เปิดใจ“ไอซ์ ปรีชญา” รถคว่ำหน้าเสียโฉม สู้กับความซึมเศร้าฝ่าวันร้ายๆมาได้


ให้คะแนน


แชร์

ถือเป็นนักแสดงสาวที่ผ่านเรื่องราวชีวิตมาอย่างหนักหน่วงมาก สำหรับสาว ไอซ์ ปรีชญา ซึ่งตัวเธอนั้นต้องประสบพบเจอกับอุบัติเหตุรถคว่ำในขณะที่ชีวิตเธอกำลังไปได้สวย จากอุบัติเหตุครั้งนั้น ทำให้ใบหน้าของสาวไอซ์เสียโฉมหนัก จนตัวเธอจิตตกป่วยเป็นซึมเศร้า อีกทั้งยังโดนคนรักทิ้งเธอไปในวันที่เธอต้องการกำลังใจมากที่สุด

โดยหลังจากรักษาตัวได้ดีขึ้น สาวไอซ์จึงได้ทำศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าที่ผ่านอุบัติเหตุครั้งนั้นมาให้ดีขึ้น แต่กลับโดนชาวเน็ตมากมายวิพากษ์วิจารณ์ถึงรูปลักษณ์ของเธอ ยิ่งกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้โรคซึมเศร้าของเธอรุนแรงมากยิ่งขึ้น ถึงขั้นอยากจบชีวิต

ล่าสุด ในรายการของ วู้ดดี้ วุฒิธร พิธีกรชื่อดัง ได้เชิญสาวไอซ์มาร่วมพูดคุยในช่อง Youtube WOODY ซึ่งสาวไอซ์ได้เปิดใจถึงเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมาว่า ในช่วงชีวิตที่ลำบากที่สุดของเธอต้องเจอกับสิ่งใดบ้าง ดังนี้

“หนูไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตประจำวันได้ เช่น การลุกออกจากเตียง การตื่นนอนคือเรื่องยากมากสำหรับคนเป็นโรคนี้ เหมือนกับว่าเราไม่อยากตื่นเพราะเรารู้ว่าตื่นมาแล้วเราเศร้า มันเริ่มมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เลยรู้สึกว่าเราแปลก เริ่มทานอาหารน้อยลง เราเบื่ออาหารหรือเปล่าก็ไม่น่าใช่ แล้วก็เริ่มนอนไม่หลับ ทีนี้เราเลยมาทำแบบทดสอบอินเทอร์เน็ต ปรากฏว่าถูกทุกข้อตรงหมดเลย หลังจากนั้นคือไอซ์ไปหาคุณหมอ คุณหมอบอกว่าเป็นเพราะพันธุกรรม อีกเรื่องคือเรื่องเครียดที่กระทบหรือเป็นภาวะสูญเสีย ตอนนั้นหนูยังไม่แน่ใจตัวเองว่าหนูเป็นหรือเปล่า แต่หลังจากนั้นหนูแน่ใจแล้ว และอีกส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากที่หนูประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ แล้วก็ถูกแฟนทิ้ง หนูรู้สึกว่ามันแย่จังเลยชีวิตช่วงนั้น ไอซ์คิดว่าตัวเองไม่สามารถกลับมาทำงานในวงการบันเทิงได้อีกต่อไปแล้ว เพราะว่าหน้าเราเสียโฉม คือมันแทบจะไหลออกมาแล้วอะลูกตา มันต้องใช้เวลาในการรักษาอยู่เป็นปีๆ เพื่อที่จะให้แผลมันยุบลงไป ซึ่งเจ็บมากๆ ด้วย

และเกี่ยวกันได้ยังไง เรื่องแฟนทิ้งใช่ไหม เพราะเราบอกเขาว่าเราอาจกลับมาหน้าตาไม่เหมือนเดิมแล้วนะ เขาไม่ได้บอกเลิกแต่หาย เวลานานมากกว่าหน้าจะเข้าที่ ประมาณสัก 3-4 ปีได้เลย ซึ่งไอซ์ไม่ส่องกระจกเลย ไอซ์ต้องเอาผมข้างหนึ่งมาบังหน้า เพื่อไม่อยากไม่ต้องการเห็นแผล เราเครียด เราไม่อยากส่องกระจกแล้ว ไม่อยากออกไปเจอใครแล้ว รู้สึกแย่ รู้สึกนอยด์บวกกับแฟนทิ้งอีก นอยด์หนักเลยตอนนั้น

