แอลลี่ เคยถูกบูลลี่จนเสียเซลฟ์ แต่ความมั่นใจกลับมาเพราะคนรอบข้าง


เติบโตเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นเลยทีเดียว สำหรับนักร้องสาววัยรุ่น แอลลี่ อชิรญา นิติพน ลูกสาวสุดรักของนักร้องหนุ่ม อ่ำ อัมรินทร์ นิติพน และ จอย อัจฉริยา อังคสุวรรณศิริ ที่เข้าวงการบันเทิงตามรอยคุณพ่อ มีทั้งผลงานการแสดง รวมไปถึงผลงานการเป็นศิลปินเดี่ยว ซึ่งในเวลานี้กลายเป็นขวัญใจวัยรุ่นไปอีกคน ล่าสุดมาพร้อมผลงานเพลงใหม่ Boys Like You และ Heartbeat ภายใต้สังกัด 411 Music ของบิ๊กบอสคนดัง กึ้ง เฉลิมชัย มหากิจศิริ เช่นเคย

บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ชวนสาวน้อยแอลลี่พูดคุยถึงผลงานเพลงล่าสุด รวมถึงชีวิตความเป็นลูกสาวคนดัง ถูกจับตามองตั้งแต่เด็ก ไม่มั่นใจในตัวเอง อยากทำงานเบื้องหลัง แต่สุดท้ายพอเปิดโอกาสให้ตัวเอง ทำให้ได้มาทำงานเบื้องหน้า พอเริ่มมีผลงานในวงการกลับถูกบูลลี่จนท้อ เสียเซลฟ์ แต่เพราะกำลังใจที่ดีจากครอบครัว รวมถึงคนรอบข้าง จึงทำให้ความมั่นใจกลับมาอีกครั้ง

แอลลี่ เคยถูกบูลลี่จนเสียเซลฟ์ แต่ความมั่นใจกลับมาเพราะคนรอบข้าง

ไม่มั่นใจตัวเอง

เมื่อพูดถึงการเข้าสู่วงการของ แอลลี่ นักร้องสาวหน้าใสบอกว่า เหมือนขาข้างนึงอยู่ในวงการมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ว่าตอนเด็กๆ ไม่ได้อยากอยู่เบื้องหน้าขนาดนั้น ชอบอยู่เบื้องหลัง แต่ว่าพอได้มีโอกาสเข้ามาเล่นภาพยนตร์ “น้อง พี่ ที่รัก” ค่าย GDH เหมือนได้ลองอะไรใหม่ๆ แล้วช่วงนั้นเพื่อนไปออดิชันหลายๆ ค่ายใน K-POP เลยอยากออดิชันบ้าง จึงตัดสินใจไปออดิชันดู ถามว่า 5 ปีหลังจากนั้นมาจนถึงวันนี้เป็นอย่างไร แอลลี่บอก “ดีใจค่ะที่ตัวเองไม่ท้อ เพราะมีหลายครั้งที่หนูบอกตัวเองว่าท้อจังเลย ไม่อยากทำแล้ว แต่จริงๆ สิ่งที่หนูรักมากๆ หนูจะปล่อยมันไปง่ายๆ ไม่ได้ เป็นคนชอบเอาชนะนิดนึงค่ะ หนูก็เลยดีใจที่ตัวเองพยายามมาจนถึงตรงนี้”

ถามว่าในตอนเด็กทำไมถึงอยากอยู่เบื้องหลังมากกว่า แอลลี่ตอบว่า “ตอนเด็กๆ หนูไม่มั่นใจในตัวเองขนาดนั้นค่ะ เหมือนด้วยหลายๆ อย่างที่เจอมาตั้งแต่เด็กๆ เลยไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง อยากอยู่เบื้องหลัง เป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ อยากเป็นสไตลิสต์ เรียนนิเทศฯ ไปเขียนบท เป็นแนวนั้นไปเลยเพราะชอบด้วย แต่เบื้องหน้ามันคือจุดที่คนสามารถมองเข้ามาแล้วพูดถึงเราได้ เราอยู่ในจุดที่รับรู้ทุกอย่าง แต่บางทีเราปกป้องตัวเองไม่ได้ หรือพูดอะไรเพื่อเคลียร์ไม่ได้ค่ะ”

