นุนิว ชวรินทร์ กับบททดสอบของความผิดหวัง ก่อนจะมีชื่อเสียงในวันนี้


เรียกว่าเป็นนักแสดงน้องใหม่ที่โด่งดังสุดๆ สำหรับ นุนิว ชวรินทร์ เพริศพิริยะวงศ์ ที่เพิ่งเข้ามาวงการบันเทิงได้เพียง 2 ปี แต่ได้การตอบรับจากแฟนๆ ดีมาก อีกทั้งชื่อของ นุนิว ชวรินทร์ ได้กลายเป็นที่รู้จักของแฟนซีรีส์กันไปแล้ว แถมยังดังไกลเกือบทั่วโลกอีกด้วย 

หลังจากที่ นุนิว ได้เข้ามาเล่นซีรีส์เรื่อง Cutie Pie นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ คู่กับ ซี พฤกษ์ พานิช ในบทของ หนูเกื้อ กับ เฮียเหลียน ส่งผลให้ #ซีนุนิว โด่งดังสุดๆ มีแฟนคลับติดตามกันเป็นจำนวนมาก จนเกิดกระแสจิ้น เพราะความมุ้งมิ้งที่ทัชใจแฟนคลับกันไปเต็มๆ 

แต่กว่าจะโด่งดังจนมีวันนี้ นุนิว บอกกับ บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ว่า เขาเคยเจอกับความผิดหวังมาก่อน เพราะก่อนหน้าเคยจะได้เล่นซีรีส์เรื่องหนึ่ง แต่ก็ล่มไปเสียก่อน ถูกแจ้งยกเลิกคิวแสดงก่อนหน้าที่จะเปิดกล้องเพียงวันเดียวเท่านั้น เมื่อมีคนชวนเข้ามาอยู่ในสังกัด ดูมันดิ : DoMunDi เขายอมรับว่ากลัวจะถูกเทเหมือนครั้งก่อน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจลองดูอีกสักตั้ง ซึ่ง นุนิว เองก็ได้เปรียบชีวิตตัวเองว่า แม้จะเดินบนกลีบกุหลาบ แต่ก็เป็นกุหลาบที่มีหนาม 

จุดเริ่มต้นการเข้ามาทำงานในวงการบันเทิง

“ถ้าจุดเริ่มต้นเลยมาจากพี่จิวครับ พี่จิวเคยเป็นผู้จัดการครับ ตอนนั้นแรกๆ เลยผมยังไม่สนใจงานในวงการบันเทิงครับ จนกระทั่งพี่จิวทักมาในเฟซบุ๊กครับว่า อยากลองทำงานในวงการบันเทิงมั้ย สนใจมั้ย พอผมเห็นก็ขอลองเอาไปปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ดูก่อนครับ 

คุณพ่อคุณแม่ก็บอกว่าถ้าอยากลองก็ทำเลย คุณพ่อคุณแม่เขาก็สนับสนุนเต็มที่ครับ เพราะว่ามันก็ไม่ได้เสียหายอะไรครับ เลยลองดูครับ แล้วพี่จิวก็พาไปแคสต์ที่โปรเจกต์ๆ หนึ่งครับ แต่ว่ามีการฟิตติ้งเรียบร้อยแล้วครับ พอถึงคิวที่กำลังจะถ่ายโปรเจกต์นั้นก็ล่มไปเลย 

แล้วพอโปรเจกต์นั้นล่ม พี่จิวก็พาไปแคสต์ที่นั่นที่นี่ครับ จนได้มาเจอพี่อ๊อฟ (อ๊อฟชั่น กิตติพัฒน์ ผู้จัดการส่วนตัว) แล้วก็ได้มาอยู่บ้าน ดูมันดิ DoMunDi และก็ได้มาเจอเฮีย (ซี พฤกษ์ พานิช) ได้มาเจอพี่ๆ ทุกคน ได้มาเล่นซีรีส์เรื่อง Cutie Pie นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ ซึ่งเป็นซีรีส์เรื่องแรกของผม จนกระทั่งได้มามีวันนี้ครับ”

