ได้เล่นหนังแล้วมีความสุข “โป๊ป” เปิดเรื่องในใจ ผ่านได้ทุกร้อนหนาว เพราะเข้าใจชีวิต


นอกจากได้เล่นหนังยังได้เต๋อ-ฉันทวิชช์ เป็นเพื่อนซี้?

“ทำงานกับเต๋อ ก็ไม่คิดว่าจะมาสนิทกันเลย เต๋อก็สายหนังคนละช่อง เจอกันวันแรกก็ไม่ค่อยคุยอะไรกันจนทำงานด้วยกันมานั่งคุยกันหลายๆ อย่าง เฮ้ยทำไมเหมือนเราทุกเรื่องเลย ไม่ว่าจะอายุ ชอบเลขอะไร การใช้ชีวิต มุมมองความรัก เหมือนแบบไม่น่าเชื่อ แต่แค่เราคนละบุคลิก เต๋อเหมือนเด็กเรียน ผมเหมือนเด็กหลังห้อง เลยได้เพื่อนที่ไม่คิดว่าจะได้ และเต๋อเป็นคนจริงใจ”

กลายเป็นความจิ้น โป๊ป–เต๋อ สุดฟิน?

“คือเราเป็นคนชอบแหย่ ถ้ารู้สึกสนิทใจกับใครก็จะเล่นกอดคอเล่นหัวกันได้ คนอื่นเค้าอาจจะถ่ายรูปติดโมเมนต์นั้นไป จริงๆเราคุยกันกวนๆแกล้งกัน แล้วในหนังเข้าฉากกันเกือบทุกฉาก ไปจีบผู้หญิงแข่งกัน มีแก๊งกัน เล่นกันก็ขำกัน บางฉากเรารู้ว่าภาพไม่เอาถึงตรงนี้ก็เดินคุยกันไปก็มีเล่นจับก้นกันก็มี (หัวเราะ) นอกบทกัน ตบหัวกัน ปล่อยฮานอกบทเยอะที่สุดแต่ก็ยังคงคาแรกเตอร์ พาร์ตดราม่าก็มีนะ พี่ใหม่ผู้กำกับเค้าก็จะขยี้ มีความซาบซึ้ง มีทุกรส ตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่าการสนิทและเชื่อใจผู้กำกับคนหนึ่งเป็นยังไง เราเข้าถึงผู้กำกับ ผู้กำกับเข้าถึงเรา รู้ทางกันเวลาเล่นมันสนุก เราแทบไม่ต้องกังวลเพราะเราเชื่อใจเค้า”

เล่นหนังต้องปรับอะไรจากการเล่นละครมั้ย?

“ส่วนความเป็นหนังหรือละคร ผมก็ยังรู้สึกว่าเราก็เล่นไปตามที่ตัวละครรู้สึก เป็นตัวละครนั้นให้ได้แต่ยังมีความเป็นลายเซ็นเราเพราะมันเป็นจิตของเราเอาไปใส่”

ละครร้อยเล่ห์มารยาตอนนี้ล่ะ?

“เป็นเรื่องของคนในสังคมยุคนี้ คนละแนวกับหนังและคนละแนวกับบุพเพฯ รูปแบบความรักก็ต่างกัน เบลเค้ามีเจ้าของ เราเป็นคนดีที่อยู่เคียงข้าง แต่เรื่องที่เดินไปมันทำให้มันถูก เป็นเรื่องราวที่สนุกครับ”

ทุกครั้งที่มีผลงานออกมาเราคาดหวังอะไรมั้ย?