แอลลี่ เคยถูกบูลลี่จนเสียเซลฟ์ แต่ความมั่นใจกลับมาเพราะคนรอบข้าง

ถึงแม้แรกๆ จะไม่มั่นใจในตัวเอง แต่ลึกๆ ก็มีความชอบเรื่องเพลงตลอด “หนูชอบร้องเพลงค่ะ แต่อีกความคิดนึงก็เฮ้ย ถ้าอยู่เบื้องหน้าแล้วร้องเพลง คนจะชอบมั้ย เราต้องกดดันตัวเองขนาดไหน มันจะเหนื่อยขนาดไหน ถามว่าชอบร้องเพลงตั้งแต่เมื่อไหร่ โห…จริงๆ หนูว่า 5-6 ขวบก็มีแล้วค่ะ อย่างรูปตอนหนู 2 ขวบ มันมีรูปนึงหนูถือไมค์ร้องเพลงตั้งแต่เด็กๆ แล้วค่ะ ชอบฟังเพลง ร้องเพลงในรถ ไปโรงเรียนอนุบาลเขามีเคารพธงชาติตอนเช้า มันก็มีเต้นตอนเช้าออกกำลังกาย แล้วหนูก็เอนจอยมากๆ มันเป็นสิ่งที่ทำให้หนูรู้ว่าเออ ชอบเต้น ชอบร้องเพลง

แต่หนูไม่กล้าประกวดเลย แต่เคยเข้าไปคลาสเต้น เป็นเต้นแจ๊สแดนซ์ ไปอยู่ทีมแจ๊สของโรงเรียนที่จะมีโชว์เต้นปลายปีตอนคริสต์มาส เรียนดราม่าที่โรงเรียน เรียนการแสดง ซึ่งเราได้ขึ้นแสดงปลายปีเหมือนกัน แต่ไม่กล้าไปประกวดเพราะกลัวแพ้ (หัวเราะ) แพ้ก็ฮือ เสียใจค่ะ หนูเป็นคนชอบแข่งขันกับตัวเอง แต่ไม่ได้รู้สึกว่าการแข่งขันกับคนอื่นสำคัญในชีวิตเราขนาดนั้น ไม่รู้สึกอยากแข่งขันกับใคร มิตรภาพเป็นสิ่งที่ดีกว่าค่ะ ชอบฟีลเหมือนตอนหนูไปทีมแจ๊ส ไม่ต้องแข่งกัน ทำงานเป็นทีม ในดราม่าทุกคนก็ช่วยกัน มันเลยสบายใจมากกว่าที่จะทำค่ะ”

ก้าวแรกสู่วงการ

ด้วยความที่แอลลี่เป็นลูกสาวสุดรักของนักร้องดัง อ่ำ อัมรินทร์ โอกาสการเข้าสู่วงการบันเทิงก็น่าจะง่าย แต่ในความเป็นจริงง่ายอย่างนั้นหรือไม่ แอลลี่บอกว่า “จริงๆ หนูรู้สึกว่าสิ่งที่อยากทำมาตลอดคืออยากไปในเส้นทางของตัวเองเหมือนกันค่ะ ก็ต้องขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงดูหนูมาแล้วให้คำแนะนำเรื่องในวงการ หนูก็ได้รับคำแนะนำจากคุณพ่อคุณแม่เยอะ ทำให้มีจุดเริ่มต้นที่เข้าใจมาตั้งแต่เริ่มแล้ว แต่หนูไม่ได้อยากพึ่งคุณพ่อคุณแม่ตลอด หนูอยากทำสิ่งนี้แล้วเขาต้องซัพพอร์ต หรือต้องผ่านคอนเน็กชั่นเขา

หนูก็มี independent (อิสระ) ประมาณนึงในเรื่องการทำงานและใช้ชีวิต หนูอยากทำอะไรในแบบของตัวเอง อยากลองผิดลองถูกเอง ถ้าคุณพ่อคุณแม่เตือนว่าอันนี้ลองไปก็เท่านั้น แต่หนูยังอยากทำอยู่ดีเพราะอยากเรียนรู้ด้วยตัวเอง หนูก็เลยอยากไปออดิชันมากๆ เพราะออดิชันคือการแข่งขันกับตัวเองมากๆ เลย เราต้องรับแรงกดดันทุกอย่างเอง ไปที่โน่นคืออยู่คนเดียว ไม่ได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ หนูก็เลยสบายใจกับตรงนี้ว่าเราได้พิสูจน์ตัวเองแล้ว ถึงแม้คุณพ่อคุณแม่อาจจะปลูกฝังหลายๆ อย่าง คำแนะนำเกี่ยวกับวงการให้เรา เพื่อให้เราเข้าใจ มีแพชชั่นตั้งแต่เด็กๆ แต่หลังจากนั้นหนูก็เป็นคนสร้างขึ้นมาเอง

