวลา เหมือนที่โอ๊คบอกเมื่อกี้ครับ ถ้าเราจะต่อยก็คงต่อยไปตั้งนานแล้ว เราก็ต้องดูคนรอบข้างของเรา ดูสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราด้วย” อ๊อฟเสริม “ก็ปล่อยมันไปเรื่อยๆ ครับ ไม่ได้พูดเพื่อให้ลุ้นอะไรทั้งนั้นครับ (หัวเราะ)”

ถ้ารู้อย่างนี้

กบเริ่มเล่าถึงการแต่งเพลงล่าสุด “ถ้ารู้อย่างนี้” เพลงใหม่จากอัลบั้มชุดที่ 9 “ลายนิ้วมือ” ที่มีเนื้อหาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนไว้ว่า “คำว่า “ถ้ารู้อย่างนี้” ในชีวิตคนเราน่าจะเคยพูดคำนี้ ไม่ว่าจะใครก็ตาม ถ้าลองวิเคราะห์ดูดีๆ เราจะพูดทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดๆ ที่สำคัญกับชีวิตและผ่านไปแล้ว และเราเรียกร้องมันกลับมาไม่ได้ เป็นคำพูดที่น่าเศร้ามากคำนึง มันทำให้เรารู้ซึ้งว่า เราจะเห็นคุณค่าสิ่งใดเมื่อสิ่งนั้นเสียไปแล้วเสมอ ก็เลยหยิบคำนี้มาแต่งเป็นเพลงนี้ขึ้นมา

เพลงนี้เราเขียนเก็บไว้นานพอสมควร คือยังไงบิ๊กแอสก็ยังต้องการเพลงช้าที่เป็นลายเซ็นที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกเราอยู่เสมอ เราก็เลยกลับไปรื้อทำนองเพลงเก่าที่เราเขียนไว้นานแล้วตั้งแต่ก่อนโควิด พอเราจะทำอัลบั้ม 10 เพลงก็กลับมาฟังอีกที ก็มองว่าเพลงนี้น่าจะเหมาะสมกับอัลบั้มชุด “ลายนิ้วมือ” เพราะบ่งบอกถึงความเป็นพวกเราชัดเจนทั้งทำนอง เมโลดี้ ในส่วนเนื้อหา เพลงนี้ผมได้แรงบันดาลใจมาจากโพสต์ของน้องสนิทคนนึง เขาเพิ่งสูญเสียคุณแม่เขาไป เขาโพสต์เสียดาย ถ้าแม่ยังอยู่จะทำอย่างนี้ และลงท้ายด้วยคำว่ารู้อะไรไม่สู้รู้งี้

จริงๆ มันเหมือนเป็นคำพูดทีเล่นทีจริงในโพสต์นั้น แต่ผมรู้จักน้องเขาดีว่าเขาพูดอย่างนั้นด้วยใจจริง พอมานึกดูว่าถ้าเป็นเราจะเลือกอะไรบ้าง ก็บังเอิญว่าชีวิตช่วงนั้นผมสูญเสียคุณพ่อ ยังไม่ได้พาพ่อไปที่ที่พ่อชอบ กินของอร่อยที่พ่อชอบ มีคำว่าเสียดายเต็มไปหมดเลย ถ้าย้อนกลับไปได้จริงก็จะกลับไปทำสิ่งนั้น ก็เลยกลายเป็นเพลงนี้ครับ ที่ผ่านมาผมเขียนเพลงให้กับคนไม่กี่คนครับ เคยเขียนให้แม่เพลงนึง แต่ไม่มีพ่อเลย ถ้าพ่อได้ยินก็อยากให้พ่อดีใจครับ ผมไม่ได้ลืมเขา แต่ผมอาจจะช้าไปหน่อยแค่นั้นเอง”