“ก่อนที่พี่จิวเขาจะทักมาหาผม ตอนนั้นผมเพิ่งเรียนอยู่ปี 1 เอง เป็นเฟรชชี่ เป็นนิสิตคนธรรมดานี่แหละครับ เหมือนเขาเห็นเราในเฟซบุ๊กก็เลยทักมาครับ”

ไม่ได้สนใจงานด้านนี้สักเท่าไร

“ตอนแรกๆ ผมไม่ได้สนใจด้านวงการบันเทิงเลย แต่เรารู้สึกว่าเราอยากลองทำในสิ่งที่เราไม่เคยได้ทำมาก่อนครับ แล้วพอได้ลองทำ ก็ทำเรื่อยๆ จนมาถึงวันนี้ครับ (ยิ้ม) 

ถามว่าชอบมั้ย ชอบครับ (ยิ้ม) พอได้เข้ามาทำแล้ว สนุกดีครับ ทั้งเรื่องการแสดง การร้องเพลงและการเต้นด้วยครับ เพราะปกติตอนอยู่คนเดียวก็ไม่เคยได้เต้นเลย แต่พอมาอยู่ที่นี่เราได้ทำทุกอย่างเลย ได้แสดงซีรีส์เรื่องแรก ซึ่งเป็นอะไรที่มันเป็นผลงานที่จะติดตัวเราไปตลอด แล้วก็มีงานคัฟเวอร์ต่างๆ ส่วนตัวผมก็ชอบร้องเพลงอยู่แล้วครับ พอเราได้มาร้องเพลงแบบจริงๆ จังๆ ได้ลองคัฟเวอร์ดู ก็ดีครับ ได้มีเพลงของตัวเองด้วย มีความสุขครับ (ยิ้ม) ชอบครับ”

น้องใหม่แกะกล่อง

“ผมเหมือนเป็นน้องใหม่มากๆ เลยครับ ถ้าไม่มีซีรีส์เรื่อง นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ นั่นคือเป็นน้องใหม่ที่สุด แต่จริงๆ ผมก็ยังรู้สึกว่ายังเป็นน้องใหม่อยู่ครับ เพราะว่าไม่ได้อยู่ในวงการบันเทิงนานขนาดนั้นครับ ถ้านับจากวันนั้นที่เข้ามาเพื่อเล่นซีรีส์เรื่องแรกแต่ล่มไปก็ประมาณ 2 ปี แต่ถ้านับจากวันที่เข้ามาอยู่สังกัด ดูมันดิ ก็ประมาณ 1 ปีครึ่งครับ”

“วันที่โปรเจกต์ซีรีส์เรื่องแรกที่จะได้เล่น ถูกพับไป ผมรู้สึกเสียใจและเสียดายมากๆ เหมือนกันครับ เพราะว่าเป็นโปรเจกต์แรกของเราเลย พอเห็นว่ามันล่ม เลยรู้สึกว่านี่ชิ้นแรกก็เป็นอย่างนี้เลยเหรอ ก็เสียใจครับ แต่ยังไงเราอยากลองอยู่เหมือนกันครับ พอล่มไปปุ๊บ เรารู้สึกว่าเรายังไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ก็ไม่ท้อครับ ลองใหม่ก็ได้ แล้วก็ได้มาเล่นซีรีส์ นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ ครับ”

งานชิ้นแรกประสบความสำเร็จ รู้สึกยังไง จากที่คนไม่เคยรู้จักเราเลย 

“รู้สึกว่าชีวิตเปลี่ยนไปเยอะมากๆ เลยครับ ถ้าไม่มี นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ เนี่ย ก็แทบจะไม่มีคนรู้จักผมเลยครับ แต่พอได้มาเล่นซีรีส์ นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ แถมเล่นคู่กับเฮียซีด้วย ได้มาอยู่บ้านดูมันดิด้วย ก็ทำให้ผมเป็นที่รู้จักของคนมากขึ้น แล้วก็มาจนถึงตอนนี้ครับ