แอลลี่ เคยถูกบูลลี่จนเสียเซลฟ์ แต่ความมั่นใจกลับมาเพราะคนรอบข้าง

อย่างที่ไปเล่นภาพยนตร์น้อง พี่ ที่รัก อันนั้นไปแคสต์เอง จริงๆ วันนั้นได้รับสายเข้ามา พี่เขาติดต่อมาว่าลองไปแคสต์ได้มั้ย ตอนนั้นไม่รู้ว่าเล่นเป็นบทไหนด้วยค่ะ เขาบอกว่ามีหนังเรื่องนี้และเล่นเป็นเวอร์ชันเด็กของคาแรกเตอร์นึง เราก็ถามว่าเล่นเป็นใครเพราะอยากรู้ เขาก็ไม่บอกอะไรเลยค่ะ หนูก็แค่เข้าไปโดยไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ หนูก็เห็นเด็กผู้หญิงเดินออกมาหลายๆ คน แต่ ณ ตอนนั้นหนูแค่รู้สึกว่าไม่เคยแสดงมาก่อน หนูไม่ได้เก่งเรื่องการแสดงขนาดนั้น เข้าไปเพื่อเก็บประสบการณ์เฉยๆ ค่ะ ถ้าได้ก็ดีมาก ไม่ได้ไม่เป็นไร เพราะคนอื่นน่าจะมีประสบการณ์ในการแคสต์มากกว่าหนู ถ้าเขาได้ก็โอเคมากๆ”

ถามว่าพอได้ลองเปิดโอกาสให้ตัวเอง ทำให้รู้สึกดีมากขึ้นไหม จากที่เคยไม่มั่นใจในตัวเอง แอลลี่บอกว่า “รู้สึกดีขึ้นนะคะ พอเรากลัวไปทุกอย่างมันเหมือนปิดกั้นตัวเองจากโอกาสใหม่ๆ ค่ะ หนูรู้สึกว่าตอนที่เดบิวต์ หนูเป็นคนที่ปิดกั้นกับหลายๆ อย่างมาก ตอนแรกที่ไปรายการ The Wall Song ที่เป็นนักร้องหลังกำแพงของพี่ตู่ ภพธร หนูไม่กล้าไป เพราะหนูรู้สึกว่าหนูไม่ได้ร้องเพลงดีขนาดนั้น เอาหนูไปแล้วจะดีเหรอ หนูไม่ไปได้มั้ย เพราะไม่มั่นใจในตัวเองมากๆ คือหนูต้องขอบคุณพระเจ้าที่พี่ๆ เขาบังคับให้หนูไป พอหนูไปและไม่ปิดกั้นตัวเอง มันพาเราไปถึงจุดที่เราไม่ได้คาดหวังอะไรเลย แต่เจอโอกาสใหม่ๆ ได้ และมันดีมากๆ ค่ะ”

เมื่อได้เป็นนักร้อง

ส่วนที่มาที่ไปของการร่วมงานกับค่าย 411 Music แอลลี่บอกว่า “ตอนนั้นหนูไปคอนเสิร์ตเกาหลีงานหนึ่ง แล้วอากึ้งเขาเห็น เขาน่าจะเห็นหนูตอนเด็กๆ เขาก็ถามว่าชอบเกาหลีเหรอ เข้ามาคุยมั้ย เพราะว่ากำลังจะทำค่ายเพลง ตอนนั้นหนูกำลังเรียนเต้นประมาณ 1-2 คลาสเพราะอยากไปออดิชัน คือตอนแรกหนูจะไปออดิชันค่ายอื่นแล้ว ตอนนั้นหนูเปิดรับอะไรก็ได้ พี่ที่สอนเต้นก็บอกว่ามีที่นั่นที่นี่อยากลองไปมั้ย

แต่พอเจออากึ้งแล้วรู้สึกว่า vision ตรงกัน คือที่อื่นมันอาจไม่ได้มีโอกาสเข้าไปคุยว่า vision ของเราเป็นยังไง เราคาดหวังอะไรกับตัวเอง แต่ที่นี่พอได้เข้าไปคุยก่อนก็รู้สึกว่าเขาเปิดโอกาสให้หนูได้พูดว่าหนูต้องการอะไรค่ะ ก็คิดว่าไม่ลองไม่รู้ ก็ลองไปก่อนแล้วกัน อากึ้งเป็นผู้บริหารที่เลี้ยงหนูเหมือนหลาน หนูรู้สึกว่าอยู่ค่ายนี้ไม่ได้เป็นฟีลแบบธุรกิจจ๋า ติดต่อกันแค่ตอนที่ต้องการอะไร แต่อากึ้งจะเรียกหนูเข้ามาคุยว่ามีอัปเดตอะไรบ้าง ชีวิตช่วงนี้รู้สึกยังไง เครียดมั้ย มีเรื่องอะไรอยากจะเล่ามั้ย