ในพาร์ทดนตรี อ๊อฟเล่าว่า “เราทำเพลงนี้ไว้นานมากแล้วครับ ครั้งแรกไม่มั่นใจด้วยซ้ำไปว่าเพลงนี้จะโอเคหรือเปล่าสำหรับอัลบั้มนี้ ก็ลองให้พี่หมูแต่งทำนองเพลงช้ามาเพิ่มหลายเพลง แต่ยังไม่ชอบอยู่ดี ก็กลับไปฟังทำนองเพลงถ้ารู้อย่างนี้อีกรอบนึงแล้วรู้สึกว่าจริงๆ เพลงนี้ดีมากเลย ก็เลยไปชวนน้องกันมาช่วยอะเรนจ์ดนตรีให้สดใหม่ขึ้น ก็รู้สึกโอเคขึ้นจริงๆ และเพลงนี้สมบูรณ์แบบอย่างที่เราอยากได้จริงๆ คือเพลงนี้ทำนานแล้ว แต่เราเพิ่งอัดเสร็จไม่นานก่อนที่จะปล่อยเพลงนี้ เราก็ยังตื่นเต้นกับมันอยู่เลยว่าออกมาเป็นแบบนี้ได้ยังไง รู้สึกชอบมันมาก เสียงที่เจ๋งร้อง เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่หล่อหลอมเป็นเพลงนี้ มันพิเศษสำหรับเรามาก”

ด้านเจ๋งเล่าถึงการร้องเพลงนี้ไว้ว่า “ช่วงแรกอารมณ์ค่อนข้างยาก เพราะฟังเรื่องราวจากพี่กบหลายๆ อย่าง ผมว่ามันดาร์ก จม รู้สึกมันเศร้า มันอยู่ในหัวเพราะเป็นเรื่องที่จุกพอสมควร พอร้องหลายๆ รอบ พี่อ๊อฟก็เลยบอกว่าลืมภาพในนั้นไปก่อน เอาภาพที่ผมมี ณ ตอนนี้ เพราะที่ร้องไปตอนนั้นมันดาวน์เยอะไปหน่อย จนสุดท้ายผุดเรื่องแมวที่บ้านตาย เราก็นึกถึงแมว ก็รู้สึกว่าถ้ารู้อย่างนี้เราเอากลับมาตายที่บ้านดีกว่า อารมณ์ก็เลยเปลี่ยน เลยเป็นเพลงออริจินัลแบบที่ฟังกันครับ”

เนื้อหามิวสิกวิดีโอ อ๊อฟบอกว่าไม่มุ่งไปที่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง อยากให้เห็นถึงความเสียดายในโอกาสที่ไม่มีทางย้อนกลับไปทำอะไรได้อีกแล้ว อยากให้เป็นโมเมนต์ความเสียใจและเสียดาย ที่ยากคือต้องไม่เสียใจมากด้วย ส่วนเหตุผลที่ให้ จั๊ก จิรัฏฐ์ สมภักดี กำกับเอ็มวี อ๊อฟบอกว่าทางค่ายเคยร่วมงานกับจั๊กหลายครั้ง แต่วงบิ๊กแอสเป็นเพลงแรก อยากทดลองผู้กำกับหน้าใหม่บ้างสำหรับเรา

จากนั้นกบเล่าว่า “วันที่เขาเลือกโลเกชั่นให้เรา ผมยังสงสัยว่าทำไมต้องไปถ่ายที่ จ.จันทบุรี แต่กลายเป็นว่าโลเกชั่นที่เราไปถึง พอพระอาทิตย์เริ่มโพล้เพล้ ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมต้องเป็นที่นี่ มันเป็นหาดทรายที่สุดลูกหูลูกตา พระอาทิตย์จะตกพอดี และการเจอกันระหว่างพระอาทิตย์กับน้ำและหาดทรายมันอยู่ในระนาบเดียวกัน ผมก็จินตนาการไปไกลมาก มันคือทุกคนต้องพบเจอเรื่องแบบนี้ การสูญเสียเป็นเรื่องธรรมชาติ การพบเจอจากลาก็เป็นเรื่องแบบนี้ ผมชอบมากที่เขาเลือกโลเกชั่นที่นี่ ระหว่างถ่ายทำผมรู้สึกว่ามันมีความหมายกับผมมาก มันอาจเป็นมิวสิกวิดีโอเรียบง่าย ไม่มีเส้นเรื่อง แต่สำหรับผม ผมว่าเป็นมิวสิกวิดีโอที่ชอบที่สุดตัวนึงของบิ๊กแอส”

