แมทธิว-ลีเดีย ออกอีเวนต์แรกหลังหายป่วยโควิด-19  เปิดใจหมดเปลือก ตั้งแต่เริ่มติดเชื้อจนรักษาหาย


แมทธิว-ลีเดีย ออกอีเวนต์แรกหลังหายป่วยโควิด-19 เปิดใจหมดเปลือก ตั้งแต่เริ่มติดเชื้อจนรักษาหาย

แมทธิว-ลีเดีย/วันที่23 พค.- เนื่องจากสภามวยแห่งเอเชียจะทำพิธีการมอบรางวัล “Heroes of Humanity” ยกย่องความกล้าหาญให้ แมทธิว-ลีเดีย ดีน ที่กล้าออกมาเปิดเผยความจริง จนสามารถควบคุมโรคระบาด โควิด-19 ที่มาจากสนามมวยได้สำเร็จ ณ สำนักงานใหญ่ สภามวยแห่งเอเชีย WBC ASIA ถนนพหลโยธิน ซอย 3 อนุสาวรีย์ชัยฯ กทม. และครั้งถือว่าเป็นการออกอีเวนต์ครั้งแรกหลังหายป่วยโควิด-19ซึ่งหลังจากจบงานทั้งคู่ได้เปิดใจกับสื่อถึงความรู้สึกต่างๆระหว่างรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลก จนกระทั่งรักษาหายจนออกจากโรงพยาบาลมาอยู่กับครอบครัวที่บ้าน

กดติดตามไลน์ ข่าวสด official account ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

พูดถึงรางวัลที่ได้รับวันนี้หน่อย?
แมทธิว : รู้สึกเป็นเกียรติมาก ๆ ครับ ที่ได้รับรางวัลจาก WBC ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลก ผมมีโอกาสได้ร่วมงานกับ WBC มาหลายปีแล้ว รู้สึกถึงการที่ WBC รักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เห็นถึงความสำคัญของโครงการทั่วโลกที่ดูแลสุขภาพของหลาย ๆ ท่านเลย วันนี้ก็ได้รับรางวัลที่มีชื่อว่า WBC Hero Award 2020 เราเองคงไม่ได้เป็นฮีโร่หรอกครับ เป็นแค่ชื่อรางวัล แต่ก็รู้สึกมีความภาคภูมิใจเล็กน้อยนิดหนึ่งกับสถานการณ์ที่เราต้องเจอในช่วงนั้นอาจจะทำให้คนไทยบางคนติดเชื้อโควิด-19 น้อยลง และเสียชีวิตน้อยลง ก็ต้องขอบคุณ WBC และWBC Asia อีกครั้งหนึ่งครับ

รู้สึกยังไงกับการที่คนยกให้เราเป็นฮีโร่?
แมทธิว : รู้สึกแปลก ๆ นิดหนึ่ง(หัวเราะ) เขิน ๆ อย่างที่บอกไปว่าฮีโร่ตัวจริงคือทางการแพทย์ คุณหมอ พยาบาลทั่วโลกเลย จริง ๆ เขาเป็นคนที่เราเห็นอยู่ทุกวัน เห็นถึงการเสียสละของพวกเขาจริง ๆ เขากินนอนอยู่โรงพยาบาลเป็นเดือน ๆ ไม่ได้กลับบ้านจริง ๆ เข้าก่อนเรา กลับหลังเรา 2-3 เดือน ผมว่านั่นคือสุดยอดของมนุษย์แล้วที่สามารถที่จะทำแบบนี้ได้ เพื่อที่จะดูแลสุขภาพของคนไทยและคนทั่วโลกได้ เห็นใจและขอบคุณเขามาก ๆ อีกครั้งหนึ่ง เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ น่าจะเป็นครั้งที่ล้านแล้ว อยากจะขอบคุณเขาเรื่อย ๆ เพรสะเรารู้สึกถึงความดีของพวกเขาจริง ๆ เราได้เจออย่างใกล้ชิด

ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง กำลังใจต่าง ๆนานา?
แมทธิว : โอเคนะครับ กำลังใจดี
ลีเดีย : ก็ดีนะคะ กำลังใจเยอะ ช่วงแรก ๆ ก็หนักที่สุดในชีวิตที่ต้องเจอ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าเราผ่านจุดที่ยากที่สุดมาแล้ว มันทำให้เรามองโลกอีกแบบหนึ่งเลย คือเราเห็นสิ่งที่สำคัญจริง ๆ ในชีวิต ช่วงเวลานี้เดียเชื่อว่าทุกคนได้หันกลับมามีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น ตอนนี้ในเรื่องของสุขภาพเราก็น่าสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์แล้วนะคะ เมื่อกี้เจอกับคุณหมอท่านก็บอกว่าเดียหายแล้ว อย่าวิตก คือเดียวิตกตลอดเวลาว่ามันจะกลับมาใหม่มั้ย มันจะทำให้เราไม่สบายอีกรอบมั้ย เป็นความกังวล เพราะที่ผ่านเหมือนเป็นการสู้ไม่ใช่แค่ร่างกายแต่คือการสู้ทั้งจิตใจและทุกอย่าง แต่ตอนนี้ก็รู้สึกว่าผ่านมาได้แล้ว ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นสำหรับเราและทุกคนหลังจากนี้ค่ะ

วันนี้เป็นการออกมาเจอผู้คนเยอะแยะเป็นครั้งแรกเลยมั้ย?
ลีเดีย : เป็นครั้งแรกที่ได้มาเจอคนเยอะขนาดนี้ ทำตัวไม่ถูก บอกไม่ถูกเหมือนกัน มีความกังวลเล็ก ๆ แต่ก็มีความโชคดีในความโชคร้ายที่เราติดโควิด-19 ตอนนี้เราหายเราก็รู้ว่าเรามีภูมิคุ้มกันแล้ว เพราะฉะนั้นเราคงไม่เป็นอะไรแล้ว แต่การที่ทุกคนมารวมกันแบบนี้ เลียก็รู้สึกเป็นห่วงคนอื่น ๆ มากกว่า เพราะเราเองถึงเจอเชื้ออีกรอบแต่อย่างน้อยเราก็มีภูมิในร่างกายไปแล้ว เราคงไม่เป็นอะไรมาก
แมทธิว : อยากให้ทุกคนระวังจริง ๆ ครับ เราไม่อยากให้ใครมาเจอแบบเรา มันทรมานทั้งร่างกายและจิตใจจริง ๆ ครับ ความเครียดเป็นสิ่งที่ทำให้เราเศร้าและกังวลมากที่สุด ฉะนั้นก็ยังคงต้องรักษาระยะห่าง ทำตามมาตรการของรัฐ ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เขาแนะนำ อย่าชะล่าใจจริง ๆ 1 เดือนในโรงพยาบาลไม่ใช่เรื่องสนุก ไม่ได้สบายอย่างที่หลายคนคิด มันมีหลายอย่าง ทั้งคิดถึงครอบครัว คิดถึงลูก คิดถึงคนที่อยู่รอบข้างเรา อย่าเจอกับมันดีที่สุด ต้องช่วยกัน ต้องกัดฟันสู้กันอีกสักระยะ การ์ดอย่าตก มันโดนกันทุกวงการ บันเทิง มวย ท่องเที่ยว ร้านอาหาร รู้สึกหมด เศร้าและรู้สึกเห็นใจจริง ๆ เรารู้ว่ามีคนลำบากกว่าเราเยอะเลย แต่ละวันไม่รู้จะกินอะไร เข้าใจครับ แต่ว่าเพื่อที่จะให้ประเทศไทยกลับมาเหมือนเดิม เราต้องสู้กับมันอีกสักนิด หาวิธีครับ ในช่วงเวลาแบบนี้ที่เครียดกันมาก ๆ และลำบากมาก ๆ คนเรามักจะมีอะไรมหัสจจรรย์ขึ้นมาในหัว เราจะเก่งขึ้นมาทันที ฉะนั้นลองดู อีกสักหน่อยกว่าวัคซีนจะมา เราจะกลับมาทำงานเหมือนเดิม สู้กันอีกสักพักหนึ่ง

