เปิดชีวิต ไฮด์ ศรุญสธร TharnType SS2 ทำให้เหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง


“คือหลังจากที่ผมหมดสัญญากับที่เก่าไป ผมก็ไปบวช พอสึกออกมา เราก็มาแคสต์ซีรีส์ธารไทป์แล้วเราก็ติด ซึ่งเรื่องนี้เป็นซีรีส์วาย ผมไม่เคยเล่นซีรีส์แนวนี้มาก่อนเลย ไม่ได้แตกต่างกันมาก

แต่แตกต่างที่คาแรกเตอร์ที่เราเล่นมากกว่า ก่อนหน้านี้เราเล่นน้องใหม่มา จะเล่นเป็นบทนักเรียน แต่อันนี้จะเล่นเป็นบทโตขึ้นมา เป็นผู้ใหญ่ขึ้น เราก็เลยต้องเหมือนตีบทใหม่ คาแรกเตอร์ต้องโตขึ้น ถามว่าการเล่นก็คล้ายๆ แบบเดิมแหละครับ เล่นยังไงให้มันลึกขึ้นมากกว่า

ช่วงแรกๆ ก็มีเขินนะ แต่เขามีการเวิร์กช็อปเราสนิทกับนักแสดงในกลุ่มนั้นระดับหนึ่ง มันทำให้เวลาเราเล่นเข้าคู่กัน ทำให้ไม่ค่อยเขิน พอเรารู้ว่าเราต้องมาแคสต์ เรายังไม่รู้ว่า ธารไทป์ คืออะไร เราก็ไปหา ไปเสิร์ชดูใน Google ว่าอ๋อ มันเป็นซีรีส์วายนี่เอง ก็มีพี่มิว กลัฟเป็นตัว ธาร-ไทป์ เป็นหลัก เราก็ศึกษา

พอเราได้เล่นแล้วเราก็ไปย้อนดูรีเสิร์ชตัวละครตัวเราที่เราได้รับเล่นเป็น เซอร์รัส ครับ ครั้งแรกที่ร่วมงานกับ มิว-กลัฟ ต้องบอกเลยว่า เขาเป็นโปรเฟซชั่นนอลมากครับ คือการแสดงเขาไหลลื่นมาก อย่าง มิว เขาก็อยู่ในวงการพอๆ กับผม กลัฟ ก็เท่าๆ กัน 7-8 ปีเท่ากัน ฝีมือการแสดงของสองคนนี้ไว้ใจได้อยู่แล้ว”

“ผมว่าการที่ได้มาเล่นซีรีส์วายมันเป็นโอกาสมากกว่านะ และก็โอกาสมาเราไม่อยากทิ้งให้มันหลุดลอยไป และท้าทายด้วย เพราะซีรีส์วายเราไม่เคยเล่น ไม่ได้ฟิคตายตัวว่าเราจะเล่นชายหญิงหรือเล่นชายชาย นักแสดงควรเล่นได้ทุกบทบาทอยู่แล้ว จริงๆ ฉากวันแรกมันก็ไปได้เรื่อยๆ มากกว่า ถามว่ามันมีอะไรแก้ไขไหม ต้องมีนิดนึงอยู่แล้ว

เหมือนออลไลฟ์หน้าเซตกับเราเวิร์คช้อปมันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว มันมีอะไรหลายๆ อย่าง มีทั้งวอล์กกิ้ง มีทั้งไดอะล็อก มีทั้งสภาพแวดล้อมทีมงานเยอะๆ มันก็เลยกดดันบ้างเล็กน้อย อย่างผมไม่เท่าไหร่ ผมถ่ายงานมาบ้าง แต่สำหรับ ไตเติ้ล แล้วคู่ผม รับบทเป็นคู่กัน เขาก็ใหม่มาก อาจจะเล่นมาผ่านๆ แต่เขาก็ปรับตัวได้ดีครับ”

ถูกยกเป็นคู่จิ้น ไตเติ้ล ธนธร ใน TharnType2

“ใช่ครับ คนก็บอกแบบนั้นเหมือนกัน (หัวเราะ) พอมีคู่จิ้นก็ ชาย-ชาย เนี่ย ก็เหมือนเปิดโลกเลยนะ ตอนเล่น น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ มันก็จะมีคู่จิ้นเหมือนกันนะ ผมตามจีบเขาตลอดเวลา แต่เป็นคู่แบบชาย-หญิงไง เด็กดูก็จะมีทั้งอิน ทั้งแบบดูแล้วเฉยๆ พอมาเป็นวาย ชาย-ชายเนี่ย คนเขาจะอินมากกว่าเยอะเลย ทำให้เราเหมือนเปิดโลก มีแบบนี้ด้วยหรอ