“ไม่เลยนะ คือธรรมชาติมันก็ทำให้เราเห็น ตอนที่ขึ้นสูงมันเป็นมาแล้ว ตั้งแต่สุภาพบุรุษจุฑาเทพ สามีตีตรา และคิดว่าคงไม่มีอีกแล้ว ก็มีกระแสจากบุพเพสันนิวาสอีกที่มันเกินคาดมากๆและพอมาถึงวันนี้ที่มีหนังและละครพร้อมๆกัน ผมเลยรู้สึกว่ามันเป็นอีหรอบเดิมอีกแล้ว เลยไม่ได้หวังว่าหนังหรือละครตอนนี้มันจะดีมั้ย จะไปได้อีกรึเปล่า มันไม่มีความกลัว วิตกอะไรเลย เพราะทุกสิ่งมันหลอกเราไม่ได้แล้ว เรารู้ธรรมชาติของมันแล้ว ถ้าเราไปยึดหรือเชื่อมั่นก็เป็นอีหรอบเดิม มันทำให้เรารู้สึกสบายๆ เรามีหน้าที่อะไรเราก็ทำไป ทำโดยไม่ต้องมีข้อแม้เพื่อให้ได้อะไร ทำด้วยใจที่มันพูดว่ามันถูกต้องเพราะนี่คือหน้าที่เรา นี่คืออาชีพเรา เราไม่ต้องการดิ้นรนเพื่อให้ได้จุดสูงสุดหรือไม่ทำตัวแย่เพื่อให้ได้จุดต่ำสุด เรากลับมาถามตัวเอง มันก็จริงที่ธรรมะอยู่ตรงกลาง แต่ทีนี้เราใช้ชีวิตเพื่ออะไร เพื่อหน้าที่ อยู่ไปให้ดี ไม่ผิด เป็นนักแสดงที่ดี ทำผลงานให้ดี ทำหน้าที่ด้วยใจที่มันถูกต้อง คุณภาพเราดี จิตใจเราดี เราไม่เบียดเบียนคนอื่น ทุกอย่างดีชื่อเสียงเงินทองมาเอง มันก็ดีเองโดยไม่ได้ไปหวังมัน สิ่งที่ทำตอนนี้ก็ไม่ได้คิดว่าต้องเป็นเหมือนเดิม เป็นหน้าที่ที่เดินไปแล้วเบาๆไม่หนัก ถ้าเรามองคนอื่นแล้วอยากทำให้เหมือนเค้า มันก็ทุกข์ สุดท้ายเราเลือกรักษาใจตัวเองสำคัญที่สุด มันได้จากการที่เราเข้าใจธรรมชาติ”

ตอนนี้อะไรคือแพชชันของชีวิตโป๊ป?

“ไม่มีนะ ถ้าเมื่อก่อนก็คืออยากดังไง อยากเป็นนักแสดงให้คนยอมรับ เมื่อเราเห็นธรรมชาติของมันจริงๆถ้าเราไปหลงอย่างนั้น แล้วถ้าเราไม่ดังล่ะ คนไม่กรี๊ดล่ะ เราก็จะทุกข์เพราะเราหวัง เราเลยไม่มีตรงนี้ เรามองว่าทุกอย่างเป็นธรรมชาติไปแล้ว หวังอะไรไม่ได้หรอกในชีวิตนี้เลยทำไปตามหน้าที่ทำให้มันไม่ผิด อยู่ในศีลในธรรมให้ได้ เข้าใจว่าคนเราต้องมีแพชชันนะ แต่เราไม่ได้ทำงานตรงนี้เพื่อจะได้อะไรอย่างนั้นมา แต่เราทำเพราะเป็นหน้าที่ของเรา ถ้าวันหนึ่งรู้สึกว่าหมดแล้ว ไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร ผมก็อาจจะไม่ทำก็ได้ อนาคตไม่รู้ อยู่ที่ใจ ณ ปัจจุบันนั้น วันหนึ่งอาจจะไม่ทำแล้วก็ได้ หรืออาจจะทำตรงนี้จนแก่ตายก็ได้ เราก็ยังไม่รู้ มันเป็นธรรมชาติของใจของคน คนนั้น ณ ปัจจุบันนั้น”

โป๊ปรักอะไรในวงการบันเทิง?

“ผมเป็นคนดูหนังตั้งแต่เด็ก เราก็เคยทบทวนนะ ว่าทำไมถึงชอบเป็นนักแสดงทั้งที่เราเรียนศิลปะมา สมัยก่อนเช่าวิดีโอมาดูมาตั้งแต่เด็ก ดูการ์ตูน ดูอะไร แล้วรู้สึกว่าคนคนนี้เป็นไอดอลเรา อยากเป็นฮีโร่แบบนั้น จนมาช่วงมหาวิทยาลัยมีแมวมองเดินตามเยอะเลย เลยคิดว่าหรือเราจะมาทางนี้ พอได้มาเรียนการแสดงกับครูเล็ก-ภัทราวดี มันรู้สึกสนุก อยู่แล้วมีความสุข มันมีเรื่องของอินเนอร์ เรื่องของข้างใน ความคิด มันท้าทายเราชอบตรงเสน่ห์ของการแสดง แต่ตอนนี้เรามองว่ามันก็ผ่านมาแล้ว ตอนนี้คิดแต่การทำงานให้ดี”

ดูวางชีวิตเรียบง่าย ไม่ไขว่คว้า?

