เรื่องเล็กไม่กลายเป็นเรื่องใหญ่! “ตู่ ปิยวดี”ยกหูเคลียร์ “กลัฟ”ปมดราม่ากล้องไม่จับ!


ให้คะแนน


แชร์

ออกมาขอโทษไปแล้วสำหรับเรื่องราวดราม่าในงาน “ดวงใจเทวพรหม Sports Day” ที่เกิดความผิดพลาดกล้องไม่จับภาพและไม่ขึ้นชื่อพระเอก ‘กลัฟ คณาวุฒิ’ คนเดียว ในขณะที่คนอื่นๆ มีชื่อครบถ้วน ทำเอาผู้จัดละครคนดัง “ตู่ ปิยวดี” ทัวร์ลงยับในโลกออนไลน์จนต้องมาชี้แจงว่า ไม่ได้รักเด็กในช่องไม่เท่ากัน และมันเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค และคุยกับกลัฟเข้าใจแล้ว ล่าสุดเจอตัวในงานฉลองครบรอบ 9 ปี ของ MARIZA WELLNESS CLINIC และ 16 ปี Slim Concept เลยไม่พลาดต้องถามถึงเรื่องนี้สักหน่อย และเรื่องที่สามีอย่าง มาวิน ทวีผล ป่วยหนักจากการแกะสิวจนต้องคว้านเนื้อออก

ตู่ เผยว่า “เรื่องคุณมาวินเข้าโรงพยาบาลคือเดือนที่แล้วเข้าโรงพยาบาลไปประมาณ 15 วัน 15 คืน ก็เริ่มจากอาการที่เป็นหูอักเสบก่อน ซึ่งเป็นหูอักเสบชั้นลึก ซึ่งยังโชคดีที่แบบมันลึกลงได้ล่าง ไม่ได้เข้าไปในแก้วหู ก็อันนั้นก็นอนไป 10 คืน แต่คุณหมอบอกว่า ถ้าสมมุติลงไปได้ล่าง ลึกกว่านี้ ก็อาจจะต้องกรีดหน้าแล้ว มันเป็นอุทาหรณ์เลยค่ะ ว่าเป็นสิวอย่าแคะ แต่ว่าคุณหมอ เอาแบคทีเรียที่ติดเชื้อไปเพราะเชื้อแล้ว ก็คือเป็นแบคทีเรียที่อยู่บนผิวหนังเราทั่วไปเลย ก็คือเป็นจังหวะอันโชคร้ายที่เผอิญไปติดเชื้อ จริงแล้วมันเป็นแบคทีเรียทั่วไปที่ทุกคนเจอได้ และพออีกหนึ่งคือเป็นหวัดแต่ว่าดันลงปอด ก็เลยทำให้ปอดเป็นฝ้า คุณหมอบอกว่า อารมณ์เหมือนเป็นลองโควิด ที่พอให้ยาไปแล้ว อาการดีขึ้นเราต้องให้เวลามันฮีลตัวเอง จะไม่สามารถที่จะหายได้เลย บางครั้งก็อาจจะ 1 เดือนถึง 2 เดือน ซึ่งคุณหมอบอกว่าเป็นที่ดวง เพราะคนเป็นหวัดปกติเขาก็ไปแค่หลอดลม แต่นี่ทำไมถึงลงปอด คุณหมอก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นไปได้ขนาดนั้น อย่างเขาเองปกติคือเขาเป็นคนแข็งแรงมาก แต่ว่าถึงบอกว่ามันเป็นจังหวะ อาจจะเป็นช่วงดวงตกนิดหนึ่ง ซึ่งเราเองจริงๆ ก็มีนัดกันไปทำบุญก่อนหน้านั้นแล้ว เพราะว่าไปฟังดวงเขามา ว่าเขาจะต้องมาก่อนเสียเลือด แล้วก็ตอนที่หมอดูพูด เขาบอกให้เราไปบริจาคเลือด ก็คุยกับเขานะว่า เธอต้องไปบริจาคเลือดนะ แต่ยังไม่ทันบริจาคก็คือเสียเลือดก่อน ก็เลยต้องมีการผ่าตัด”