พอเป็นคำว่า คู่จิ้น ผมชอบตรงที่ว่าคนรู้จักเรามากขึ้น คนมาสนับสนุนเรามากขึ้น คนมารักเรามากขึ้น เลยทำให้เรามีกำลังใจที่จะอยู่ในวงการต่อ หรืออยากผลิตผลงานออกมาให้ทุกคนชอบ เหมือนขอบคุณเขา เหมือนเขาชอบเราตรงที่การแสดง เราก็อยากพัฒนาตัวเองเรื่อยๆ ครับ”

เคยท้อหนักอยากลาวงการ เพราะไม่มีงานเข้ามาสักชิ้นหลังหมดสัญญาที่เก่า

“ผมรู้สึกท้อนะ ก็มีช่วงหนึ่งที่เราหมดสัญญา เราไม่ได้ต่อสัญญา ตอนนั้นก็เคว้ง แต่เราก็ปรึกษากับที่บ้าน ที่บ้านก็คอยสนับสนุนเราเหมือนกัน ให้คำแนะนำ อย่างพี่สาวสองคน อายุประมาณ 24-25 มันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ และเราก็ไม่ได้เรียนจบด้านสายพนักงานบัญชีมา แต่เราจบนิเทศภาพยนตร์เบื้องหลังโดยตรงเลย

จะไปทางไหนดี หรือจะไปลองออฟฟิศดี ไม่ชอบทำงานออฟฟิศอยู่แล้ว หรือว่าอาจจะลองเปิดใหม่ตรงที่ว่า ทำงานออฟฟิศเราอยากรู้ตรงที่ว่าการทำงานออฟฟิศเป็นยังไง พร้อมที่จะเปิดรับตรงนั้นเหมือนกัน พอไปๆ มาๆ ที่บ้านมีธุรกิจส่วนตัวอยู่แล้ว ก็มาช่วยที่บ้านดีกว่าช่วงหนึ่ง ก่อนหน้านี้ก็คือช่วยแหละครับ แต่หมายถึงเต็มตัว ก็คือที่บ้านทำโรงงานผลิตเส้นบะหมี่ กับแผ่นเกี๊ยว และก็เปิดร้านอาหาร ร้านกุ้งอบวุ้นเส้น(ลงเรือ) อยู่ใต้สะพานตลาดพลู

ถามว่าเก่าแก่ไหม ถ้ากุ้งอบวุ้นเส้นตั้งมา 4-5 ปีแล้ว ส่วนร้านบะหมี่กับแผ่นเกี๊ยวเหมือนเราขายเส้นสด แล้วส่งออก อยู่มาประมาณ 60 ปีแล้ว ตั้งแต่รุ่นอากง คือช่วงที่ไม่มีงาน ผมก็ไปช่วยที่บ้านทำ แล้วจากนั้นก็ไปบวชด้วยครับ”

“เคยตอนนั้นนะว่า เราคงไม่เหมาะกับงานในวงการบันเทิงแล้ว เพราะด้วยอายุเรามากขึ้น และก็มีเด็กใหม่ๆ เข้ามาเยอะ ทำให้เรารู้สึกท้อ ท้อตรงที่ว่าการแข่งขันมันสูง แต่เรื่องสู้ได้ ไม่ได้ ผมไม่กลัว อย่างภายนอกเราสามารถทำได้ทุกคนอยู่แล้ว ส่วนการแสดงเราก็อยู่มาสักพักหนึ่งแล้ว ไม่ได้กลัวที่จะแบบแสดงแข่งกันนะครับ คือเหมือนเราก็มีของของเรา และเราก็มั่นใจในตัวเอง เราก็เลยท้อตรงที่ว่าไม่มีงานเข้ามามากกว่าตอนนั้น”

“ที่บ้านเขาก็ให้กำลังใจ ว่าอย่าเพิ่งท้อ คือมีโอกาสมาก็ไป แต่เราเหมือนไม่อยากวิ่งแล้ว เรารอโอกาสมามากกว่า ถ้าเราวิ่งไปถ้ามันไม่ใช่ มันก็ไม่ใช่ พอเราอยู่มาสักพักหนึ่ง เราจะรู้ว่างานนี้แหละเหมาะกับเรา งานนี้ไม่น่าเหมาะกับเรา เหมือนการแสดงเรารู้ว่าตัวเองควรไปในทิศทางไหน