“ถ้าคนติดตามชีวิตผมจริงๆจะเห็นว่าผมไม่ใช่คนเอากระแส อยากลงรูปก็ลง ไม่เคยทำอะไรเพื่ออยากเป็นข่าว เพราะผมรู้ว่าหน้าที่ผมคืออะไร ความดังมันก็ไม่ได้อยู่ถาวร เราพิสูจน์กับตัวเองแล้วว่าแค่เราตั้งใจทำหน้าที่เราให้ดีก็พอ เวลาผมเจอข่าวต่างๆซึ่งข่าวผมก็หนักมาตลอดนะ แต่ผมไม่เคยโพสต์ถึงซักจุดเดียวในสื่อของผม จริตการทำงานของผมในวงการมันเป็นอย่างนี้จริงๆ บางทีก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ผมมีความคิดอย่างนี้ตั้งแต่เรียนช่างศิลป์แล้วนะว่าทำไมทุกคนต้องแต่งตัวเซอร์ แต่ก็ไม่เคยไปว่าใครนะ ผมก็แต่งตัวสะอาดตั้งแต่เด็กๆก็เรียนได้นะ อะไรแบบนี้ พอเข้าวงการก็คิดว่าทำไมต้องเป็นเหมือนคนอื่น ก็แสดงได้และเข้าใจมันดีด้วย และก็เป็นอย่างนี้”

หลายๆข่าวมันแรงอย่างเรื่องผู้หญิง?

“คนคิดจริงหรือไม่จริงไม่รู้แหละ แต่เราก็ไม่มีออกมาทำอะไร เพราะสุดท้ายวันหนึ่งที่เราอยู่หรือไม่อยู่ สิ่งนี้มันก็หายไปอยู่ดี เราไม่จำเป็นต้องว่าใคร บางเรื่องมันก็เกิดขึ้นได้ คือถ้าเราทำอะไรเพิ่มมากขึ้นมันก็ไม่มีวันจบ มันอาจจะทำร้ายคนอื่นให้เป็นการผูกเจ็บกันต่อไปไม่สิ้นสุด เราเลยยุติที่ตัวเราดีกว่าเพื่อให้มันจบ เราคิดแบบนี้นะ มันเกิดขึ้น แล้วมันก็หายไป และมันก็อาจจะเกิดขึ้นอีกและหายไป เราก็ผ่านมาได้ เราว่ามันเกิดจากเรามีสติ รู้ตัวว่าเราคิดอะไร เพราะอะไร เหตุใดถึงคิด พอเรารู้ ปัญญามันก็จะไปจับและปล่อย บางอย่างเราอาจจะทุกข์กับมันนาน บางอย่างสั้น ปัญญาก็สอนเราว่าบางเรื่องเกิดขึ้นเราก็เห็นแล้วว่าเป็นธรรมชาติของมัน มันไม่ใช่ของเรา แต่บางเรื่องก็ต้องให้เวลากับมัน สักวันมันก็คงพัฒนาไปเรื่อยๆ”

เรื่องสาวๆล่ะ ที่ผ่านมาบอกว่าไม่มีมาตลอด?

“ตอนนี้ก็ยังไม่มีเหมือนเดิม ก็เคยที่จะคุยกับคนบางคนในช่วงหลังๆเนี่ย แต่มันก็ไม่ใช่ก็ปล่อยไป เราก็เข้าใจว่าบางอย่างมันไม่ได้ ก็คือไม่ได้ ถ้าคุยกับใครแล้วไม่ใช่หรือทุกข์ใจเราต้องปล่อยเพื่อรักษาใจเราไว้ให้ดีที่สุด เพื่อให้เราไม่ทุกข์ใจเราที่สุดในการใช้ชีวิตจนวันสุดท้าย เวลามีคู่มันก็มีความสุข ทะเลาะบ้าง ร้องไห้บ้างก็ทุกข์นะ คบกันต้องแยกกันก็ทุกข์ การไม่มีสิ่งที่พูดมาก็ไม่ทุกข์ แค่ทุกข์ที่ว่าทำไมชั้นไม่มี อยากมี สรุปแล้วเรารักษาใจเราให้ดีที่สุดไม่ว่าเราจะมีหรือไม่มีก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของมัน มันพูดยากนะ บางทีเราไปจีบเค้าแล้วมันไม่ใช่ จีบแล้วเค้าก็ไม่ชอบเราก็มี เป็นเพราะข่าวเพราะอะไรหลายอย่างทำให้เค้าเชื่อไปอย่างนั้น”

นึกว่ามีแต่สาวๆอยากเข้ามาหา?

“ไม่มี ไม่จริง ไม่งั้นป่านนี้แฮปปี้ไปแล้ว”

คำว่ามีลูกมีครอบครัวล่ะมีในหัวมั้ย?

“เรื่องนี้คิดตั้งแต่เด็กแล้วว่าถ้ามีใครซักคนก็อยากมีกันเป็นเพื่อนมากกว่า พอตอนนี้ 3-4 ปี มันก็อยู่ของมันอย่างนี้ มันก็อยู่ได้ ทุกวันนี้ก็พยายามคิดว่าถ้าเราอยู่คนเดียวมันจะทุกข์มั้ย ดียังไง เสียยังไง กำลังพิจารณาอยู่ ตอนนี้อยู่ได้เรื่อยๆเพราะมีแม่ มีพี่สาว มีเพื่อนๆ”.

เรื่อง: สุภลัคน์ วุฒิกรีธาชัย

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/entertain/news/1960246
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/entertain/news/1960246