เหมือนเกิดใหม่ แพท พาวเวอร์แพท เผยความรู้สึกแรกหลังพ้นโทษคดียาเสพติด


เรียกว่าเป็นวันที่รอคอยมาตลอดของอดีตนักร้องหนุ่ม แพท วรยศ บุญทองนุ่ม หรือ แพท พาวเวอร์แพท เลยทีเดียว เมื่อเจ้าตัวได้รับพระราชทานอภัยโทษ ออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่นอกเรือนจำในวัย 40 ปี หลังจากเคยถูกจับในข้อหามียาอีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพ เมื่อ 6 พ.ค. 2547 และถูกตัดสินจำคุก 50 ปี ปรับ 1 ล้านบาท โดยจำคุกที่เรือนจำบางขวาง จ.นนทบุรี แต่เมื่ออยู่ในเรือนจำ แพททำความดีมาตลอด 16 ปี 6 เดือน จนทำให้พ้นโทษในที่สุด

และเมื่อช่วงสายวันที่ 4 ม.ค. 2564 แพท พาวเวอร์แพท ก็ได้ออกมาจากเรือนจำ โดยมีทั้งคนในครอบครัว รวมไปถึงศิลปินหนุ่มรุ่นพี่ เท็ดดี้ ไอเฟล ไปรอรับอดีตนักร้องหนุ่ม ท่ามกลางสื่อมวลชนที่ไปร่วมทำข่าวหลายสำนัก และทันทีที่ได้เจอคุณพ่อคุณแม่ แพทก็ได้ก้มกราบเท้าขอโทษเรื่องที่ผ่านมา ก่อนที่แพทจะเปิดใจถึงความรู้สึกแรกหลังได้ออกมาจากเรือนจำ

ข่าวแนะนำ

ถามถึงความรู้สึกหลังออกจากเรือนจำ?
“คือผมต้องบอกก่อนว่า ผมรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ และรู้สึกสำนึกในพระเมตตาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างมากเลยนะครับ ที่พระองค์ท่านได้พระราชทานอภัยโทษให้กับผู้ต้องราชทัณฑ์ในครั้งนี้ ท่านทรงเห็นความสำคัญของผู้ต้องราชทัณฑ์ว่าเป็นพสกนิกรของพระองค์ท่านไม่แพ้ประชาชนทั่วไป ซึ่งตรงนี้ทำให้ผมซาบซึ้งใจมากครับที่ท่านทรงให้โอกาส ให้ผู้ต้องราชทัณฑ์ได้กลับตัวเป็นคนดี ให้โอกาสกลับไปดูแลครอบครัว ให้โอกาสได้ไปพัฒนาประเทศ พัฒนาสังคม สร้างคุณประโยชน์ให้สังคมต่อไป

ผมรู้สึกซาบซึ้งมาก และผมจะรักษาโอกาสที่ได้รับครั้งนี้ไว้เทียบเท่าชีวิต โอกาสไม่ได้มีบ่อย เพราะฉะนั้นผมจะมุ่งมั่นทำแต่ความดีครับ จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด จะทำแต่สิ่งที่ดี รวมถึงช่วยป้องกัน รณรงค์เรื่องยาเสพติดด้วย จะไม่ทำผิดกฎหมาย เพราะผมได้ทำการปฏิญาณตนต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์และผู้แทนพระองค์ในวันนี้ก่อนออกมาแล้ว ว่าผมจะไม่ทำผิดกฎหมายอีกต่อไป อันนี้เป็นคำมั่นสัญญาที่ให้กับตัวเอง พระองค์ท่าน สังคม ผมอาจจะเคยมีส่วนที่ทำร้ายสังคมเมื่อในอดีต มันถึงเวลาที่ผมได้โอกาส ต่อไปผมจะชดใช้ให้กับสังคม มันเป็นช่วงโอกาสที่ผมจะชดใช้ให้สังคม กลับไปดูแลครอบครัวด้วย”