วันแรกที่เราตรวจเจอก็มีคนเข้ามาให้กำลังใจ แต่อีกมุมก็มองว่าเราเป็นผู้กระจายเชื้อ รู้สึกน้อยใจมั้ย?
แมทธิว : มันก็มีหลายมุมครับ แต่บอกตรง ๆ ว่าช่วงแรกแทบจะไม่ได้ตามข่าวเลย ไม่ได้ดู ไม่มีเวลา ไม่มีความรู้สึกอยากจะดู อยากจะคุย อยากจะฟังใคร หรืออะไร เพราะยังกังวลกับสุขภาพของตัวเองอยู่ในตอนนั้น ผมพูดอยู่ตลอดว่าถ้าเกิดว่าการที่เราติดโควิด-19 ในครั้งนี้มันทำให้คนแม้แต่คนเดียวไม่ตายหรือไม่ติดเชื้อ ผมก็ดีใจแล้ว ผลอาจจะมีผลหลังจากที่เราได้ประกาศออกไปเราก็มีความหวังดี เป็นห่วงคนรอบข้าง ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เป็นห่วงทุกคนทุกคนที่เราเจอในตอนนั้นว่าเป็นแล้วก็ไม่รู้จะเป็นยังไง จะหนักแค่ไหน เราเองเป็นคนสุขภาพดี ค่อยข้างจะแข็งแรง ก็ยังไม่รู้เลยว่าเราจะทรุดเมื่อไหร่ ในอนาคตจะแย่ขนาดไหน เพราะฉะนั้นคนที่อายุมากกว่าเรา อ่อนแอมากกว่าเรา เป็นคนที่เสียงมากกว่าเรา เราไม่อยากให้ใครมาเป็น ต้องขอบคุณกำลังใจจากทุกฝ่ายมากกว่า กำลังจากทุกคนที่ส่งมาให้เรา ทั้งที่เคยเจอและไม่เคยเจอกันเลยในชีวิต บางคนสั่งแมสเสจยาวมากมาขอบคุณที่ทำให้เขาระวังมากขึ้น ทำให้บางอย่างในประเทศไทยเปลี่ยนไป รู้สึกดี ซาบซึ้ง กำลังใจตรงนี้แหละครับที่ทำให้เราสองคนผ่านตรงนี้ไปได้ อ่านแทบทุกข้อความจริง ๆ บางทีไม่ได้ตอบ เพราะมีเข้ามาเยอะทั้งในไอจีและเฟสบุ๊คต่าง ๆ เราเห็นอยู่นะครับ ทุกข้อความ ทุกกำลังใจ ทำให้เรามีแรงขึ้นอีกนิดหนึ่งทุกวัน เป็นสเต็ปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายคุณหมอวิชัยก็รักษาเราจนเราสามารถกลับบ้าน แทบจะเป็นวันที่ดีใจที่สุดในชีวิตเลย

ช่วงอยู่โรงพยาบาลร้องไห้บ่อยมั้ย?
แมทธิว : ผมไม่บ่อยมาก แต่เดียบ่อย ขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา บางวันก็ดี บางวันก็แย่
ลีเดีย : ของเราเองมันเรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่มีหลายอารมณ์มาก ตั้งแต่ช่วงแรกก็จะมีความกลัว ความวิตก เราจะตายมั้ย ลูกจะเป็นอะไรมั้ย คิดถึงลูก ต้องบอกตรงๆว่าบางวันตื่นมาแล้วไม่อยากตื่น เพราะตื่นมาแล้วต้องอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแล้วเป็นผู้ป่วยโควิด-19 เราก็รู้สึกว่าอย่างน้อยนอนต่อไปก็ได้ฝันว่าอยู่กับลูกได้ก็ได้ มันเป็นการสู้ที่ไม่ใช่แค่สู้กับไวรัส แต่สู้กับจิตใจตัวเองด้วยว่าเมื่อไหร่เราจะได้กลับบ้าน เมื่อไหร่จะได้เจอลูก เชื้อลงมาในปอดแล้วจะลามอีกมั้ย คุณหมอจะรักษาเราแล้วหายมั้ย ยาที่เรากินไปทั้งหมดมันจะฆ่าไวรัสหรือเปล่า หรือไวรัสมันยังมีชีวิตอยู่ มันมีหลายสิ่งหลายอย่างมากที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน แต่เราไม่มีคำตอบ ไม่มีใครตอบได้ว่าคุณจะหายมั้ย เชื้อจะลามหรือเปล่า คุณจะตายมั้ย มันจะออกเป็นผลลบได้เมื่อไหร่ มันมีหลายอย่างที่เราไม่รู้ มันทรมาน ในบางวันช่วงแรก ๆ เราพยายามเข้มแข็งไว้ ไม่มีร้องไห้ แต่พออยู่ไปนาน ๆ บางวันก็รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว จะมีร้องไห้ออกมาบ้าง