หลายๆ อย่างในชีวิตผมก็เปลี่ยนไป ทั้งเรื่องเวลา เรื่องการทำงาน ตอนแรกเรายังรู้สึกว่ายังเป็นแค่เด็กในวัยเรียนมหาวิทยาลัยเฉยๆ ครับ เรายังไม่เข้าวัยทำงานขนาดนั้น แต่พอได้มายืนตรงนี้ รู้สึกว่าตอนนี้เราต้องเริ่มโตได้แล้วครับ มันเข้ามาสู่สังคมการทำงานแล้ว ต้องมีความรับผิดชอบตัวเองมากๆ เลยครับ”

เริ่มต้นงานชิ้นแรกก็เดินบนกุหลาบที่มีหนาม

“คือชีวิตของผมอะ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบครับ ถ้าโรยด้วยกลีบกุหลาบก็ต้องเป็นกุหลาบที่มีหนาม เพราะว่าโปรเจกต์แรกก็ล่ม แล้วก็ไปแคสต์งานที่อื่นด้วยก็มีทั้งงานที่เขาสนใจเราและไม่สนใจเราครับ แต่เรารู้สึกว่าเราเฟลกับงานโปรเจกต์แรกมากๆ 

แต่ว่าพอได้มาอยู่ที่นี่ก็เอาใหม่อีกสักตั้ง เพราะรู้สึกว่ามันแค่เริ่มต้นเอง แล้วเราก็มองไปที่คนอื่นๆ ในวงการบันเทิงเหมือนกันครับ เพราะไม่ใช่มีแค่เราที่เจอแบบนี้ คนอื่นก็เคยเจอแบบนี้เช่นกันครับ เขาอาจจะล่มมาหลายครั้งเช่นกัน เขายังสู้ต่อเลย แล้วทำไมเราแค่ครั้งแรก เราถึงไม่พยายามต่อล่ะ”

“ถามว่าเคยกังวลมั้ย ถ้าสมมติว่าเรื่อง นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ ถูกพับโครงการไปเหมือนกัน บอกเลยว่าก็เคยกังวลครับ แต่พอเราได้เวิร์กช็อปไปเรื่อยๆ เรารู้สึกว่าเราได้ประสบการณ์การแสดงเยอะมากเลยครับ เพราะเราเวิร์กช็อปกันมาค่อนข้างนานพอสมควรเลย แล้วรู้สึกว่าถ้าล่มอีกก็คงต้องทำใจจริงๆ ครับ ก็คงเฟลอีกรอบหนึ่งแต่ว่าเราก็ได้ประสบการณ์การแสดงที่มากขึ้นครับ ก็มองเป็นประสบการณ์มากกว่าครับ”

เมื่อเราถาม นุนิว ว่า พอซีรีส์ นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ ไม่ล่ม รู้สึกโล่งมั้ย นุนิว บอกตรงๆ ว่า “ก็โล่งครับ ดีใจ ไม่ใช่แค่ไม่มีล่มด้วย แต่ว่ามีกระแสตอบรับที่โอเคเลยครับ และมันก็ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปทุกอย่างเลย เปลี่ยนทุกอย่างจริงๆ ทั้งเรื่องที่เราอาจจะไม่ได้มีเวลาว่างเท่าเมื่อก่อนแล้ว แต่ตอนนี้เราเข้ามาสู่การทำงานจริงๆ แล้ว เราก็ต้องจริงจังกับการทำงานมากๆ เลยครับ ตอนนี้เราก็เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย เวลาว่างก็จะน้อยลงมากๆ เลยครับ”

จากคนที่ไม่มั่นใจในตัวเอง ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด

“ส่วนเรื่องการมีคนรู้จักมากขึ้น อันนี้ก็เปลี่ยนไปเยอะมากๆ เลยครับ แล้วก็เรื่องบุคลิกภาพก็ต้องเปลี่ยนเหมือนกัน ปกติผมเป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเท่าไรครับ