คิดไหมว่าจะได้รับพระราชทานอภัยโทษเร็วขนาดนี้?
“ไม่คิดครับ ไม่คิดเลย จากที่ผมคำนวณช่วงที่ผมอยู่ข้างในเนี่ย ผมคิดว่าอย่างน้อยก็อีก 2 ปี คือไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ผมอยู่ในเรือนจำมาว่าจะมีพระราชทานอภัยโทษติดๆ กัน ถี่ๆ ขนาดนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนครับ ถือว่าพระองค์ทรงมีความเมตตาให้กับผู้ต้องราชทัณฑ์อย่างสูงเลยครับ”

วินาทีแรกที่ได้เจอครอบครัวเป็นยังไงบ้าง?
“โห พูดยากครับ มันมีหลายความรู้สึกมาก มันเหมือนวันที่เราฝันตลอดเกือบ 17 ปี เราฝันถึงวันนี้ตลอด แต่สิ่งที่เราฝันมันก็อาจจะไม่ได้ตรงกับภาพที่เราเห็น 100% แต่ความรู้สึกมันใกล้เคียงอย่างมาก ดีใจ หลายๆ คนที่มารอรับ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คุณพ่อคุณแม่เอง หรือแม้กระทั่งพี่เท็ดดี้ พี่ๆ เพื่อนๆ ยังรู้สึกว่าทุกคนมารับเรา อบอุ่นมาก ตื้นตันใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ น่าจะเป็นวันที่ผมจะจดจำไปจวบจนวันตายเลยก็ว่าได้”

เมื่อคืนนอนหลับไหม?
“จริงๆ ผมหลับๆ ตื่นๆ มาตั้งแต่รู้ว่ามีพระราชทานอภัยโทษแล้ว แต่ช่วง 14-15 วันหลังมาเนี่ย ผมได้เข้าอบรมโครงการโคก หนอง นา ซึ่งเป็นโครงการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นการอบรมผู้ต้องขังก่อนปล่อยพ้นโทษ ซึ่งทางกรมราชทัณฑ์ได้มีการนำหลักสูตรโคก หนอง นา ให้แก่ผู้ต้องขังเกี่ยวกับการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง การดำรงชีวิตอยู่ด้วยตนเองกับการเกษตรในพื้นที่ขนาดเล็ก ซึ่งได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ และได้ลงพื้นที่จริงด้วยครับ”

ตอนก้มกราบคุณพ่อคุณแม่ ได้พูดอะไรบ้าง?
“ไม่ได้พูดครับ พูดอะไรไม่ออกจริงๆ คือก่อนหน้านี้ผมตั้งใจจะกราบเท้าขอโทษท่าน แต่ตอนที่อยู่ข้างในผมไม่เคยทำเลยนะ แล้วผมจะกล้าทำมั้ย ผมก็คิดในใจนะ แล้วยิ่งมีสื่อมา ผมจะกล้าทำมั้ย แต่พอถึงเวลาจริงๆ ผมไม่ต้องคิดเลยพี่ มันเป็นสิ่งที่ผมอยากจะทำมาตลอด อยากขอโทษท่านด้วยที่มีส่วนทำให้ครอบครัวลำบากในช่วงเวลา 16-17 ปีที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่รู้ว่าทุกคนในครอบครัวไม่ได้รู้สึกลำบากในการที่ดูแลเรา แต่เราลูกผู้ชาย และเป็นลูกชายคนเดียว มันใช่เรื่องเหรอที่โตอายุขนาดนี้ยังให้ท่านมาดูแลอยู่ครับ”

พ่อกับแม่ว่าไงบ้าง?
“เขาบอกว่าไม่ต้องร้องไห้ (เสียงเครือ) กลับมาอยู่ด้วยกัน”

แอบเห็นคุณแม่มีน้ำตาด้วย?
“จริงๆ คุณแม่เป็นคนที่เซนซิทีฟกับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เมื่อตอนผมเข้าไปในเรือนจำช่วงมีเรื่องใหม่ๆ ช่วงปี 2 ปีแรก แกก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้เลยสักครั้งเดียว จนพ่อต้องคอยเบรกว่าเดี๋ยวแพทไม่สบายใจนะเวลามาเยี่ยม เขาก็พยายามไม่ร้องครับ ซึ่งเขาทำได้ดีนะ ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเขายิ้มแย้มแจ่มใส เวลามาเยี่ยมก็คุยแต่เรื่องดีๆ กัน”