ฟีดแบ็กของเพลงนี้ อ๊อฟบอกว่าถือว่าดี ถ้าดูจากคอมเมนต์ต่างๆ สิ่งที่ส่งไปทุกคนสัมผัสได้และไม่ฟูมฟาย บางคนก็บอกว่าจะกลับไปใช้ทุกวินาทีให้มีค่า หลายคนฟังไม่จบก็ร้องไห้ คือเพลงนี้มีทั้งความสูญเสียและการดึงสติให้กลับมาอยู่ในปัจจุบัน ด้านกบบอกว่ามีคอมเมนต์ที่ประทับใจ บอกว่าจะรีบกลับไปบอกรักแม่ ทำให้รู้สึกขอบคุณมาก เพราะเราเคยผ่านโมเมนต์นั้นมา รู้สึกว่ามันน่าเสียดายมากถ้าเราไม่ทำแบบนั้น พอเนื้อเพลงสร้างแรงบันดาลใจ สะกิดเขาได้สักนิดหน่อย ในฐานะนักแต่งเพลงถือว่าทำสำเร็จมากแล้ว การเดินทาง 25 ปี 9 อัลบั้ม ผ่านคำด่าคำชมมามากมาย แต่ก็ขอบคุณที่ยังฟังเพลงของเรา ยังติชมเพลงของเรา เรามีความสุขทุกครั้ง

25 ปีบิ๊กแอส

ถามว่าการเดินทางตลอด 25 ปีที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง กบบอกว่า “ถ้าเปรียบเทียบ 25 ปี มันเกินคำว่าหนุ่ม เกินคำว่าวัยรุ่น มันคือคนที่เห็นชีวิตในเกือบทุกมุมพอสมควร จริงๆ เราผ่านมาหมดแล้วครับ การต่อสู้ การเปลี่ยนแปลง การล้ม การขึ้นไปอยู่บนที่สูง เราผ่านมาทุกรูปแบบ เมื่อกี้ผมไปสัมภาษณ์รายการหนึ่งมา เราก็คุยและมองหน้ากันเองว่าเออ ถึงแม้เวลามันจะนาน แต่วันนี้เราก็ยังมีความสุขกว่าทุกครั้งที่ออกอัลบั้มด้วยซ้ำไป เพราะเราออกจากบ้านด้วยความไม่คาดหวังว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ทุกครั้งเราจะคาดหวังว่าจะต้องปัง คนต้องชอบ ต้องสำเร็จ ทำให้ดี สัมภาษณ์ต้องได้ ผมว่าทุกคนรู้จักจุดที่ยืนของเราครับ เรายืนตรงนี้ก็พอ คล้ายกับชื่ออัลบั้ม “ลายนิ้วมือ” อัลบั้มชุดที่ 9 ของเรา ลายนิ้วมือคือความหมายของการยืนยันตัวตน ยอมรับในตัวเอง ทำอะไรที่พอดีตัว สบายตัว เป็นตัวของตัวเอง มีความสุขกับมัน นี่คือสิ่งที่เราเป็นวันนี้ครับ เรามีความสุขกับชีวิตพอสมควร ในวัยที่เรามีอัลบั้มชุดที่ 9 แล้ว” โอ๊คเสริมว่า “เราเข้าใจว่าสิ่งที่เราทำและเราเป็น อะไรคือสิ่งที่เหมาะกับเราที่สุด ไม่พยายามมากจนเกินไป ตื่นมาแล้วทำในสิ่งที่เราทำอยู่ให้ดีที่สุดก็พอ”