วันที่รู้ว่าผลเป็นลบเป็นยังไงบ้าง?
แมทธิว : เอาจริง ๆ มันนานมาก ผมตรวจประมาณ 13 ครั้ง ตรวจอยู่เรื่อย ๆ ก็บวกอยู่เรื่อย ๆ เหมือนกัน กลับมาที่จุดเดิมว่าไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นลบเมื่อไหร่ คุณหมอก็ไม่รู้ คุณหมอยังแปลกใจเลยในบางที เวลาผ่านไปนายเกือบเดือนแล้วนะยังเป็นบวกอยู่เหรอ เขาเองก็ตกใจ ฉะนั้นเราก็ทำใจไว้ก่อน แล้วมันมีลบถึงสองครั้งติดกันด้วย ที่ผ่านมาเราก็มีลบแล้วกลับมาบวกใหม่ก็มี ก็ต้องเริ่มต้นใหม่ ลุ้นให้มันกลับมาลบ
ลีเดีย : ดีใจมาก (หัวเราะ) มันลุ้นทุกครั้งที่ตรวจแล้วมันก็เป็นบวกทุกครั้ง จะ 20 หรือ 30 วันก็บวก เมื่อไหร่จะลบสักที ก็ทำให้เรารู้สึกปล่อยวาง ไม่ต้องคาดหวัง พอผลออกมาเป็นลบเรายังไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันเป็นลบ เพราะเราไม่ได้หวังให้มันเป็นลบ เพราะเราเจอบวกมาตลอด ทำให้เราผิดหวังมาตลอด

แมทธิว: ที่ผ่านมาเรามีลบติดกัน2ครั้งก็มี แล้วก็กลับมาบวกใหม่ก็มี ก็เท่ากับว่สลุ้นใหม่เลย ก็ต้องรอลุ้นกันต่อไป

พอผลเป็นบวก แล้วขั้นตอนการรักษามันมีขั้นตอนยังไงต่อ?
แมทธิว: รออย่างเดียวครับเพราะช่วงนั้นเรากินยากันแล้วตั้งแต่ช่วงแรกๆเลย

มีใจเสียไหม คนอื่นเค้าออกกันไปเรื่อยๆ?
ลีเดีย:ใจเสียตลอด ตลอดเวลาที่รักษาตัวมาก็มรเรื่องให้ดีใจ เสียใจ ใจเสีย ทุกอย่างมันขึ้นๆลงตลอดเวลา
แมทธิว :เวลาที่เห็นคนอื่นกลับบ้านก็ดีใจกลับเค้านะ แต่ว่าก็ทำใจ เพราะทุกคนไม่เหมือนกัน และคุณหมอเองก็ไม่มีคำตอบว่าทำไมคนนี้เป็นหนักกว่าเราเยอะเลย ปอดสีขาวหมดเลย แต่แป๊ปเดียวก็ลบแล้ว ทั้งที่เราปอดไม่เป็นเท่าเค้าเลย น้อยกว่าเยอะ แต่ก็อยู่ต่อไป มันแล้วแต่คนครับ ทุกคนไม่เหมือนกัน พออยู่ไปซักพักหนึ่งเราก็เริ่มเข้าใจว่าโควิด-19ไม่มีอะไรแน่นอน

ใครมีอาการหนักกว่ากัน?
แมทธิว:ถ้าตามร่างกายของเดียเป็นหนักกว่า ตอนแรกผมเป็นไข้และเป็นอะไรอื่นๆ แต่ว่าพอไปเช็คแล้วลงปอดน้อยกว่าของเดีย
ลีเดีย:ของพี่แมทจะลงแค่ข้างเดียว แต่ของเดียจะลงเป็นดวงๆ2ข้าง แล้วก็กระจายเป็นจุดเล็กๆตามปอด แต่ว่าคุณหมอบอกว่าเป็นเคสที่ไม่ได้หนักมาก ถึงแม้ลงปอดแล้วแต่ก็ยังเป็นเคสเบื้องต้นของอาการปอดบวม มันยังไม่ได้ลามเป็นฝ้าขึ้นมา