แอลลี่ เคยถูกบูลลี่จนเสียเซลฟ์ แต่ความมั่นใจกลับมาเพราะคนรอบข้าง

ตอนแรกๆ ไม่ค่อยกล้าคุยกับอากึ้งเท่าไร แต่พอหนูโตขึ้นก็รู้สึกว่าหนูไม่ได้มีอะไรจะปิดบังอยู่แล้ว เขาก็คือผู้ใหญ่คนนึงที่เห็นหนูมาตั้งแต่เล็ก เขาก็เป็นคนที่คุมงานของเราด้วย เวลาไม่สบายใจอะไรก็อยากจะ discuss กับเขาว่าพอจะมีวิธีไหนที่จะ compromise (ประนีประนอม) ทั้งสองฝ่าย ก็จะเป็นฟีลคุณอ๊าคุณอา ทำงานที่นี่แล้วรู้สึกบันเทิงดี จริงๆ ก็มีเรื่องเครียดนะคะ แต่หนูก็มองว่าเป็นเรื่องบันเทิงไป ในชีวิตเรามันก็ต้องเจอปัญหา แต่ขึ้นอยู่กับว่าทีมเวิร์กดีแค่ไหน เราจะช่วยกันแก้ได้มั้ยค่ะ”

ถูกบูลลี่จนเสียเซลฟ์

เมื่อเข้ามาในวงการบันเทิงก็มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ และเจอกระแสบูลลี่อย่างหนักในช่วงแรก ถามว่าผ่านตรงนั้นมาอย่างไรบ้าง นักร้องสาวหน้าใสตอบว่า “ถ้าบอกตามตรง ตอนเดบิวต์รับไม่ได้เลย เสียใจมาก (เน้นเสียง) จนไม่มั่นใจในตัวเอง นั่นคือช่วงที่ไม่กล้าไปออกรายการ The Wall Song ด้วยค่ะ เพราะช่วงนั้นโดนทั้งเรื่องหน้าตา Performance บอกไม่เห็นจะเก่งตรงไหนเลย หน้าตาน่าเกลียด คือไปในแนวที่ไม่ได้ติเพื่อก่อ มันไปในแนวด่าเลย

ถ้าเป็นคอมเมนต์ติเพื่อก่อ ปกติหนูอ่านแล้วจะปรับปรุงอยู่แล้ว แต่พอเป็นคอมเมนต์บูลลี่ ตอนนั้นไม่มั่นใจตัวเองไปเลย ไม่กล้าพูด พอเขาบอกแอลลี่ไม่มีเสน่ห์เวลาพูด เวลาไปออกรายการ ด้วยความที่หนูขี้อาย เสียงเบา หนูก็พยายามปรับเสียงให้น่าฟังมากขึ้น แต่ช่วงนั้นหนูอาย แล้วด้วยความที่เด็ก ไม่เคยไปออกทีวีคนเดียว มันต้องปรับตัวเยอะ และมีคอมเมนต์แบบนั้น ก็รู้สึกว่าถ้าหนูพูดแล้วไม่โอเค หนูไม่พูดเลยดีมั้ย หนูเสียใจ เราก็พยายามในส่วนของเรา อยากค่อยๆ ไป แต่ ณ ตอนนั้นรู้สึกเหมือนหนูทำอะไรก็ไม่ดีค่ะ”

ถามว่าตอนนั้นท้อมั้ย แอลลี่บอกว่า “ท้อมากๆ หนูทำสิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพราะว่าเพื่อผลประโยชน์เรื่องเงินทอง หรือความดัง มันเป็นสิ่งที่หนูรักที่จะทำจริงๆ เวลาขึ้นไปบนสเตจแล้วได้รับพลังมา นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดในการเป็นศิลปินสำหรับหนูแล้ว มันคือความสุขของหนู”

แอลลี่ เคยถูกบูลลี่จนเสียเซลฟ์ แต่ความมั่นใจกลับมาเพราะคนรอบข้าง

แอลลี่บอกว่า พอได้คุยกับคนรอบข้าง มีใครอยู่ข้างๆ และทำให้มีความมั่นใจเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ช่วงนั้นไม่ได้มีเพื่อน หรือใครที่ชม แต่ว่าหลังๆ มีเพื่อนสนิทที่คอยบอกว่าวันนี้เก่งมากเลย ทำดีมากแล้วนะ ทำให้รู้สึกว่าจริงๆ คนที่เรารัก แค่เขาให้กำลังใจเรา สามารถทำให้ความรู้สึกด้านลบหายไปหมดเลย เราก็ให้คุณค่ากับคนที่รักเรามากๆ เขาทำให้เราหายกังวลเรื่องหน้าตา ความเก่ง เพราะเขารักและหวังดีกับเรา ถ้ามีอะไรเขาก็จะคอยเตือนตลอด