คือที่บ้านผมเขาสนับสนุนตรงนี้มากกว่าครับ ให้เราไปในทางของนักแสดงเลย ส่วนธุรกิจที่บ้านเขามองว่าถ้าเกิดเราดังเราค่อยกลับมาตรงนี้ที่เดิมก็ได้ มันเป็นภาษีเหมือนกัน เหมือนกับว่าเรามีกลุ่มแฟนคลับ แฟนคลับเขาจะช่วยกระจายกันไปเองว่าเราทำธุรกิจนู้นธุรกิจนี้ เขาก็จะมาซัพพอร์ตเราเอง คือแฟนคลับน่ารักมาก

ถามว่าพ่อแม่ให้กำลังใจยังไง คือที่ผ่านผมจะไม่ค่อยพูดกัน แต่ถ้าจะคุยกันทีก็เหมือนมาคุยรวมกัน แบบนั่งถกกัน ผมมีพี่สาว 2 คนครับ ตัวผมเป็นน้องชายคนเล็ก คือบ้านเราจะเป็นครอบครัวคนจีน ทำงานกันที่บ้าน เจอหน้ากันทุกวัน

ครอบครัวผมจะไม่ค่อยเอาใจลูกชายคนเล็กนะ เขาบอกลูกชายคนเล็กคนเดียว บ้านผมเขาจะสอนว่าจะเกิดเป็นลูกผู้ชาย หรือลูกคนเล็กก็มีสิทธิ์เท่าเทียมกันหมด เขาทำงาน พี่ทำงาน เราก็ต้องทำงานด้วย และก็ต้องขยันด้วย ที่บ้านจะสอนแบบนี้ สอนกตัญญู ขยัน และก็เก็บออม คือเขาให้กำลังใจ อารมณ์แบบถ้ามันจะเรียล มันจะเรียลแบบแบดๆ คือเขาจะพูดในเชิงที่ผลักดัน ไม่ได้โอ๋ ผมก็บอกอธิบายไม่ถูก สไตล์ที่บ้านผมไม่ได้โอ๋ ไม่ได้อวยด้วย แบบผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ไปตามถูก”

“พอเรามาทำงานตรงนี้ ที่บ้านเขาก็มีอยากผมสืบทอดธุรกิจต่อ ผมก็บอกนะว่า เรามาทำงานด้านวงการบันเทิงเต็มตัวแล้ว เราอาจจะไปเปลี่ยนตรงนั้นไม่ได้เยอะ เพราะว่ามันคือธุรกิจครอบครัว และก็เป็นของตั้งแต่รุ่นอากง

พ่อก็จะแบบเป็นสไตล์คนจีน ในอนาคตก็มีวางไว้ว่าจะเปิดเป็นโรงงาน ที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรม แต่ว่าผมมาโฟกัสตรงนี้ ผมอยากไปให้สุดก่อน แล้วค่อยย้อนกลับไปที่ธุรกิจ และก็แบบอยากทำธุรกิจของตัวเองด้วยหลายอย่าง ทั้งแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ครีมอะไรแบบนี้ครับ เพราะเป็นคนชอบดูแลตัวเอง”

การกลับมาอีกครั้งในวงการบันเทิงเหมือนเริ่มต้นใหม่ทุกอย่าง

“วันที่มาแคสต์ซีรีส์ ธาร-ไทป์ จริงๆ เป็นพี่ที่รู้จักกันครับ เขาก็บอกว่ามีซีรีส์เปิดใหม่ ผมก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นเป็นซีซันสอง ก็เลยลองไปดู แล้วโห่ววว คนสมัครเยอะมาก 500-600 คน ถามว่าเรื่องการแสดง การแคสติ้งเราไม่กลัวอยู่แล้ว มีเด็กใหม่แต่เรามีภาษีดีกว่า การแสดงเราไม่กลัวอยู่แล้ว แต่ว่ามันจะติดภาพลักษณ์เก่ามากกว่า ทั้งน้องใหม่ทั้งการแสดงวนอยู่ในลูปเดิม แต่เราต้องสลัดออกไป”

“การเริ่มต้นใหม่ ผมว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิด ตอนแรกคิดว่ายากกว่านั้น แต่พอลงไปดีเทลแล้ว ง่ายนะครับไม่ยากเลย แต่แค่เราต้องเปลี่ยนทัศนคติเราตรงที่ว่า เรามีแฟนเป็นผู้ชายนะ”