ตอนนี้สภาพปอดของเราเช็คอัพแล้วเป็นไงบ้าง ?
แมทธิว:ก็รู้สึกดีครับ พออยู่ไปซักพักก็มีการเริ่มเอ็กซเรย์ปอดเรื่อยๆ คุณหมอก็บอกว่ามีพัฒนาการไปในทางที่ดี ค่อยๆหายไป ค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆจน กลับมาบ้านแล้วก็เริ่มออกกำลังกายได้ แรกๆก็เหนื่อยครับเพราะว่าหยุดไปนาน แต่ก็ใช้เวลาฟื้นฟูเพิ่มระยะวิ่ง เพิ่มอะไรต่างๆจยฝนตอนนี้ของผมอยู่ที่ประมาณ95% ความฟิตจากแต่ก่อน
ลีเดีย:ของเดียก็เพิ่งจะเริ่มว่า100%อาทิตย์นี้ เพราะตอนที่พี่แมทออกจากโรงพยาบาลปอดเคลียร์หมดแล้ว แต่ของเดียยังเหลือดวงๆอยู่ทั้ง2ข้าง แต่น้อยลงกว่สช่วงแรกๆ แต่ว่าตอนที่ออกมาจากโรงพยาบาลมันก็ยังมีอาการ นิดๆหน่อยๆ เพราะบางทียังเจ็บในปอด ไอ แล้วก็มีเจ็บข้างขวาเวลาหายใจ มันรู้สึกแน่นๆ หายใจไม่ทั่วปอด แต่ว่ามันต้องใช้เวลา มันไม่ใช่เรื่องไวรัสนะ มันเป็นการฟื้นฟูของร่างกาย ของปอดเรา ต้องใช้ระยะเวลาซักพักหนึ่งถึงจะกลับมา100% ซึ่งเดียก็รู้สึกว่าเดียโอเคแล้ว

ช่วงแรกที่อยู่โรงพยาบาลเป็นวันครบรอบแต่งงาน หลายคนเห็นภาพก็ซึ้งไปด้วย?
แมทธิว:มันก็เป็นความบังเอิญแล้วก็เป็นความเศร้าไปในตัวว่าครบรอบแต่งงานห้าปีเราต้องอยู่กันคนละโรงพยาบาลเมื่อสักครู่ที่ถามว่าผมร้องไห้กันบ่อยไหมผมร้องไห้แค่2ครั้ง มันเศร้าจริงๆแต่ผมเป็นคนร้องไห้ยาก และวันนั้นวันแต่งงานก็เป็นวันที่ผมร้องไห้ ดูรูป ดูภาพ ดูวิดีโอเก่าๆของเรา แล้ววันนั้นเป็นวันที่เดียเพิ่งรู้ด้วยซ้ำว่าผลเป็นบวกเราจะต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยเพราะฉะนั้นวันนั้นก็เศร้ามากแต่ก็นึกถึงแต่สิ่งดีดีครับก็พยายามคิดดีในแง่บวกก็ มีการปรึกษาพูดคุยกับเพื่อนที่สนิท อาจารย์ คุณหมอต่างๆก็ให้กำลังใจในแง่บวกได้ดี หลังจากนี้เราออกจากโรงพยาบาลแล้วเราก็สามารถกลับมาอยู่ด้วยกันได้สามารถกลับไปอยู่ในครอบครัวกอดลูกได้ เรายังมีอนาคตอีกไกลที่ เรายังจะได้สนุกด้วยกันวันนั้นอาจจะเป็นแค่วันหนึ่งครั้งหนึ่งในโอกาสครบรอบแต่งงาน เรายังจะต้องฉลองด้วยกันอีกหลายปีแน่นอนครับ
ลีเดีย: คือตอนนั้นมันเป็นช่วงแรกจริงๆพวกเราน่าจะเป็น 100 คนแรกในประเทศไทยเลยยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ เราก็เลยพยายามถ่ายทอดข้อมูล

