โควิด-19 พ่นพิษ “เปิ้ล-จูน” โอดร้านอาหารขาดทุนยับเยิน สู้ต่อเพราะห่วงลูกน้อง


เปิ้ล “เราก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน เชื่อว่าทุกคนทั้งประเทศ ทั้งโลกก็คาดไม่ถึงหรอก ว่าจะเจอสถานการณ์แบบนี้อีกครั้งนึง ก็โดนเข้าเต็มๆ ร้านเราเปิดมาก็มีพนักงานค่อนข้างเยอะอยู่เกือบ 50 คน 2 สาขารวมกับคุณทองบายนาครรัชดาซอย 4 ด้วยก็อีกประมาณ 50 คน รวม 2 ร้านก็เกือบ 100 คน พอทางรัฐบาลสั่งว่าให้เปิดได้ถึง 3 ทุ่ม เราก็ปฏิบัติตามนั้นดู”

ข่าวแนะนำ

จูน “ปฏิบัติได้อยู่ 2 วัน รู้สึกได้เลยว่าลูกค้าทุกคนหวาดกลัวกันหมด เลยตัดปัญหาไปเลยดีกว่า”

เปิ้ล “คนกินลดน้อยลงมากจาก 100 เปอร์เซ็นต์ เหลือไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ พนักงานของเราที่มีร่วม 100 คนเราก็จะไปลดลง หรือให้เค้าหยุดงาน เราก็ทำไม่ได้ เค้าก็จะตกงาน เราก็เลยคิดกันเอาไงดี เพราะค่าเช่า 2 ที่ก็เป็นล้าน ค่าใช้จ่าย ค่าแรงงาน เยอะมากๆ มันเป็นภาวะที่เราเข้าใจ คนไทยทั้งประเทศเจอ คนที่เดือดร้อนกว่าครอบครัวเราก็มีน่าจะเยอะ เราก็มองหน้ากันว่าเราจะไปต่อยังไงดี ซึ่งสุดท้ายดิลิเวอรี ไดรฟ์ทรูก็เป็นทางออกของเรา ให้เค้ารับอาหารจากเราไปทานที่บ้านและปิดร้าน”

จูน “ที่เราอยากปิดเพราะเราอยากแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยว่าถ้าเรายังเปิดอยู่ แล้วสมมติจริงๆว่ามีคนกินแล้วมีไทม์ไลน์มาที่ร้านเรา มันจะหนักไปกว่านี้”

เปิ้ล “มีน้องบางคนเค้าก็นั่งร้องไห้มาคุยกับเราว่าเราจะไม่ปิดร้านใช่มั้ย เราตอบว่าต้องปิด เค้าก็น้ำตาไหลเลย ก็มานั่งคุยกันว่าไม่ต้องกลัว ทุกคนจะอยู่กับเรา พี่เปิ้ลกับพี่จูรับผิดชอบเอง แต่ขอให้ทุกคนประหยัด ช่วยกันทำเท่าที่เรามี ดีลิเวอรีก็ช่วยกันส่ง เมื่อไหร่ที่ตัวเลขของคนติดเชื้อทยอยลดลง ทุกอย่างฟื้นกลับมาเมื่อไหร่ พวกเราจะได้รับเงินเดือนกัน เต็มที่เหมือนเดิม”

ลดค่าจ้างลงไปเยอะมั้ย?

เปิ้ล “ค่าจ้างตอนนี้เราดูที่ยอดขายจากดีลิเวอรีด้วยระบบต่างๆ ร้านนี้ก็ยังไม่เคยทำ แต่วันนี้เราเซตทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว เราก็ เลยต้องบอกพนักงานทุกคนให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายหน่อย พี่ขอลดค่าแรงลงนิดนึงนะ มาทำงานวันเว้นวันได้มั้ย อย่างน้อยเด็กก็จะมีเงินไปจ่ายค่าห้องพัก ส่วนค่าอาหารเราเลี้ยงดูปูเสื่อทุกวันอยู่แล้วไม่ต้องห่วงเลย ถามว่าท้อมั้ย บอกตรงๆว่าไม่ท้อเลย เพราะพอเราเห็นพ่อแม่พี่น้องคนอื่น เราเชื่อเลยว่าเค้าเหนื่อยกว่าเราหนักกว่าเราเยอะมาก ณ ตอนนี้เหมือนลงทะเลที่เจอคลื่นแล้ว มันไปต่อไม่ได้แล้ว มีทางเดียวต้องข้ามคลื่นแต่ละลูกไปให้ได้ จนกว่าพายุจะสงบ”

ยังไม่ถึงขั้นคิดจะขายทิ้งเลย?

เปิ้ล “แว่บแรกเลยคือปิดกิจการเลย เจอวันแรกช็อก ขายได้วันละพันกว่าบาท พอไปนอนคิดได้คืนเดียว กลับมาคิดอีกที อาชีพอื่น อสังหา นักบิน หลายคนกลับมาทำร้านอาหารทั้งนั้น ทั้งที่ทำไม่เป็น แล้วเราทำมาเป็นสิบกว่าปี เราจะหนีทำไม ในเมื่อนี่คืออาชีพที่ถนัดด้วย ก็เลยเลิกคิดที่จะหนี ตอนนี้มีทางเดียวคือสู้ แล้วก็ยังมีธุรกิจภาพยนตร์ที่กำลังจะฉายเร็วๆนี้ หนังวางแผนจะออกเดือนหน้า ลงทุนไปตั้งหลายสิบล้าน คือมันทำให้เราคิดว่ามันต้องเลื่อนอีกมั้ย เพราะเลื่อนมารอบหนึ่งแล้ว ทั้งหมดมันเป็นการลงทุนหมดเลย เงินมัน
ก็ไปจมอยู่ตรงนั้น”

จูน “ถามว่า เครียดมั้ย มันก็เครียด ถ้ามันยังทำอะไรไม่ได้ จูนก็ต้องวางไปก่อน เอาหน้างานที่อยู่ข้างหน้าก่อน เอาลูกก่อน แล้วค่อยมาดูงานเก่า เราต้องแบ่งตัวเองให้ได้ เพราะว่าไม่งั้นมันจะพัง”

เปิ้ล “วิธีการปราบความเครียดของเราตอนนี้คือ ถึงเวลาอยู่กับลูก จะพาลูกไปอยู่ภูเขาล่ะ ไปอยู่แม่น้ำ สนามหญ้า เล่นกับลูก พาลูกว่ายน้ำ ออก กำลังกาย”

ขาดทุนไปเท่าไหร่ เงินจมไปแค่ไหน?

เปิ้ล “ร้านอาหารใช้ทุนเป็น 10 ล้าน ถามว่าได้คืนตอนนี้มั้ย ไม่ได้แน่ๆอยู่แล้ว มีทางเดียวคืออย่าทำให้ขาดทุนในแต่ละเดือน แต่ ณ ตอนนี้เราก็ทิ้งน้องพนักงานไม่ได้ เราภาวนาขอแค่คนสั่งดีลิเวอรีเราเยอะๆ เพื่อได้เงินมาเลี้ยงพนักงานเกือบร้อยคนให้พอก็พอแล้ว”.

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2010448
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2010448