ส่วนกำลังใจจากพ่อแม่ แอลลี่บอกว่า “แม่ก็บอกว่าไม่ต้องไปสนใจ เพราะมันก็คือมุมมองของคนค่ะ สมมติเขาไม่ชอบหน้าตาไทป์นี้ก็คือมุมมองของเขา ในการใช้ชีวิตของหนู หนูรู้สึกว่าเรื่องหน้าตาไม่ได้สำคัญอะไร ทุกคนก็เกิดมาเป็นตัวเอง เรื่องหน้าตารูปร่างก็คือตัวเรา มันไม่เห็นจะต้องออกความคิดเห็นเลยว่าชุดไม่สวย หน้าตาไม่ดี แทนที่จะชมกันเพื่อให้ทุกคนมั่นใจมากขึ้น ให้คนได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในการเป็นตัวเองมากขึ้น

หนูเลยไม่เข้าใจว่าเออ เราจะใช้ชีวิตแบบนั้นทำไม ท้ายที่สุดแล้วมันก็อาจทำให้เราไม่มีความสุขได้ ทำไมเราต้องว่าคนอื่น ถ้าเราไม่มีความ Negative ในตัวเองค่ะ ส่วนคุณพ่อจะให้กำลังใจอ้อมๆ มากกว่า พ่อก็จะส่งมาถามว่าทำงานสนุกมั้ย เวลามีผลงานอะไรก็จะอัดหน้าจอมาแล้วส่งมาในไลน์บอกว่าอันนี้ดีมากเลย เท่มากเลย หนูก็รู้สึกว่าก็ได้ปล่อยวางมากขึ้น สนุกมากขึ้นค่ะ”

แอลลี่ เคยถูกบูลลี่จนเสียเซลฟ์ แต่ความมั่นใจกลับมาเพราะคนรอบข้าง

กับชีวิตเป็นศิลปิน เป็นลูกคนดังที่ถูกจับตามองตั้งแต่เด็ก ถามว่าใช้ชีวิตยากมั้ย เจ้าตัวตอบว่า “หนูไม่ได้รู้สึกว่าใช้ชีวิตยากค่ะ เพราะหนูเป็นคนเลือกมาเส้นทางนี้เอง การที่เราเป็นบุคคลสาธารณะมันมีหลายๆ อย่างที่ต้องเสียสละเหมือนกัน ไม่ใช่เราจะเอาทุกอย่าง ออกไปข้างนอกแล้วทำเสียหาย ซึ่งเราอาจเป็นแรงบันดาลใจสำหรับน้องๆ หรือใครที่มองเราเป็นไอดอล เราก็ต้องระวัง ซึ่งเอาจริงๆ หนูว่าคำพูด หรือการกระทำเราต้องระมัดระวัง

ด้วยความที่หนูอยู่ในจุดนี้ อาจจะพูดอะไรยาก แต่คนที่ไม่มีรูปโปรไฟล์ แต่คอมเมนต์เสียหาย เขาสามารถพูดอะไรก็ได้ เอาจริงๆ หนูก็แข็งแกร่งพอที่จะข้ามมันไปได้ แต่สำหรับคนอื่น หนูรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ไม่ว่ากับใครก็ตาม ถ้าเขาไปพูดกับคนที่ไม่แข็งแกร่งพอ ไม่ได้มีภูมิต้านทานเรื่องแบบนี้ มันอาจจะมีเอฟเฟกต์กับเขาในทางแย่มากๆ เลยก็ได้

หนูคิดว่าการมาอยู่จุดนี้ก็ต้องแข็งแกร่งมากๆ ต้องเสียสละความเป็นส่วนตัว จะใช้ชีวิตแบบปาร์ตี้ไม่ได้ เพราะมีงาน มีการเรียนที่เราต้องรับผิดชอบ ซึ่งหนูโอเคกับสิ่งนี้ พ่อแม่สอนมาตลอดว่าถ้าอยากทำ รู้ไว้เลยนะว่านี่คือสิ่งที่แอลลี่อาจจะไม่ได้ทำ หนูก็โอเค ไม่เป็นไร ไม่อึดอัดเวลาใครมอง เอาจริงๆ รู้สึกขอบคุณด้วยซ้ำค่ะ เพราะว่าเวลาใครจำหนูได้และขอถ่ายรูป มันทำให้หนูมีความสุขมากๆ เลย ทำให้หนูรู้สึกว่าเฮ้ย ผลงานของเรามันไปถึงเขาด้วยเหรอ ดีใจที่เขาจำได้ค่ะ ไม่เคยรู้สึกอยากได้ความเป็นส่วนตัวอะไรเลย เราโอเคกับจุดๆ นี้ ไม่ได้กดดันอะไรค่ะ”