ทำให้มุมมองชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?
ลีเดีย:มันก็ทำให้เรา หาความสุขในสิ่งเล็กๆได้ ช่วงอยู่โรงพยาบาล แค่กลับมาทานข้าวได้หมดจาน มันก็เป็นความสุขเล็กๆ ทำให้มุมมองชีวิตสิ่งสำคัญต่างๆเปลี่ยนไป พอเราสองคนติด สิ่งที่กังวลที่สุดคือ พ่อแม่ของเราและคนในบ้านจะติดไป แต่โชคดีที่เป็นแค่เราสองคน ส่วนโมเมนต์พี่คิดถึงลูกจนเอาเสื้อมาดม ตอนนั้นคิดถึงลูกมาก

ตอนกลับมาบ้านเราก็เซอร์ไพรส์ลูกๆด้วย?
ลีเดีย:ตอนนั้นเราอยู่เป็นเดือนแล้วค่ะ คือตอนแรกเราก็คิดว่า เดี๋ยวยังไงเราก็จะได้เจอลูก 14 วันแป๊บเดียว แต่ว่าพอมันอยู่บ้าน 14 วันมันก็กลับบ้านไม่ได้ มันก็เริ่มไม่มีคำตอบว่าเมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน

แมทธิว:ก็เริ่มคิดถึงลูกมากขึ้นเรื่อยเรื่อยจนบางวันผมอยากจะบอกก็คือไม่อยากจะ FaceTime หาเขาเพราะว่าทำให้เราคิดถึงมากขึ้นจะทำให้เราเศร้าด้วยแต่ว่าก็ต้องทำเพราะว่าเค้าก็จะได้รับกำลังใจที่ดีตลอดเวลาเห็นหน้าเราเพราะว่าเค้าเห็นเราเค้าก็ดีใจแต่ว่าเราเห็นข่าวแล้วเศร้าเพราะฉะนั้นเราก็เลยขอสักนิดนึงขอเสื้อผ้าจากที่บ้านมาไว้ให้ได้กินเด็กจะได้มีกำลังใจมากขึ้น
ลีเดีย:ดีแลนต้องบอกว่าเป็นเด็ก3ขวบที่แกร่งมาก ตลอดที่เฟสไทม์คุยกันกับแม่ไม่มีร้องไห้เลยแม้แต่ครั้งเดียว และเดียเองนึกภาพไม่ออกว่าถ้าลูกร้องไห้จะเป็นยังไง แต่ดีแลนร่าเริงเป็นปกติ ไม่ทำให้เรารู้สึกกังวล ไม่ทำให้เป็นห่วง ถือว่าเป็นเด็กที่สตรองมาก

น้องเข้าใจมั้ยว่าพ่อแม่หายไปไหน ?
ลีเดีย: เค้าเข้าใจ ว่าพ่อแม่ไม่สบาย อยู่กับหมอ

เป็นยังไงบ้างโมเม้นได้กลับมาเจอลูกๆ?
แมทธิว : อันนั้นก็เซอร์ไพรส์ครับ เซอร์ไพรส์เค้า ตั้งใจไม่ให้เค้ารู้ เผื่อมีเปลี่ยนแผนไม่ได้กลับบ้านจะได้ไม่ผิดหวัง จอดรถแล้ว ก็ตามภาพเลยดีใจสุดๆ เราเองก็ดีใจมา

ลีเดีย:คือเค้าไม่เจอเรานาน เค้าก็วิ่งเข้ามากอดนิ่งอยู่แบบนั้น ไม่พูดอะไรเลย เหมือนร้องในใจทำเสียง อื้อๆ นิดนึง

หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ เราสองคนได้พูดอะไรให้กันมั้ย?
แมทธิว: มันก็มองตาก็รู้กัน ว่าเราผ่านอะไรที่หนักมาแล้ว สิ่งที่ผมเชื่อว่าทำให้เราแข็งแรงขึ้นแรงขึ้นอย่างแน่นอน การอยู่ด้วยกันตลอดเวลาประมาณ30กว่าวัน ในห้องเดียวกัน มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียคือ ไม่มี(ยิ้ม) มันก็ทำให้เราผูกพันกันมากขึ้น เราเจอเหมือนๆกันทุกวัน ไม่เคยได้ใช้ชีวิตแบบนี้มาก่อนเลย ยังไงก็ต้องออกไปข้างนอกไปทำงาน แต่ตรงนี้มันทำให้เรารักกันมากขึ้นแน่นอน เราเข้าใจกันโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรมาก

ลีเดีย: มันคือ24ชม.ที่ต้องอยู่ด้วยกันทุกวันจริงๆดูแลกันจริงๆ ทั้งสุขภาพและจิตใจก็ต้องคอยให้กำลังใจกัน มันหนักเวลาอยู่ในนั้นทั้งความวิตกกังวลความคิดถึงลูก ถ้าอยู่คนเดียวเดียคิดว่าเดียคงแย่กว่านี้เยอะ แต่การที่เราได้อยู่ด้วยกันเราโชคดีตรงที่มีกำลังใจอยู่ข้างๆเรามาตลอดที่เราต้องมาสู้กับโรคนี้ ตอนที่อยู่ชีวิตมันก็ไม่ได้มีอะไรมาก ไฮไลท์ประจำวันคือการได้เดินขึ้นลงตรงบอร์ดตรงนั้นเพราะว่ามันอยู่แค่ในห้องสี่เหลี่ยม มองหน้ากันแล้วก็ทานข้าว เดินดูวิวคือไฮไลต์ ได้แกว่งแขนขึ้นลงซ้ายขวา”
แมทธิว :มันทำให้เห็นว่าจริงๆคนเราอยู่ได้นะ อาจจะไม่ต้องหวือหวาไปเดินซื้อของเที่ยวโน้นเที่ยวนี่ตลอดเวลาแต่ว่าอยู่ด้วยกันสองคน ในห้องๆหนึ่งก็มีความสุขได้ ทำให้เปลี่ยนความคิดหลายอย่างๆเหมือนกัน
อย่างเรื่องที่ร้องเพลงรักขอบคุณคุณหมอ เราเตรียมตั้งใจมอบให้เป็นของขวัญเลยใช่ไหมเพราะเห็นมีขั้นตอนร้องในห้องน้ำ?
แมทธิว: ก็ตั้งใจเพราะพออยู่ไปนานๆแล้วเราก็เห็น ผมพูดอยู่บ่อยๆว่าเราได้เห็นถึงการเสียสละและการตั้งใจทำงานของแพทย์และพยาบาล เค้าทุ่มเทสุดๆจริงๆ อาจจะเข้ามาหาเราในห้องได้ในแต่ละครั้งเค้าใช้เวลาแต่งตัวเกือบครึ่งชั่วโมงเพราะเค้าต้องใส่ชุดอวกาศอย่างที่ทุกคนเห็นหัวจรดเท้าเลยเพราะเขาต้องป้องกันตัวเองและครอบครัว ออกจากห้องเค้าก็ต้องถอดใหม่เพราะฉะนั้นใส่ถอดแบบนี้แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว เราก็เห็นใจสุดๆแต่เห็นความพยายามของพวกเขาที่จะให้กำลังใจผู้ป่วยทุกคน ไม่ใช่แค่เรา เราก็เห็นเวลาเค้าสัมผัสท่านอื่น เค้าทำให้คนป่วยมีจิตใจกลับขึ้นมาดีได้
ลีเดีย : เมื่อกี้นั่งฟังอาจารย์วิชัยตอนตอบคำถามสัมภาษณ์ก็รู้สึกว่าเสียงเสียงนี้เป็นเสียงที่ทำให้เราในวันที่กังวล กลัวมาก (เสียงสั่นร้องไห้) ทำให้เรามีกำลังใจขึ้นมาเยอะมาก (ร้องไห้) ก็อยากขอบคุณคุณหมอมาก มันเป็นเสียงที่ในวันที่มันไม่มีอะไรแน่นอนเลย ไม่มีคำตอบว่าคุณจะอยู่ จะรอดหรือคุณจะเป็นอะไรไหม เค้าจะให้กำลังใจตลอดว่าคุณโอเคทุกอย่างมันดีอยู่ เราจะรักษาคุณอย่างดีที่สุด เป็นเสียงที่คุ้นเคย
แมทธิว: เขาเต็มที่จริงๆเราก็อยากจะตอบแทนเขา พูดขอบคุณผมว่ามันไม่เพียงพอหรอกก็เลยทำในสิ่งที่คิดว่าเดียเขาถนัด คิดว่ามีสักเพลงจากใจเรา เลยเป็นเพลงรักที่ความหมายดีและตรง
คนที่ได้ดูก็ซึ้งและร้องไห้ตามกันหมด?
แมทธิว : ผมว่ามันจะเป็นความรู้สึกรวมรวมของหลายๆคนในประเทศตอนนั้นที่กังวล เครียดกันทุกคน เห็นเหมือนที่เราเห็น แพทย์บางท่านก็ติดไปด้วย เสียชีวิต บางท่านก็น่าสงสาร ผมว่ามันไม่ใช่เพลงจากแค่เรามันเป็นเพลงจากประชาชนทุกท่านสู่บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนจริงๆ”
ลีเดีย:: เราอยู่กับเขามาเป็นเดือนกว่าเราก็รู้สึกเหมือนเค้าเป็นครอบครัว เป็นที่ยึดมั่นของจิตใจเราในวันที่มันย่ำแย่ และไม่มีใครที่จะช่วยเราได้ เขาเป็นคนที่ช่วยเราทั้งในเรื่องสภาพร่างกายและจิตใจ เราเลยรู้สึกว่าคำขอบคุณคำเดียวตอนที่จะกลับบ้านมันน้อยไป ถึงทำเพลงขอบคุณมาก็ยังรู้สึกว่ามันน้อยไป ก็ไม่รู้จะขอบคุณยังไงจริงๆ เราอยู่ในโรงพยาบาล มีเวลาร้องเพลงเพลงนี้ให้เขาได้อย่างน้อยก็ได้ทำสิ่งเล็กๆที่จะมาขอบคุณแทนใจเรา

