โบวี่ อัฐมา ยอมรับ มือลั่นลงรูป แฟนหนุ่มนอกวงการ หลังศึกษาดูใจกันมา 2 ปี


โบวี่ อัฐมา ยอมรับ มือลั่นลงรูป แฟนหนุ่มนอกวงการ หลังศึกษาดูใจกันมา 2 ปี

โบวี่ อัฐมา ยอมรับ – ไม่รู้เพราะสเตตัสหัวใจที่เปลี่ยนไปไม่ว่างแล้วหรือเปล่าถึงทำให้ โบวี่ อัฐมา สวยใสออร่าจับขึ้นมากมาย เรียกว่าไฟในสตูดิโอของรายการ ต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 ยังแพ้ในความรักที่ สาวโบวี่ ยอมเปิดใจให้ล้วงลึกแบบไขทุกข้อข้องใจว่า หนุ่ม ปริศนาที่เจ้าตัวบอกว่า มือลั่น ลงในอินตารแกรมส่วนตัวคนนี้คือ

โบวี่ อัฐมา : อย่าใช้คำว่าเปิดตัวเลยใช้คำว่า มือลั่น (หัวเราะ) คือเราคุยกับคนคนนี้มา 2 ปีแล้ว และไม่เคยคิดว่าจะลงรูปเลย ไม่เคยคิดเลยสักครั้งหนึ่ง ลืมนึกถึงการโพสต์รูปเลย แต่วันนั้นเราไปเที่ยวทะเลกันแล้วเพื่อนถ่ายรูปนี้ให้แล้ว เรารู้สึกว่าทำไมรูปนี้น่ารักจังเลย เราเลยอยากโพสต์เก็บไว้เป็นที่ระลึกก็เลยลงแต่เราก็ไม่ได้แท็กเขาลง ไม่ได้เปิดวาร์ปเขา(แล้วอีกอย่างไม่ค่อยเห็นหน้าเขาด้วย)

แต่เมื่อก่อนถ้า โบว์ คบใคร 2 เดือนรู้กันแล้วนะ : หนึ่งเดือนด้วยซ้ำ (หัวเราะ) สมัยเด็กเนอะคะ เราคบใครเราก็เปิดทุกคนใครมาถามก็บอก แต่เพราะว่าเราโตด้วยตอนนี้ และเนื่องจากเมื่อตอนนั้นเราเป็นแบบนั้นมาตลอดเราไม่ปิดเลยเปิดเผยมาก อย่างบางทีเราคุยกับใครยังไม่ได้เป็นแฟนด้วยซ้ำ บางทีเขามาจีบแล้วเราก็คุยเราไม่ได้คิดเยอะอะไรแล้วก็มีคนรู้เรื่อง แต่บางคนคุยไปคุยมา 7 เดือนก็เลิกก็เป็นแบบนี้มาตลอดเราก็รู้จังเบื่อจัง

โบวี่ อัฐมา ยอมรับ

สำหรับคนนี้เขาไม่ได้เป็นคนในวงการเป็นคนนอกที่ห่างไกลวงการไปเลย ซึ่งเขาก็เป็นบุคคลธรรมดาปกติค่ะ ที่บ้านของเขามีห้องให้เช่า (ก็ไม่ได้เป็นถึงเจ้าของอพาร์ทเม้นท์ใหญ่โตอะไร) แต่เขาเป็นคนที่ทำหลายอย่าง

เพราะ โบวี่ เป็นคนที่เปิดเผยมาตลอดแต่สำหรับคนนี้ที่ไม่บอกใครเลย เพราะกลัวอาถรรพ์จะทำให้เลิกกันไหม : ไม่เคยคิดเรื่องกลัวเลิก แต่ว่ามีความสุขดีที่อยู่แบบนี้ไม่ต้องมีใครรู้จักเขา และเราก็ไม่ได้มีการตกลงอะไรในเรื่องของการโพสต์รูป เพราะเขาก็ไม่ได้โพสต์เหมือนกัน มันเลยกลายเป็นความรู้สึกที่ดี เพราะเขาไม่ได้อยากมีตัวตน อยากเป็นข่าว คือเพราะที่เขาคุยกับเราเพราะเขาอยากคุยกับเรา