คือเราเป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจ เรากลัว จริงๆ ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจกับการไปยืน ไปพูด หรือไปทำอะไรต่อหน้าคนเยอะๆ เลยครับ แต่พอมาตอนนี้ต้องเปลี่ยนแล้วครับ มาตอนนี้ก็มั่นใจเยอะขึ้นมาก ส่วนหนึ่งเพราะว่าเป็นแฟนคลับกลุ่มซนซนที่เรารัก และทุกคนก็รักเราด้วยครับ”

“ผมยอมรับเลยครับว่า วันแรกที่ไปเจอแฟนคลับ ผมตื่นเวทีมาก (ยิ้ม) เราไม่เคยมีโมเมนต์แบบนี้ครับ ปกติถ้าตามงานโรงเรียน หรือกิจกรรมมหาวิทยาลัยก็มีบ้างครับ เป็นนักแสดง นิสิตทั่วไป แต่ว่าพอได้มาเจอแฟนคลับ ก็เป็นคนภายนอกมหาวิทยาลัยแล้ว เราก็กลัว กดดันว่าเราจะทำอะไรไม่ดีรึเปล่า กลัวว่าเราจะทำอะไรที่ไม่สมควร แต่ทุกวันนี้แฟนๆ ก็ชอบที่ผมเป็นตัวของผมเองครับ (ครับ)”

“ตัวตนของผมจริงๆ ก็เป็นแบบนี้แหละครับ จริงๆ ก็มีหลายด้านเหมือนกัน ผมว่าทุกคนก็มีหลายด้านเหมือนกันครับ ผมก็มีด้านที่ทุกคนเห็น แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่ได้ต่างกันมากขนาดนั้นครับ อาจจะเป็นมุมที่เราอยู่คนเดียว เราอาจจะไม่ได้ยิ้มอยู่ตลอดเวลาเหมือนตอนที่เราอยู่กับคนอื่น เราอาจจะมีช่วงเวลาที่อยากอยู่คนเดียวบ้าง อยากหาอะไรทำที่เราชอบ”

“ผมมีพี่ชาย 1 คนครับ แล้วผมก็เป็นน้องคนเล็ก บ้านเรามีพี่น้อง 2 คน ถ้าถามว่าครอบครัวเลี้ยงมายังไง ตอนเด็กๆ จะโตมากับคุณตาคุณยายครับ เพราะว่าพ่อกับแม่ต้องออกไปทำงานทุกวันเลย อาจจะไม่ได้มีเวลาดูผมกับพี่ชายขนาดนั้น แต่พอโตขึ้นก็มีโอกาสย้ายออกมาอยู่ข้างนอกกับคุณพ่อคุณแม่แล้ว 

คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงมายังไง ก็ไม่ได้ตามใจขนาดนั้นครับ อะไรที่ถูกก็ดีครับ อะไรที่ไม่ถูกไม่สมควรก็ดุเหมือนกัน ก็อาจจะมีตีบ้าง แต่พอเราโตขึ้น เรารู้ว่าอะไรควรไม่ควร เขาก็ดุน้อยลงแล้วครับ ตอนนี้เขาจะเป็นห่วงมากกว่า เพราะเราเริ่มเข้าสู่การทำงานแล้ว กลัวเราอาจจะเหนื่อย อาจจะท้อ ก็มีมากอดเราแล้วก็ถามว่า เหนื่อยมั้ย ตลอดเลย”

“ถ้าถามว่าเป็นเด็กเรียบร้อยมั้ย ส่วนตัวคิดว่าไม่ได้เรียบร้อยขนาดนั้นครับ ก็มีด้านที่ซนๆ เหมือนกัน เจ้าระเบียบมั้ย อาจจะไม่ได้ขนาดนั้นครับ” 

“ถามว่าพ่อกับแม่ภูมิใจในตัวเรามั้ย ผมว่าเขาภูมิใจมากๆ ครับ (ยิ้ม) จริงๆ คุณพ่อคุณแม่ก็คอยตามเชียร์ตลอดครับ เขาก็เล่นโซเชียล เล่นทวิตเตอร์ด้วย เวลามีงานอีเวนต์ตามห้าง พวกเขาก็ตามไปดูเหมือนกัน ตอนนี้คุณพ่อคุณแม่แทบจะเป็นเซเลบท่านหนึ่งเหมือนกัน (หัวเราะ) พอมาตอนนี้ผมมีงานทำแล้ว ก็ไม่ได้ขอเงินพวกเขาใช้อีกเลยครับ มีแต่อยากจะให้เขาใช้”