“ส่วนดราม่าก่อนหน้านี้ ก็จะมีเรื่องความผิดพลาดในงานดวงใจเทวพรหม Sports Day ซึ่งงานนี้เราเตรียมตัวกันมาตั้งแต่มีนาคม กว่าจะถึงงาน ก็จริงๆ แล้วก่อนวันงาน เราก็มีการซ้อมทุกอย่าง ซึ่งการซ้อมนั้นปกติหมดทุกอย่าง แต่พอตอนที่เริ่มงานจริง มันเกิดการผิดพลาดทางเทคนิคด้านภาพจริงๆ คือเกิดจากความไม่ตั้งใจ ซึ่งหลังจากวันงานวันหนึ่ง ก็ได้คุยกับกลัฟ โทรฯ หากลัฟ กลัฟบอกว่ากลัฟเข้าใจ เพราะว่าตอนซ้อมกลัฟก็ซ้อมอยู่ด้วย มันก็ไม่เกิดแต่ดันไปเกิดตอนจริง แต่น้องก็ให้สัมภาษณ์ว่าน้องก็ตกใจ แต่ตู่ก็เข้าใจว่ายังไงน้องก็ต้องตกใจ เพราะว่าพอเข้าหันมาแล้วจังหวะมันไม่ได้แล้วเขาเองก็คิดว่าเขาผิดคิวหรือเปล่า คือตกใจตัวเองก่อนด้วย ซึ่งน้องก็น่ารัก ที่แบบยังไม่ได้คิดว่าเป็นเพราะเทคนิคเลยนะ คิดว่าตัวเขาเองที่ผิดคิว ก็บอกขอโทษกลัฟไปว่าพี่ขอโทษจริงๆ นะ แต่ว่าก็อย่างที่บอกว่าเราก็เตรียมงานกันมานานแล้วก็ไม่ได้ให้เกิดขึ้น และตัวกลัฟเองก็เข้าใจ เราได้รับฟีดแบ็กในทวิตเยอะมาก ตอนแรกก็คือเข้าใจว่าแฟนคลับอาจจะกลัวน้องจะเสียใจหรือเปล่า กลัวน้องรู้สึกไม่ดี แต่ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่า เราก็ได้พูดคุยกับน้องแล้ว ซึ่งน้องเข้าใจมากๆ ว่า งานใหญ่ๆ แบบนี้โอกาสผิดพลาดมันเกิดขึ้นได้ และก็ไม่มีใครอยากให้เกิด อย่างตู่เองเป็นผู้บริหาร เราเตรียมงานกันมาหลายเดือน เราก็ไม่อยากให้เกิด แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ทางเราก็พร้อมที่จะขอโทษทางกลัฟ แต่ว่ามันเกิดจากความไม่ตั้งใจค่ะ”

“ทำให้เราต้องปิดคอมเมนต์ ก็อย่างที่ให้สัมภาษณ์ไปเมื่อกี้ ถ้าเราอ่านมันอาจจะบั่นทอนเรา เราก็เลือกที่จะไม่อ่านดีกว่า เพราะว่าเราก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป เราก็เลือกที่จะไม่อ่านดีกว่า เพราะว่าบางคอมเมนต์ก็ต้องยอมรับว่า มันค่อนข้างแรง แล้วก็เราไม่สามารถที่จะบอกเขาได้ทุกคน หรือตอบได้ทุกคอมเมนต์ว่า ที่มันเกิดขึ้นจริงๆ มันเป็นอย่างไร และเรื่องนี้ก็ไม่มีปัญหาในการทำงานในอนาคตเลยเพราะว่าเดี๋ยวจะได้ร่วมงานกันในเร็วๆ นี้ด้วยค่ะ แต่ดราม่าอีกอันที่บอกว่าจะดันเด็กใหม่ไม่ดันกลัฟ จริงๆ ตั้งแต่กลัฟเข้ามาที่ช่อง กลัฟก็จะได้ประกบคู่กับนางเอกเบอร์ใหญ่ๆ ของช่อง อย่างพี่แอน ทองประสม เจนี่ ก็เป็นตัวรุ่นใหญ่ของเรา ตู่ว่ามันเป็นการกระจายงานมากกว่า แล้วก็คิวของน้องเองด้วย เราก็จะเห็นได้ว่าน้องเดินทางต่างประเทศบ่อยด้วย ตู่ว่ามันเป็นเรื่องของคิวในการจัดให้มันลงตัวกับเวลาของละครมากกว่า วันนั้นน้องก็ปกติ แต่อย่างที่บอกอาจจะมีงงนิดหน่อย แต่พออธิบายก็เข้าใจ แต่ว่าพอตู่ได้คุยกับกลัฟเอง มันก็จะง่าย แต่ตู่ไม่สามารถไปคุยกับแฟนคลับทุกคนได้ค่ะ”

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/news/3561950/
ขอขอบคุณ : https://www.dailynews.co.th/news/3561950/