กับคนนี้เห็นบอกว่าถึงกับมองถึงอนาคตลั่นระฆังวิวาห์ เป็นเจ้าสาวของคนนี้ : จริงๆตัวเราเองไม่ได้โฟกัสถึงเรื่องแต่งงาน เพราะเพื่อนๆหรือผู้หญิงส่วนมากคือ จุดมุ่งหมายของชีวิตคือฉันอยากแต่งงาน แต่สำหรับเราไม่ได้มีความรู้สึกเข้าใจในสิ่งนั้นสำหรับเรางานแต่ง คือภาระ เหนื่อยยุ่งยาก เปลืองตังค์ แค่คิดก็ไม่อยากทำแล้ว แต่ถ้าจะต้องจัดจริงๆมองไว้ว่าสัก 40 ค่อยจัด เพราะอยากทำให้คุณพ่อคุณแม่ เพราะที่วางไว้ตอนนั้นก็เพราะว่าตอนนี้แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว ขี้เกียจด้วย (หัวเราะ)

แต่จะจัดเล็กๆได้ยังไง เมื่อมีข่าวว่าผู้ชายคนนี้ของ โบ เป็นคนร่ำรวย เป็นไฮโซ ถึงไปคบกับเขา : ไม่ใช่ค่ะ คือ จริงๆเหตุผลที่เรารู้สึกว่าคนคนนี้ที่เขาเข้ากับเราได้ก็เพราะว่า เราเป็นคนที่ไม่ค่อยเหมือนใครคือหลังจากที่ตัวของ โบ เองได้มีโอกาสได้พบพูดคุยกับบุคคลหลายรูปแบบ หลายฐานะอะไรอย่างนี้ หลายฐานะแล้วเรารู้สึกว่าเราได้ค้นพบตัวเราเองว่าเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการหาเงินอะไรขนาดนั้น อย่างเมื่อก่อนเราจะรู้สึกว่าเราจะต้องสร้างฐานะ แต่พอเรามีแล้วเราก็จะคิดต่อไปอีกว่าเราจะก้าวไปสู่ข้างหน้าต่อยังไง สเต็ปต่อไปคืออะไร เหมือนก่อนเราเป็นอย่างนั้น

โบวี่ อัฐมา ยอมรับ

พอมาปฏิบัติธรรมจริงๆเหมือนความรู้สึกข้างในเปลี่ยนไปทำให้เรารู้สึกว่าการหาเงินเสียเวลา (คือเราไม่ได้บอกว่าการหาเงินเสียเวลาไม่ได้บอกว่าต้องง้อมือง้อเท้านะ) แต่การที่เราหาเงินไปเรื่อยแล้วไม่รู้ว่าจะหยุดเมื่อไหร่มันเสียเวลา เพราะเรามองย้อนมาดูตัวเราเองตอนนี้ว่าทรัพย์สินที่มีอยู่มันไม่ได้เยอะขนาดนั้น แต่ถามว่ามันพอไหม รายได้ต่อเดือนพอใช้ไหม พอ แต่ถ้าเรายังหาๆจนไม่มีเวลาแต่เวลาที่เราตายไปแล้วเราไม่สามารถเอาอะไรไปได้เลยนะ สู้เรารู้จักแบ่งเวลาคือครึ่งหนึ่งทำงาน อีกครึ่งไปปฏิบัติธรรม ไปช่วยเหลือสังคม

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราสามารถนำติดตัวข้ามภพข้ามชาติไปได้ แต่เงินเรามีเงินแค่ไหนเราตายไปคือมันหมดชาตินี้เลยนะ(ไอเดียเราเป็นแบบนี้) แล้วพอเราไปเจอนักธุรกิจคนที่มั่งคั่งมาก ความคิดของเขาไม่ตรงกับเรา เพราะเมื่อเขาสำเร็จหนึ่งระดับแล้วเขาก็จะไปก้าวที่สองแล้วก็ขยายต่อๆไป ซึ่งเราไปอยู่ตรงนั้นแล้วเรารู้สึกว่าเราอยู่ไม่ได้เพราะว่าเรารู้สึกเสียเวลา แต่พอเราเจอคนคนนี้ คือ เขาไม่ได้เป็นแบบนั้นคือเขาก็ไม่ได้รวยอะไรมากมาย แต่เขาก็สามารถอยู่สบายๆโดยที่แบบไม่ต้องพยายามไปหาอะไรเพิ่ม