“ธารไทป์ซีซัน 2 เราเหมือนกลับมามีชื่อเสียงมากกว่าแต่ก่อนด้วยซ้ำครับ คนรู้จักเยอะขึ้น เยอะมาก อย่างยอด Follow IG ก่อนหน้านี้ 2-3 หมื่นเองครับ แต่ตอนนี้ไปแสนแล้วครับ ภายในยังไม่ถึงปี เหมือนพลิกวิกฤติเป็นโอกาสเลย ผมก็ถามทั้งพี่มิว กลัฟว่า ช่วงซีซันแรกที่เขาปัง โด่งดังมากเป็นยังไง

เขาก็บอกว่าเขารับมือไม่ทันเหมือนกัน แต่เราคืออาจจะยังไม่ขนาดนั้น เพราะของเราคือซีซันสอง คนคาดหวังเยอะ เราไม่ได้เป็นตัวหลักขนาดนั้น เราเป็นตัวเหมือนคอยซัพพอร์ตมิวกลัฟมากกว่า ทำให้คนเขาก็ชอบส่วนหนึ่งมากกว่า เขาก็แบบคอยให้กำลังใจพวกเรา”

ดีใจที่ได้กลับมาดังอีกครั้ง ขอบคุณทุกคนที่ซัพพอร์ต

“ผมดีใจมากนะครับ เหมือนได้พลังงานดีๆ กลับมา มีไฟกลับมา ตอนนี้มีกลุ่มแฟนคลับด้วย เป็นด้อม เป็น line official มีแฟนคลับมรบ้านประมาณเกือบพันกว่าคนแล้ว คือแฟนคลับเขาก็มีมาหลากหลายที่ แต่ส่วนใหญ่ก็มาจากฐานเดิมของตัวซีรีส์ แล้วต้องขอบคุณพี่มิว กลัฟด้วย พี่ๆ หวานใจบางคนก็ตามเรา แค่ว่ามาตามกดไลค์ กดติดตาม Follow ผมก็ดีใจมากแล้วครับ”

“ทุกวันนี้ชีวิตเปลี่ยนไปเลย มีงานเข้ามาเยอะขึ้น แต่เจอน้องโควิดอาจจะเซ็งๆ นิดนึง แต่ว่าทำใจได้ เข้าใจได้ โดนกันหมด ไม่ใช่เราโดนคนเดียว ผลชิ้นต่อไปก็มีซีรีส์ติดต่อเข้ามา คุยไว้ประมาณ 2-3 เรื่องครับ”

“ตอนนี้ที่วางไว้อยากโกอินเตอร์ คือตอนนี้เราเป็นดารา เป็นนักแสดง สิ่งที่คู่กันก็คือศิลปิน มองไปในทิศทางในศิลปินด้วย คือเป็นนักร้อง โกอินเตอร์ด้วย ไปประเทศจีนอะไรแบบนี้ครับ เพราะเราเชื้อสายจีน มีบางอย่างที่เราได้รับการปลูกฝังทางจีนเยอะ เราก็เลยแบบตลาดจีนนี่แหละ น่าจะใช่ทางของเรา เราก็คนเอเชียด้วย”

“ขอบคุณแฟนลับทุกคนมากๆ เลย ทั้งหน้าใหม่ ทั้งมาจากหวานใจมิว-กลัฟ ขอบคุณที่สนับสนุน ไฮด์ และก็คอยเป็นกำลังใจให้ ไฮด์ ไฮด์ ก็จะพัฒนาตัวเองครับผม และก็จะมอบสิ่งดีๆ เป็นการขอบคุณให้ทุกคน จะมอบรอยยิ้ม มอบเสียงหัวเราะให้ และกากติดตามเซอร์รัสพู่กันด้วยนะครับ ใน TharnType the Series SS2 จริงๆ ยังมีอะไรที่เข้มข้นมากกว่านี้อีกเยอะเลย อยากจะฝากให้ทุกคนติดตามนะครับ แล้วก็อย่าลืมไปอ้อนวอนพี่เมย์ให้ทำซีรีส์ The Boy Next World ด้วยนะครับ”.

ผู้เขียน : โอ้ว…ซาร่า

กราฟิก : Sathit Chuephanngam

ช่างภาพ : เอกลักษณ์ ไม่น้อย

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2004663
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2004663