เพลงใหม่ล่าสุด

เราถามถึงเพลงใหม่ล่าสุด Boys Like You ถามว่า การทำงานครั้งนี้เป็นอย่างไร แอลลี่บอกว่า “เอ็มวีนี้ไปถ่ายทำที่เกาหลีค่ะ สไตลิ่ง หรือสไตลิสต์ก็จะเป็นที่โน่นหมดเลย ทีมงานก็เป็นที่โน่น มันก็เลยมีความชุดล้ำๆ นิดๆ เหมือนชุดบางอันก็เหมือนเป็นแอลลี่ในเวอร์ชันโตขึ้นมากๆ หนูห่างหายจากงานเพลงมา 2 ปี เป็น 2 ปีที่ไม่มีผลงานเพลง ก็อยากโชว์ลุคใหม่ๆ ให้ได้ตื่นเต้น หายไป 2 ปี แอลลี่พัฒนาขึ้นในด้านไหนบ้าง ปีนี้จะมี 2 เพลงให้ได้ฟังกัน คือเพลงนี้กับเพลง Heartbeat ซึ่งเพลงนี้หนูแต่งขึ้นมาเอง ทำเองหลายส่วนเลย เป็นเพลงที่เป็นตัวหนูมากๆ ฟังง่าย คอนทราสต์กับเพลง Boys Like You ค่ะ

อย่าง Boys Like You ก็อัดเสียงที่เกาหลี จริงๆ เพลงนี้ได้มานานมากแล้วตั้งแต่เดือน 2-3 แต่ว่ามีพาร์ทที่ต้องบินไปเกาหลีทำโปรดักชั่น บินไปเกาหลีเดือน 4 แล้วเพิ่งเสร็จตอนนี้ค่ะ ค่อนข้างนานมากๆ ถามว่าเพลงนี้สะท้อนตัวตนมากแค่ไหน หนูว่าความสดใสของเพลง energetic ต่างๆ มันบ่งบอกถึงความเป็นตัวหนูส่วนนึง เพลงนี้มีเนื้อหาว่าชอบใครก็บอกไปตรงๆ เก็บไว้คนเดียวมันอึดอัดใจ ร่วมงานกับทีมเกาหลีก็เข้มข้นดีค่ะ ตอนเป็น trainee มันจะไม่ค่อยได้ออกความคิดเห็นเยอะ แค่ฟังและทำตามทุกอย่าง แต่รอบนี้เหมือนได้ discuss มากขึ้น อะไรคือสิ่งที่หนูอยากได้ มันเลยมีความเป็นหนูอยู่เยอะมากๆ”

แอลลี่ เคยถูกบูลลี่จนเสียเซลฟ์ แต่ความมั่นใจกลับมาเพราะคนรอบข้าง

ถามว่าเพลงออกมาแล้วเป็นไง นักร้องสาวบอกว่า “พอทุกอย่างออกมาก็โล่งอยู่ค่ะ จริงๆ หนูไม่ได้คาดหวังอะไรเยอะกับเพลงนี้ขนาดนั้น ไม่ได้คาดหวังเรื่องตัวเลข มันแค่มีความอยากทำ เรารอคอยมานาน พี่ๆ แฟนคลับรอนานขนาดไหน ทำให้เราอยากออกเร็วขึ้น อยากทำเพลงได้เยอะกว่านี้ค่ะ กับคอมเมนต์ต่างๆ ก็เข้าไปอ่านค่ะ เราก็ดีใจ คือปกติผลงานที่ออกไปจะเป็นผลงานจากลูกค้ามากกว่า ซึ่งเป็นผลงานจากลูกค้าที่น่ารักที่ให้เราทำ พออันนี้เป็นฟีลตัวแอลลี่มากๆ มันเลยโล่งใจนิดนึง นี่คือตัวเรา เราดีใจที่คนได้เห็นผลงานจากเราแล้วชอบค่ะ

อยากทำเพลงมากกว่านี้ เพราะว่าพอเราห่างหายไปนาน เรารู้แล้วว่า consistency (ความสม่ำเสมอ) เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการปล่อยเพลง การเป็นศิลปิน เหมือนโอกาสบางอย่างมันอาจจะเสียไป เพราะเราไม่มีเพลงพอ ไม่ต่อเนื่อง หนูอยากเล่นคอนเสิร์ต เล่นไลฟ์โชว์มากๆ แต่ด้วยความที่เพลงมันน้อยก็ยากที่จะจัดโชว์ เพราะมีอยู่ 2 เพลง มันก็เลยทำยากนิดนึง”