ภาษาจีนก็สนุกเหมือนกันนะ

“ตอนนี้ผมกำลังจะขึ้นปี 4 แล้วครับ เรียนที่ ม.เกษตรครับ ผมเรียนคณะมนุษยศาสตร์ สาขาภาษาจีนครับ คือที่เลือกเรียนทางสาขานี้ คุณพ่อกับคุณแม่เขาไม่ได้ฟิกเลยว่าเราจะเรียนอะไร เราอยากเรียนอะไรเขาตามใจเราเลยครับ เขาบอกว่าอยากเรียนอะไรก็เรียนเลย เอาที่เรารู้สึกทำแล้วมีความสุข อยากทำอะไรก็ทำเลย ขอแค่ไม่ไปเดือดร้อนคนอื่นก็พอแล้วครับ”

“ที่เลือกเรียนภาษาจีนเพราะว่าตั้งแต่เด็ก เวลาที่ผมเห็นชาวต่างชาติคุยกัน เราอยากคุยกับเขารู้เรื่อง และการที่เราฟังภาษาที่คนอื่นฟังไม่ออก ก็ดีเหมือนกันนะ (ยิ้ม) จนทำให้ผมรู้สึกชอบในภาษาต่างประเทศ และได้เริ่มเรียนภาษาจีนตอน ม.ต้น รู้สึกว่าภาษาจีนก็สนุกดีเหมือนกันนะ เราอยากฟังพูดอ่านเขียนได้ ก็เลยเริ่มเรียนจริงจังครับ จนถึงตอนนี้

ตอนนี้ก็สื่อสารกับแฟนคลับชาวจีนได้ แต่ส่วนใหญ่จะถนัดอ่านกับเขียนมากกว่าครับ ฟังได้มากกว่าพูดครับ แต่ว่าผมไม่ค่อยได้พูด ก็เลยอาจจะไม่ค่อยคล่องขนาดนั้นครับ”

เมื่อเราถามว่า รู้สึกยังไงที่เขามาเล่นซีรีส์เรื่องแรกแล้วประสบความสำเร็จเลย นุนิว ได้ตอบอย่างถ่อมตัวว่า “รู้สึกดีใจมากๆ อยู่แล้วครับ ความพยายามที่เราทำมาทั้งหมดตั้งแต่แรก เวิร์กช็อปมา ทำการบ้านเกี่ยวกับซีรีส์ นิยาย ตัวละคร มันไม่สูญเปล่าเลย แล้วดีใจจนกระทั่งซีรีส์จบแล้วแต่ทุกคนยังอยู่กับเราตรงนี้ครับ ดีใจมากๆ ที่ได้มาเจอพี่อ๊อฟ ได้มาอยู่บ้านดูมันดิ ได้เล่นคู่กับเฮีย เจอกับเฮียทุกวัน เฮียเป็นความสบายใจให้กับผมด้วย และผมก็น่าจะเป็นความสบายใจให้กับเฮียเหมือนกัน 

ซีเคยเล่าให้เราฟังว่า วันที่เห็น นุนิว ครั้งแรก มองออกเลยว่าเด็กคนนี้ดังแน่นอน เมื่อถามกลับว่า นุนิว เคยได้ยินเรื่องนี้มั้ย เจ้าตัวบอกว่า “เคยครับ และได้ยินบ่อยมาก ตอนที่ได้ยินที่เฮียพูด ก็คิดว่าอยากรู้ว่าทำไมเฮียถึงพูดแบบนั้น ผมก็เคยถามนะครับว่าทำไมพูดแบบนั้น แต่ก็ไม่ได้ถามบ่อย เหมือนเขาบอกว่าก็เป็นเซนส์ของเฮีย เราก็ไม่รู้ว่าเฮียดูจากอะไรเหมือนกัน (ยิ้ม) แต่ก็รู้สึกแอบเกร็งๆ เหมือนกัน พอผมได้ยินเฮียพูดแบบนั้นก็จะเกิดความกดดันนิดนึงว่าเราจะต้องทำตัวยังไง”