“สภาวะจิตใจคือไม่อยากอยู่แล้ว คือรู้สึกว่าเราไม่มีอะไรจะเสีย เราผ่านเรื่องราวผ่านปัญหาผ่านการอุบัติเหตุ ผ่านอุปสรรคครั้งใหญ่มาแล้วในโลกนี้ที่เราเผชิญอยู่ เรารู้สึกว่ามันน่าจะเป็นช่วงที่แย่ที่สุด ไอซ์ไม่ได้ทานข้าวเลยเกือบอาทิตย์ แล้วไอซ์ก็วูบไปในห้องน้ำ หลังจากนั้นก็เข้าโรงพยาบาล มีอยู่วันหนึ่งรู้สึกว่าไม่อยากอยู่แล้ว และต้องการความช่วยเหลือมากๆ ตอนนั้นคนที่จะช่วยเหลือได้คือโรงพยาบาล ไอซ์โทรฯ ไปที่โรงพยาบาลบอกว่าหนูอยากตาย เขาก็บอกว่ารอแป๊บหนึ่ง แล้วให้หนูฟังเสียงรอสายอยู่ประมาณ 5 นาที เขาบอกว่าพอดีไม่มีแผนกนี้ต้องโอนสายไปโรงพยาบาล ในความคิดหนูตอนนั้นคนที่จะช่วยเราได้คือคุณหมอ ช่วยประคับประคองรักษาเรื่องสภาพจิตใจเราในตอนนั้น ไอซ์โทรฯ ไปประมาณ 5 โรงพยาบาล อีกโรงพยาบาลพยาบาลหนึ่งบอกอีกสามเดือนให้มา ค่อยมาทำนัดใหม่เพราะคิวไม่ว่าง ถ้าเป็นตอนนั้นหนูคงไม่ได้อยู่แล้ว หนูโทรฯ ไปจนได้โรงพยาบาลรักษาตัวมา แล้วก็ดีขึ้นแล้วค่ะ ก่อนหน้านี้เราปรึกษามาโดยตลอดและพยายามที่จะสู้กับมัน แย่แค่ไหนเราสู้ แต่เหมือนว่าโลกนี้ต้องรักษาและทดลองยาไปเรื่อยๆ เป็นระยะ ในช่วงที่ไอซ์รักษา มีอาการแพ้ยาถึงขั้นเห็นภาพหลอน เป็นภาพหลอนที่น่ากลัว มันอาจอยู่ใต้จิตสำนึกของเรา ครั้งแรกที่ได้กลับบ้าน อาการแพ้เกิดจากว่าเราต้องทานยาไปก่อนสักสองอาทิตย์ ถึงจะทราบว่าถูกกับยาตัวนี้ไหมเรา ไอซ์ทานอาทิตย์แรกไม่เป็นไร อาทิตย์ที่สอง ไอซ์เห็นภาพหลอน หลังจากนั้นก็รักษาด้วยยาตัวเดิมอยู่ เราไม่รู้ว่าแพ้ เราก็ทานอยู่ ทำไมไม่หาย สุดท้ายกรามไอซ์ค้าง ตาไอซ์ลืมกลับไปมองข้างหลังเหมือนผีเลย สภาพตอนนั้นไอซ์ยังกลัวตัวเองอยู่ว่าไอซ์เป็นได้ขนาดนี้ แล้วก็ต้องเข้าไอซียูเพื่อฉีดยา เพื่อนเป็นจุดสำคัญพื้นที่ปลอดภัย แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะเป็นครอบครัว สำหรับไอซ์คือเพื่อน”

ขอบคุณภาพประกอบจาก:WOODY

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/news/3612211/
ขอขอบคุณ : https://www.dailynews.co.th/news/3612211/