แฮปปี้กับสิ่งที่เป็น

อายุเพียง 18 ปี แต่มีผลงานออกมาหลายอย่าง ถามว่ารู้สึกยังไง แอลลี่บอกว่า “พอมองกลับไปก็คิดว่าหนูทำอะไรมาเยอะเหมือนกันนะ (หัวเราะ) เอาจริงๆ ขอบคุณตัวเองแล้วกัน ขอบคุณทุกโอกาสในชีวิต ขอบคุณตัวเองตอนเด็กๆ ที่ตอนนั้นกล้าแสดงออก มันสอนให้หนูรู้หลายๆ อย่าง พอเราโดนคอมเมนต์อะไร มันทำให้เป็นหนูทุกวันนี้ ถ้าหนูไม่มีพื้นที่ที่จะกล้าพูด หนูอาจจะไม่ได้รับประสบการณ์หลายๆ อย่างในชีวิตอย่างทุกวันนี้”

ถามว่าเคยคิดจะไปเป็นศิลปิน K-POP เหมือนรุ่นพี่หลายๆ คนแบบเต็มตัวเลยไหม เจ้าตัวตอบ “จริงๆ หนูแฮปปี้กับตรงนี้ รู้สึกว่าไปตรงนั้นมันก็เป็นจุดที่ดีมากๆ พี่เขาเก่งมากๆ ที่ไปถึงจุดนั้น แต่สำหรับหนูเอง หนูชอบทำงานที่ไทย ชอบวงการบันเทิงไทย หนูรู้สึกว่า T-POP กำลังมา อยากอยู่ในวงการนี้ มันสนุกค่ะ จะได้ไม่ต้องอยู่ไกลจากบ้านไปขนาดนั้น ความสบายใจด้วยค่ะ หนูรู้สึกว่าในวงการ T-POP มาพอดี เราก็อยู่ตรงนี้พอดี หนูรู้สึก Thankful ที่ที่หนูอยู่ ที่ที่หนูเป็นค่ะ

แอลลี่ เคยถูกบูลลี่จนเสียเซลฟ์ แต่ความมั่นใจกลับมาเพราะคนรอบข้าง

แล้วได้อยู่ใกล้คุณพ่อคุณแม่ด้วย ด้วยความที่เป็นลูกคนเดียว หนูก็อยากดูแลคุณพ่อคุณแม่ ถ้าสามารถไปถึงจุดนั้นได้ก็ต้องห่างกัน วันนี้ก็ค่อนข้างสานฝันอยู่ค่ะ จริงๆ หนูก็ได้ลองใช้ชีวิตอยู่คนเดียวที่โน่นแล้ว หนูรู้สึกว่ามันโอเคจุดนึงค่ะ แต่หนูก็ยังรู้สึกว่าที่นี่มีความสบายใจ การพูดคุยสัมภาษณ์หนูเป็นตัวเองได้มากกว่า เพราะที่โน่นด้วยภาษา วัฒนธรรมต่างๆ หนูยังไม่ได้กล้าพอค่ะ อยู่ที่นี่หนูก็สื่อสารได้ดีกว่า”

ส่วนแพลนผลงานใหม่ๆ นักร้องสาวบอกว่า จริงๆ อยากมีงานแสดง อยากลองเล่นซีรีส์ดู แต่ตอนนี้ยังเปิดเผยไม่ได้ กว่าจะออกคงอีกนานมาก ในเรื่องงานเพลงใหม่ๆ หลังจาก 2 เพลงในปีนี้ แอลลี่บอกว่า “หวังว่าจะมีอีก เพราะหนูไม่อยากหายไป มัน 2 ปีแล้ว แต่ว่าปีหน้าน่าจะมีแหละค่ะ”

ไม่ทิ้งการเรียน

งานแน่นขนาดนี้ ถามว่าเรื่องเรียนเป็นอย่างไร นักร้องสาวหน้าใสเล่าถึงการเรียนในระดับปริญญาตรี สาขาธุรกิจการดนตรีมืออาชีพ (หลักสูตรออนไลน์) จากวิทยาลัยดนตรีทรัสตีและเบิร์กลี ให้ฟังว่า “เรื่องเรียนหนูเรียนตรงสายกับตัวเองมากๆ ค่ะ เรียน Music Business มันเลยเข้าใจ เรารู้และเอนจอยกับการเรียน ทำให้หนูรู้จักองค์กรมากขึ้น เข้าใจค่าย เข้าใจลำดับการทำงานมันเป็นยังไง

ตอนนี้เรียนออนไลน์ที่เบิร์กลีย์ บอสตันค่ะ แต่มันเป็นออนไลน์ หนูเลยไม่ได้มีโอกาสไปเรียนที่โน่น เพราะด้วยงานที่นี่ด้วยค่ะ ตอนนี้กำลังจะจบปี 1 แล้วค่ะ ถามว่ายากมั้ย การบ้านเยอะมากค่ะ (ยิ้ม) คือมันก็ยาก แต่ว่าหนูกดดันตัวเองว่าต้องทำให้ได้ ไม่รู้ก็หาข้อมูลค่ะ ก็เลยพอได้อยู่ระดับนึง (หัวเราะ)”