พูดไม่ค่อยเก่ง

“ความจริงเป็นคนพูดไม่เก่งเลย (ยิ้ม) จริงๆ เป็นคนที่ชอบให้คนอื่นเข้าหา ชอบให้คนอื่นชวนคุยมากกว่า จริงๆ ผมเป็นคนชวนคุยไม่ค่อยเก่ง ไม่ใช่ว่าไม่อยากคุยด้วยนะครับ แต่ไม่รู้จะคุยเรื่องอะไรด้วย”

เปิดใจวันที่เจอกับ ซี พฤกษ์ ครั้งแรก 

“ตอนแรกยังไม่ได้ทำคู่กันเลยครับ ที่เรารู้จักกันเพราะเราอยู่บ้านดูมันดิเหมือนกัน เจอกันครั้งแรกตอนที่ถ่ายปฏิทินของดูมันดิครับ ตอนที่เจอเรารู้สึกว่าพี่คนนี้ดูหล่อ ดูมีมาด ทำอะไรก็มีบุคลิกที่ดี ดูเป็นคนที่ประสบการณ์เยอะพอสมควร แต่เขาดูนิ่งยังไงก็ไม่รู้ เพราะตอนนั้นยังไม่ได้คุยกันเยอะเท่าไรครับ แล้วผมก็ไม่ค่อยกล้าคุยกับเขาด้วยครับ”

“วันที่มาแคสต์นิ่งเฮียฯ คือเอาจริงๆ เฮียไม่ได้แคสต์มาครับ แต่บุคลิกเขาเข้าตาพี่เขียนบท และผู้กำกับเลยได้มาเล่นเรื่องนี้ จากนั้นเขาก็หาคนมาคู่กับเฮีย ก็เลยมาเป็นผม พี่อ๊อฟเคยเล่าว่า เฮียเคยบอกกับพี่อ๊อฟว่า อยากลองเล่นกับผม ทำไมไม่ลองให้ผมไปเล่นคู่กับเฮียดู จนกระทั่งพี่อ๊อฟก็ลองดูครับ แล้วจากนั้นมาก็เป็นอย่างที่เห็นเลยครับ (ยิ้ม)”

“ถามว่าใช้เวลานานมั้ยในการสนิทกับเฮีย ก็ใช้เวลาพอสมควรครับ คือช่วงแรกก็เกร็ง ไม่ค่อยกล้าเล่นกับเฮียเท่าไร เพราะว่าเขานิ่ง แล้วอายุก็ต่างกันตั้งเยอะ ผมไม่กล้าเล่นมากขนาดนั้น แต่พอได้เวิร์กช็อปกันไปเรื่อยๆ ได้มาออกกอง ก็เห็นหลายๆ มุมของเฮีย เขาน่ารัก ถึงจะเป็นผู้ใหญ่แล้วก็มีมุมที่น่ารักๆ ขี้เล่นเหมือนกัน เป็นเหมือนเด็กครับ (แต่ ซี เขาบอกกับเราว่า 30 แล้วแต่ยังแจ๋วนะ) อื้ม ยิ่งโตก็ยิ่งแซ่บครับ 30 ยังแจ๋ว (หัวเราะ)”

“ตอนนี้เราสนิทกันมากขึ้นครับ ความกลัวไม่มีแล้ว มีแต่ผมจะไปแกล้ง ชอบไปแกล้งเฮีย ไม่ได้กลัวอะไรแล้ว ไม่ได้เกร็งแล้วด้วย”