อยากให้ขอบคุณคุณหมอและเป็นกำลังใจให้คนไทยต่อสู้โควิด-19?

แมทธิว: “ขอขอบพระคุณนะครับสำหรับคุณหมอและพยาบาลทุกคนกับสิ่งดีๆที่มอบให้กับประชาชนชาวไทยและชาวโลก กับการดูแลเต็มที่และสุดความสามารถของพวกท่าน ขอบคุณกำลังใจจากทางบ้านจริงๆ พวกเราอ่านแทบจะทุกข้อความที่ส่งมา ตอบบ้างไม่ตอบบ้าง อาจจะเยอะ แต่ทุกข้อความมีคุณค่าสำหรับพวกเรา เป็นกำลังใจที่ถ้าเกิดขาดไปก็ไม่รู้ว่าเราสองคนจะเป็นยังไงบ้างในตอนนี้ ขอบคุณคนไทยที่มีความรับผิดชอบในสิ่งต่างๆที่ทางการแพทย์และรัฐแนะนำ มันยังไม่จบและเราก็ไม่อยากให้ใครต้องมาเจอแบบเรา เพราะฉะนั้น เว้นระยะห่างนะครับความสะอาดสำคัญ ใส่แมสก์กันต่อไปนี่คือสิ่งที่เราทำได้ง่ายที่สุดอย่าชะล่าใจเพราะว่าเป็นแล้วมันไม่สนุก”
ลีเดีย: ล้างมือบ่อยๆใส่แมสก์ การ์ดอย่าตก เราก็ระมัดระวังต่อไป ปรับชีวิตให้เข้ากับNew Normal ทุกคนน่าจะช่วยกันไม่ให้ถ้ามีคลื่นลูกสองมา ก็คงจะไม่หนักมาก หวังว่าประเทศไทยเราจะกำจัดโควิด-19 ไปได้โดยเร็วที่สุด
แมทธิว: ทุกวงการโดนหมดครับต้องกัดฟันสู้กันอีกสักระยะหนึ่ง ผมเชื่อว่าคนไทยเก่งและอึดและเราทำได้แน่นอนครับ สู้ต่อไปครับ

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_4184242
ขอขอบคุณ : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_4184242