ถามว่า แบ่งเวลายังไง ได้นอนบ้างไหม แอลลี่บอก “เอาจริงๆ หนูไม่รู้ว่าทำได้ยังไง (หัวเราะ) ก่อนหน้านี้ก็หนักแล้วค่ะ แต่จะมาหนักช่วงนี้ เพราะปล่อยเพลงด้วย การบ้านด้วย แต่ว่าหนูก็พยายามแบ่งเวลาให้ดีที่สุด ทำงานมากสุดตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม กลับไปทำการบ้านถึงตี 1 ค่ะ บางวันมีคลาสตี 2 ก็ต้องเข้า ก็พยายามสู้ฮึบเข้าไว้ค่ะ เอาจริงๆ หนูเกรงใจพี่ๆ มาก เวลาทำงานหนูอยากมีเอนเนอร์จี้ตลอดเวลา แต่ว่าบางทีตาหนูมันล้า แต่จริงๆ หนูสนุกมากๆ ที่จะได้มาทำงานค่ะ”

แอลลี่ เคยถูกบูลลี่จนเสียเซลฟ์ แต่ความมั่นใจกลับมาเพราะคนรอบข้าง

งานหนัก เรียนเยอะ แทบไม่มีเวลานอน เรื่องความรักคงไม่ต้องถาม เพราะไม่มีแน่ๆ แอลลี่หัวเราะก่อนบอกว่า “ใช่ค่ะ หนูรู้สึกว่าเรื่องความรักเป็นไปตามชีวิตแล้วกันค่ะ หนูไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องผิดอะไรนะคะ สำหรับหนูเป็นเรื่องที่ดีถ้าได้เจอคนดีๆ แต่ด้วยเวลาของหนูมันไม่ได้ พ่อแม่ไม่ได้ห้ามนะคะ แต่ค่ายไม่รู้ห้ามหรือเปล่า (หัวเราะ) พ่อแม่ไม่ได้หวงขนาดนั้นค่ะ เขาแค่หวังดี อยากให้เจอคนดีๆ เวลามีอะไร เขาก็เตือนแหละค่ะ

ก็มีคนเข้ามาคุย แต่เป็นฟีลเพื่อนมากกว่า เพราะปกติเวลาไปแฮงก์เอาต์ไปกลุ่มใหญ่ดีกว่าค่ะ เพราะเรามีเวลาจำกัดมากๆ ส่วนสเปกอืม…(นิ่งคิด) คนน่ารักแล้วกันค่ะ ชอบคนนิสัยน่ารัก คนที่หน้าตาน่ารัก น่ารักกับเราค่ะ หนูไม่ได้ฟิกซ์เรื่องหน้าตา รู้สึกว่าเอาความสบายใจและความเข้าใจไว้ก่อนดีกว่า เพราะว่าพออยู่วงการนี้แล้วมีอะไรหลายอย่าง ด้วยเรื่องงานอาจจะมีหลายอย่างที่ต้องทำความเข้าใจเข้าหากัน เลยคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเข้าใจและยอมรับกันและกันได้ค่ะ”

ปิดท้ายแอลลี่ฝากถึงแฟนๆ ที่ติดตามผลงานมาตลอด “อยากขอบคุณแล้วกันค่ะ การที่หนูได้มาอยู่จุดนี้ หนูรู้สึกว่าอีกสิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือแฟนๆ พี่ๆ ที่ติดตามหนู หรือใครก็ตามที่เห็นหนูผ่านๆ แค่เอ็นดูหนูก็ดีใจแล้วค่ะ หนูทำตรงนี้แล้วมีความสุข ก็อยากให้ความสุขกลับไปหาเขาด้วย ไม่ได้หวังอะไรมากกว่านั้น อยากให้เขาได้รับเอนเนอร์จี้ดีๆ กลับไปเวลาที่เจอหนู เป็นโมเมนต์ที่ดีในวันของเขาค่ะ ขอบคุณพี่ๆ แฟนคลับที่ซัพพอร์ต รอหนูมายาวนานมากๆ ขอบคุณจริงๆ ที่ไม่ทิ้งกันค่ะ”.

ผู้เขียน : Penguin บินได้
ภาพ : เอกลักษณ์ ไม่น้อย
กราฟิก : Jutaphun Sooksamphun

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2523191
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2523191




บัตรกดเงินสด ซิตี้ เรดดี้เครดิต

บัตรเครดิต ซิตี้ ลาซาด้า

บัตรเครดิตซิตี้ แกร็บ

บัตรเครดิต ซิตี้ แคชแบ็ก แพลตตินั่ม

บัตรเครดิต ซิตี้ รีวอร์ด