ยก ซี พฤกษ์ เป็นไอดอล

“จริงๆ ผมก็ยกให้เฮียเป็นไอดอลด้วย และเขาก็เป็นครูของผมด้วยเหมือนกันครับ ตอนแรกคือผมทำอะไรไม่เป็นเลยกับงานในวงการนี้ แล้วมีเฮียซี มีพี่อ๊อฟ คอยให้คำแนะนำตลอด ทั้งเรื่องการถ่ายรูป การแต่งตัว การถ่ายแบบ คือผมไม่ถนัดเลย มาตอนนี้มีเฮียแนะนำเรื่อยๆ ก็เริ่มทำได้ดีขึ้นครับ แล้วก็มีพี่ๆ ทีมงานทุกคนช่วยซัพพอร์ตด้วยครับ”

ภูมิใจในตัวเองกับจุดที่ยืนตรงนี้

เราถามว่า นุนิวดีใจไหมที่ได้มาอยู่ในจุดนี้ จากที่เราเคยผิดหวังมา เจ้าตัวบอกว่า “ดีใจครับ ดีใจมากๆ เลย ไม่คิดว่าตัวเองจะมาได้ในจุดนี้ จริงๆ ผมก็คิดว่า รู้สึกตัวเองก็ภูมิใจในตัวเองเหมือนกัน ที่เราสามารถทำงานชิ้นหนึ่งออกมา เป็นงานชิ้นสำคัญ มันไม่ใช่แค่งานเล็กๆ แต่เป็นซีรีส์เรื่องหนึ่ง ซึ่งเวลาออกกอง รู้สึกว่ามันหนักพอสมควร แล้วเราผ่านมันมาได้ รู้สึกภูมิใจในตัวเองมากๆ และรู้สึกว่าตัวเองแอบประสบความสำเร็จขึ้นมานิดหน่อย แต่ตัวเองก็ต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ครับ”

“ถามว่าเริ่มมีเป้าหมายรึยัง พอซีรีส์เรื่องแรกจบไป รู้สึกว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งก็ทำให้ตัวเองอยากที่จะเดินต่อไปในวงการบันเทิงเรื่อยๆ ครับ 

แล้วก็ไม่ใช่แค่การแสดง จริงๆ ผมก็สนใจในด้านการเป็นศิลปิน นักร้องเหมือนกัน เพราะชอบร้องเพลงครับ (ยิ้ม) จริงๆ อยากลองเป็นศิลปิน มีเพลงเป็นของตัวเองหลายๆ เพลง และก็อยากจัดคอนเสิร์ตของตัวเองสักครั้งครับ”

“ผมรู้สึกว่าเริ่มชอบงานในวงการบันเทิงแล้วครับ รู้สึกว่ารักมัน สนุกดีเหมือนกัน ตอนเด็กๆ ผมฝันอยากเป็นหลายอย่างมากเลย ถ้าเด็กๆ เลย อยากเป็นเชฟครับ เพราะเมื่อก่อนชอบช่วยคุณแม่ทำอาหาร แล้วผมอะเป็นคนที่ชอบกินมากเลย รู้สึกว่าเราอยากทำอะไรอร่อยๆ ทานเองด้วย สนุกกับการทำอาหารครับ พอได้มาเรียนภาษาจีน ก็อยากจะเป็นล่ามหรือว่านักแปลด้วยครับ อยากใช้ภาษาจีนทำงาน สุดท้ายก็มาตรงนี้ครับ ก็อยากเป็นนักแสดงหรือศิลปินก็ได้ครับ (ยิ้ม)”

“งานชิ้นต่อไป จริงๆ เดี๋ยวจะมี นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ ภาคพิเศษอีกครับ มีแน่ๆ ในปีนี้ครับ แล้วก็มีผลงานคัฟเวอร์ ร้องเพลงต่างๆ ครับ แล้วก็อาจจะมีเพลงของตัวเองเหมือนกันครับ แล้วจะมีเปิดช่องยูทูบของตัวเอง มีช่องของผมกับเฮียคู่กัน แล้วก็อาจจะมีช่องแยกของผมส่วนตัวด้วย ช่องนี้อาจจะเป็นเรื่องของการร้องเพลงนี่แหละครับ”