อ๊อฟพูดบ้าง “อย่างเรา 4 คน ลายนิ้วมือก็จะเป็นอีกวิธีคิดนึง แต่กับเจ๋งผมว่าเขาน่าจะยังมีสิ่งที่ต้องพิสูจน์ในสิ่งที่เป็นของเขา ผมว่าลายนิ้วมือของแต่ละคนมันยืนยันไม่เหมือนกัน เจ๋งก็ยังต้องมีภาพของเขา คือไม่ใช่อะไร กลัวคนมองว่าทุกวันนี้ไม่ค่อยมีอะไรต้องฝ่าฟันแล้ว” โอ๊คพูดต่อ “เรามีแพสชั่น แต่เราไม่คาดหวัง ถ้ามีอะไรท้าทายเรา เราต้องอยากเอาชนะอยู่แล้ว แต่ถ้าเราแพ้ก็ไม่เป็นไร” ถึงตรงนี้หมูพูดบ้าง “ไม่ใช่ไม่ฝ่าฟันต่อสู้ ไม่มีเป้าหมาย เรายังมีเป้าหมายอยู่ เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ห่วงมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”

ส่วนเป้าหมายใหม่ที่ตั้งไว้ อ๊อฟบอกว่า “ผมว่าตอนนี้โกลของเราน่าจะเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของเจ๋งกับบิ๊กแอส คือคอนเสิร์ตใหญ่ของบิ๊กแอสในยุคที่เจ๋งเป็นนักร้องนำ เราพยายามจะไปให้ถึง มีมิชชั่นในระยะที่เราคาดหวังได้ ใครที่คิดจะโกอินเตอร์ มันมีสิ่งดีทั้งนั้น แต่เรารู้สึกว่าเรามีภารกิจในแบบของเราที่เอื้อมถึงและยังสนุกกับมันอยู่” กบบอกว่า ถ้าเป็นเมื่อก่อนทำไม่ได้จะรู้สึกเหมือนโลกแตกสลาย แต่วันนี้ถ้าไม่ไปถึงโกลนั้น อย่างน้อยได้ตั้งมันไว้ เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยระหว่างทางคงให้อะไรดีๆ กับเราบ้าง

เมื่อถามว่าเราจะได้เห็นมุมไหนของบิ๊กแอสอีกที่อาจไม่เคยเจอ กบบอกว่า “เป็นคำถามที่ดีนะครับ จริงๆ เราก็อยากเห็นมุมที่บิ๊กแอสไม่เคยทำ ไม่เคยเจอเหมือนกัน ณ วันนี้ผมว่าก็เป็นอีกมุมนึงที่ไม่เคยเจอ ก็คือการเป็นตัวเองที่สบายที่สุด ณ วันนี้ครับ ผมว่านี่เป็นอีกมุมนึงที่สำหรับคนอื่นคิดว่าเป็นเรื่องทั่วไป แต่สำหรับเราเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากที่เราเจอจุดที่ยืนแล้วมีความสุข แต่งเพลงที่เราชอบเราถนัด เป็นตัวเอง มันเลยสะท้อนเป็นชื่ออัลบั้มเต็มๆ คือ “ลายนิ้วมือ” แต่ในอนาคตไม่มีใครรู้ได้ว่าจะมีคอนเสิร์ตใหญ่มั้ย”

อ๊อฟบอกว่าในอัลบั้มนี้พาร์ทดนตรีจริงๆ พยายามเอารายละเอียดต่างๆ ในบิ๊กแอสที่ยังไม่ได้เอามาใช้เยอะพอสมควร ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่เจ๋งเข้ามา “ตั้งแต่เจ๋งเข้ามาเราจะพยายามหนีความเป็นบิ๊กแอสมากที่สุด แต่ทีนี้นึกสนุกว่าเสียงร้องของเจ๋ง เมโลดี้ของเจ๋ง แต่จะมาอยู่กับดนตรีของบิ๊กแอสในยุคเก่าๆ มันจะเป็นยังไง อย่างเพลง “เรื่องโง่ขอให้บอก” และในอัลบั้มนี้ยังมีอีกหลายๆ เพลงที่มีอารมณ์นี้อยู่ คือเริ่มต้นเมโลดี้จากเจ๋ง แล้วเราก็พยายามทำดนตรีในแบบบิ๊กแอสใส่เข้าไป ผมไม่รู้ว่าจะเป็นทิศทางต่อจากนี้หรือเปล่า แต่เป็นทิศทางของอัลบั้ม “ลายนิ้วมือ” ของเรา จะได้ฟังเต็มๆ ปลายเดือน มิ.ย. ครับ”