แล้วเราล่ะ ตอนนี้ร้องหรือเปล่า?
“ปกติผมไม่ใช่คนแบบนี้นะ (หัวเราะ)”

เรียกว่าวันนี้เป็นวันที่ตื้นตันใจ?
“สุดๆ เลย มันรอคอยมาตลอดเวลา เป็นวันที่เหมือนกับเกิดใหม่ ยิ่งได้รู้ว่าสังคม เพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคนพร้อมที่จะอ้าแขนรับ มันรู้สึกเกินคาดที่เราคิดไว้นะครับ”

วางอนาคตตัวเองยังไงต่อไป?
“ผมว่าผมต้องวางแผนชีวิตอีกเยอะมากๆ เลย เพราะว่ามันมีการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้ามาจนถึงวันนี้เกือบ 17 ปีเนี่ย ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมด ผมจะต้องเก็บเกี่ยวข้อมูล ค่อยๆ ศึกษาการใช้ชีวิตในปัจจุบันไปนะครับ”

กังวลเรื่องการปรับตัวไหม?
“ผมไม่กังวลเท่าไหร่ ผมเชื่อว่าเดี๋ยวทางคุณพ่อ พี่ๆ น้องๆ จะคอยเป็นพี่เลี้ยงให้ผมแน่นอนครับ ผมพยายามปรึกษาก่อน เท่าที่ทราบจากพี่สาว คนรอบข้าง เขาบอกว่าการใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบันต้องระวังหลายอย่างมาก ผมก็ต้องระมัดระวังตรงนี้อย่างมาก ต้องเชื่อฟังเขา หลังจากเป็นเด็กดื้อมานาน (หัวเราะ)”

เสียดายครึ่งชีวิตที่ผ่านไปมั้ย?
“ผมว่าทุกอย่างมันมีทั้งสองด้านนะพี่ ถ้าผมไม่เข้าไปอยู่ในเรือนจำ ผมอาจจะเสียชีวิตแล้วก็ได้มั้ง เพราะผมใช้ชีวิตเสี่ยงมากเลยนะเมื่อตอนวัยรุ่น ใช้ชีวิตที่เรียกได้ว่าไม่คิดถึงวันพรุ่งนี้เลย พอมาอยู่ในนี้มันเหมือนกับอีกหนึ่งในความโชคดีในความโชคร้ายนะ ผมว่ามันมีคุณค่าต่อชีวิตผมมาก ถ้าลงในรายละเอียดลึกๆ ว่าผมได้อะไร มันคงต้องคุยกันยาวมาก ไว้โอกาสหน้า ถ้าผมพร้อม เริ่มปรับตัวกับสังคมได้แล้ว พร้อมสัมภาษณ์แบบยาวๆ ลงลึกรายละเอียด ผมค่อยนัดพี่ๆ มาคุยกันใหม่ดีกว่า”

แฟนๆ บอกว่าอยากฟังเรากลับมาร้องเพลง?
“คือเรื่องเพลงเนี่ยมันเป็นชีวิตของผมอยู่แล้ว ผมอยู่ข้างใน ผมเขียนเพลงมาเยอะมาก และผมก็รอโอกาสมาพรีเซนต์ให้ทุกคนฟังด้วย มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเองกับคนรอบข้าง เรื่องการพัฒนาตัวเองในด้านดนตรีที่รักเนี่ยคือมีการวางแผนทำอยู่ตลอดเวลา ซึ่งงานเพลงได้ฟังแน่นอน ได้มีการคุยกับเปรม มือเบสของพาวเวอร์แพท เขาทาบมาแล้วตอนที่เขามาเยี่ยม รวมถึงเมื่อกี้นี้ด้วย คือมีโอกาสอย่างมากที่กลับมารวมตัวกันทำเพลงใหม่”

เรียกว่าเป็นเป้าหมายแรกหลังจากออกมา น่าจะได้ฟังแล้ว?
“ยังครับ คือผมต้องคิดและวางแผนก่อนครับ เพราะเป้าหมายแรกจริงๆ ที่ผมตั้งใจไว้คือผมอยากจะบวชให้แม่ แล้วหลังจากนั้นเดี๋ยวว่ากันอีกที”.

อ่านเพิ่มเติม…

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2005983
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2005983