รับมือกับความดังไม่ทัน

“ในครั้งแรกเลยยอมรับว่ารับมือไม่ทันจริงๆ ครับ จากที่เราไม่ได้มีงานเยอะขนาดนั้น อยู่ดีๆ ก็มาแบบเยอะเลย มีงานเยอะขึ้นอันนี้ก็ดีใจครับที่มีงานเยอะ แต่ก็พยายามปรับตัวจนตอนนี้เริ่มชินแล้ว เพราะก่อนหน้าผมไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานเลย แถมงานด้านวงการบันเทิงนี่ยิ่งเข้าไปใหญ่เลยครับ 

จริงๆ ผมไม่ได้ชอบถ่ายรูปขนาดนั้นครับ แต่พอมาอยู่ในวงการ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำครับ แล้วผมไม่ได้พูดเก่งด้วย ก็ต้องฝึกครับ แล้วไหนจะเรื่องการแสดงอีก จริงๆ ผมไม่ได้เป็นคนที่มั่นใจขนาดนั้น ก็ต้องมั่นใจในตัวเองมากขึ้นครับ”

ดีใจที่เลือกวันนั้นถึงมีวันนี้

“ผมดีใจมากๆ ที่เลือกทำวันนั้น เลือกลองที่จะเข้ามาแสดงซีรีส์ ขอบคุณตัวเองมากๆ ที่วันนั้นตัดสินใจแบบนั้น เพราะว่าถ้าวันนั้นไม่ได้ตัดสินใจแบบนั้น ก็คงไม่ได้มีผม ไม่ได้มี นุนิว แบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ครับ ผมก็คงไม่ได้เจอทุกคน ไม่ได้เจอดูมันดิ และไม่ได้เจอเฮียด้วย คิดแล้วก็ใจหายเหมือนกันครับ ถ้าเกิดวันนั้นเราไม่ตัดสินใจเลือก ก็คงเป็นเด็กธรรมดา เรียนไปเรื่อยๆ”

ขอบคุณแฟนคลับที่ซัพพอร์ต

“อยากขอบคุณทุกๆ คนเลยที่อาจจะอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่วันแรกแล้ว วันที่ผมยังไม่เป็นที่รู้จัก จนมาได้เล่นซีรีส์ นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ และตอนนี้ซีรีส์จบไปแล้ว ก็ยังอยู่ด้วยกัน อยากขอบคุณที่ยังไม่ทิ้งผมไปไหน (ยิ้ม) ยังไม่ทิ้งเฮียด้วยครับ แล้วก็อยากจะบอกคนอื่นๆ ด้วยที่อาจจะยังไม่รู้จักผม อยากให้ลองมารู้จักกันครับ อยากทำความรู้จักทุกๆ คนให้มากขึ้นกว่านี้ในทุกๆ วันครับ (ยิ้ม)

(ตอนนี้โด่งดังไปทั่วโลกแล้ว?) ก็ดีใจมากๆ เลยครับ (ยิ้ม) จริงๆ ผมรู้สึกว่าถึงแม้เราเล่นซีรีส์เรื่องนี้ แล้วเรื่องนี้ไม่ได้บูม ไม่ได้ดัง ก็รู้สึกว่าเราก็คงไม่ได้เสียใจครับ เพราะมันเป็นประสบการณ์การทำงาน ประสบการณ์การแสดงอย่างหนึ่ง แต่วันนี้เรามีแล้ว ผมไม่เสียใจครับ และมันกลับดีเกินกว่าที่คาดไว้แต่แรก ก็รู้สึกว่าดีใจมากๆ และภูมิใจในตัวเองมากๆ ครับ”.

ผู้เขียน : โอ้ว…ซาร่า

กราฟิก : Wrongdesign , Varanya Phae-araya

ช่างภาพ : เอกลักษณ์ ไม่น้อย

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2430410
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2430410




บัตรกดเงินสด ซิตี้ เรดดี้เครดิต

บัตรเครดิต ซิตี้ ลาซาด้า

บัตรเครดิตซิตี้ แกร็บ

บัตรเครดิต ซิตี้ แคชแบ็ก แพลตตินั่ม

บัตรเครดิต ซิตี้ รีวอร์ด