กับคำนิยามถึงบิ๊กแอส 25 ปี หมูบอกว่า “ก็เบญจเพสครับ เริ่มผ่านร้อนผ่านหนาวมา เตรียมตัวเข้าสู่อีกครึ่งของชีวิต” กบบอกว่า “เราก็เป็นตัวแทนของวงวงนึงที่คบกันด้วยดนตรี รักกันด้วยดนตรี อยู่กันมาด้วยดนตรีครับ ผมไม่รู้จะตีเป็นคำพูดยังไง เพราะมันอาจจะฟังดูเว่อร์ แต่จริงๆ แล้ว 25 ปีเราไม่เคยหยุดเล่นดนตรีเลยครับ ผ่านอะไรมากพอสมควรที่พอรู้ว่าเราจะมีความสุขกับดนตรีรูปแบบไหนครับ”

จากนั้นอ๊อฟเป็นตัวแทนขอบคุณแฟนๆ ทุกเจเนอเรชัน เวลาไปเล่นคอนเสิร์ตตามที่ต่างๆ ก็เจอเซอร์ไพรส์เมื่อเห็นเด็กๆ ใส่เสื้อวงทุกงานเสมอ ก็รู้สึกดีใจที่เขาสนุกกับคอนเสิร์ต ส่วนเจเนอเรชันที่ชอบมานานก็คอยซัพพอร์ตเสมอ ส่วนกลุ่มแฟนพันธุ์แท้ที่อยู่ด้วยกันมานาน เวลาพาลูกๆ มาดูคอนเสิร์ต เป็นภาพที่เจ๋งดี เขายังมีความสุขกับคอนเสิร์ตบิ๊กแอสในวัยแบบนี้ กบเสริมว่าคงมีไม่กี่วงที่จะได้รับความรู้สึกแบบนี้ พร้อมทั้งขอบคุณที่อยู่กับเรามาตลอด ขอบคุณที่เข้าใจกัน

ปิดท้ายการพูดคุย เจ๋งฝากถึงแฟนๆ ว่า “ฝากอัลบั้มใหม่ชุดที่ 9 “ลายนิ้วมือ” ของวงบิ๊กแอสด้วยนะครับ เป็นอัลบั้มที่ผมว่ามันใช้ระยะเวลาทำค่อนข้างนานมากๆ มีอุปสรรคสกัดเพลงต่างๆ ทุกคนก็เจอสถานการณ์ที่แตกต่างกันไปในชีวิต จนวันนี้สำเร็จสมบูรณ์ และ 3 เพลงที่ปล่อยออกไปคงได้ฟังกันบ้างแล้ว เรามีความสุขกับอัลบั้มนี้มากๆ อยากให้ทุกคนได้ลองฟัง ผมรู้สึกว่ามันผ่อนคลายในระดับนึง และอยากให้ติดตามและลองฟังกันดูครับ”.

ผู้เขียน : Penguin บินได้
ภาพ : วัชรชัย คล้ายพงษ์
กราฟิก : Chonticha Pinijrob

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2382972
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2382972




บัตรกดเงินสด ซิตี้ เรดดี้เครดิต

บัตรเครดิต ซิตี้ ลาซาด้า

บัตรเครดิตซิตี้ แกร็บ

บัตรเครดิต ซิตี้ แคชแบ็ก แพลตตินั่ม

บัตรเครดิต ซิตี้ รีวอร์ด