อะไรคือ สิ่งที่เปลี่ยนให้เราเป็น โบวี่ อีกคนหนึ่งไปได้ทั้งๆที่เมื่อก่อนเราทำงาน หาเงิน แต่ตอนนี้แบ่งเวลาทำงานหาเงิน ทำเพื่อสังคมเข้าวัด : ครั้งแรกตอนนั้นอกหัก! แล้วเพราะเราอกหักตลอดเวลา โบ เป็นคนใจร้อนขี้โมโหเอาแต่ใจ (ตอนนั้นเราไม่รู้ตัวเองเลยเพราะเอาแต่โทษคนอื่น) แต่พอเราได้มาปฏิบัติธรรมแล้วกลายเป็นว่าสิ่งที่เราโทษๆคนอื่นมาตลอดไม่ใช่เพราะคนอื่นแต่เป็นเพราะตัวเราเองที่ทำเรื่องเสีย (แต่ส่วนใหญ่ที่เราวีนเหวี่ยงใส่จะเป็นแฟน) คนทั่วไปไม่ค่อยมี แต่ที่มีคนบอกว่าคนในกองมีโดนเราวีน คือ ต้องอธิบายแบบนี้ค่ะ คือ เราเป็นคนที่เสียงดุ แล้วเวลาที่เราโกรธเสียงเราจะแบบ ดุ มาก บางทีเรานั่งเฉยๆนิ่งๆหน้าเราเหวี่ยงมาก แต่จริงๆเราไม่ได้เป็นอะไรเลย

เป็นคนที่มีอารมณ์วีน ขนาดนี้แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะกลายไปเป็นนักออกแบบดีไซน์บ้านได้ : งานที่ทำเกี่ยวกับแต่งบ้านคือ เพิ่งเริ่มทำเองค่ะหลังจากที่ไปปฏิบัติธรรมมา คือ โบ ไปซื้อบ้านแล้วเราก็ไปเลือกซื้อของเองไปศึกษาหาความรู้เรื่องของการตกแต่ง เพราะเราสร้างบ้านนานเราเลยได้มีโอกาสศึกษาพูดคุยกับสถาปนิก อินทีเรีย ทั้งช่าง วิศวกร จนเรามีความชอบเราเลยทำคอนเทนต์เกี่ยวกับการตกแต่งบ้าน

แล้วตอนนี้บ้านแต่งเสร็จเรียบร้อยยังของ โบวี่ เอง แล้วคิดว่าจะเอาไว้เป็นเรือนหอไหม : เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ แต่ไม่ได้คิดว่าเอาไว้เป็นเรือนหอเรือนหอขอแบบเล็กๆไม่ใหญ่มากที่เราอยากได้เรือนหอเล็กๆ เพราะว่าเรารู้สึกว่าบ้านของเราที่สร้างไปคือ ใหญ่เกินกว่าเหตุพื้นที่ดินที่เราสร้างบ้านเกือบครึ่งไร่ แต่เรารู้สึกว่าเราไปปฏิบัติธรรมห้องที่เราอยู่คือ 2 เมตรเอง เราก็รู้สึกว่าเท่านี้ก็อยู่ได้แล้วคนที่ โบ คุยอยู่เขาก็ไปปฏิบัติธรรมกับเราเหมือนกันเขาก็เห็นด้วยว่าใหญ่ๆดูแลยาก เล็กๆที่เราอยู่ได้ก็เพียงพอแล้วกับชีวิต

สามารถชมรายการ ต้มยำอมรินทร์ ย้อนหลังได้ทาง ยูทูป :

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_5727847
ขอขอบคุณ : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_5727847