เพชร กรุณพล เผยมีกลุ่มชายชุดดำ มานั่งมองหน้า หลังแสดงจุดยืนเรียกร้องปชต.


เพชร กรุณพล ยันจุดยืนเรียกร้องประชาธิปไตย ไม่หวั่นหลังโดนแบน-แคนเซิลหลายงาน เผยมีกลุ่มชายชุดดำ มานั่งมองหน้าในร้าน

เกาะติดข่าว กดติดตามข่าวสด
เพิ่มเพื่อน

วันที่ 25 ม.ค. 2564 เพชร กรุณพล เทียนสุวรรณ นักแสดงหนุ่ม มาร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัว 3 ซีรีส์ COMA/Love Operation ปฏิบัติการ(ลับ)รัก และ Pretty Idol&Her angle เทพวุ่นวาย ไอดอลวุ่นรัก ที่ลานกิจกรรม People park community mall สุขุมวิท 77 พร้อมให้สัมภาษณ์ ถึงเรื่องการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ที่ส่งผลกระทบต่อเจ้าตัวโดนยกเลิกไปหลายงาน

หลังจากที่แสดงความคิดเห็นทางการเมือง ฟีดแบ็กเป็นยังไงบ้าง? “ฟีดแบ็กก็มีคนด่าเยอะครับ แล้วก็มีผู้ใหญ่หลายท่านที่เคยรู้จักกันพยายามเตะสกัดนิดนึง เห็นไปบอกผู้จัด คนรู้จักว่าจะให้บอยคอตเรา ซึ่งเราก็บอกว่าแล้วแต่สะดวกครับ เราก็แสดงความเห็นในมุมของเรา ไม่ได้ไประรานใคร แต่ถ้าเขาไม่สบายใจคงต้องขอโทษด้วย”

มันรุนแรงกว่าครั้งที่ผ่านมาที่เราไปแสดงความคิดเห็น? “มันก็รุนแรงขึ้นทุกวันแหละ จริงๆ แล้วต้องบอกว่ามันมีฝั่งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย คือคนที่เขาเห็นด้วยเขาก็ยินดีที่มีฝั่งเพิ่มในของตัวเอง คนที่ไม่เห็นด้วยเขาก็เหมารวม เพราะว่าถ้าพูดถึงเรื่องการเมืองมันมีหลากหลายกลุ่ม มีทั้งคนที่อยากปฏิรูป อยากจะยุบสภา คนที่อยากเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ซึ่งมันไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวทั้งหมด แต่ในแนวทางความคิดบางอย่างมันจะไปในแนวทางเดียวกัน แต่ว่าหลายคนที่เขาไม่ชอบเขาก็เหมารวม ซึ่งเราว่ามันก็ต้องแยกแยะเป็นเรื่องๆ”

จุดยืนของเราพูดในไลฟ์สไตล์การเมือง? “ใช่ๆ ที่เราเริ่มคือเรารู้สึกว่าความรุนแรงกับเยาวชน หรือกับคนที่ออกมาเรียกร้องในสิ่งที่เขาต้องการมันไม่ควรจะต้องรุนแรงขนาดนั้น เพราะว่าความรุนแรงมันยังไม่เกิด แต่กลับกลายเป็นว่าภาครัฐใช้ความรุนแรงที่เกินกว่าขอบเขตคน”

การออกมาพูดแบบนี้ มันมีผลกระทบเรื่องงานไหม? “มีครับ มีแคนเซิลงานที่ทำอยู่ หรือว่างานที่ดีลไว้ก็ขอแคนเซิลก่อน”

ความรู้สึกเราตอนที่ได้รับแจ้งเป็นยังไงบ้าง? “ก็ประหลาด ตอนแรกถามว่าตกใจมั้ย ตกใจว่ามันเกี่ยวข้องกันขนาดนั้นเลยเหรอ แต่พอได้พูดคุยก็เข้าใจว่าหลายๆคนเขามีแบรนด์ของเขา เขาก็ไม่อยากให้ตัวแบรนด์เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง เพราะว่าถามเขาว่าเลือกข้างมั้ย เขาไม่เลือกข้าง เพราะคนทำธุรกิจเขาก็อยากจะยืนอยู่ตรงกลางมากกว่า ก็ไม่รู้ว่าฝั่งไหนแพ้ ฝั่งไหนชนะ ถ้าเกิดเลือกข้างไป แล้วเลือกข้างผิดมันก็มีผลต่อธุรกิจ”

หลายเจ้า หลายรายไหม? “2-3 รายครับ”

ดาราหลายๆ คนเลือกที่จะอยู่ตรงกลางเพื่อที่จะเซฟตัวเอง แต่เราไม่ได้มองเรื่องนี้? “เรารู้สึกว่าอะไรที่มันไม่ถูก เราก็ควรจะพูด อะไรที่มันผิดแล้วนั่งเงียบๆ ไว้แล้ว สิ่งที่ผิดแล้วเสียงดังก็กลายเป็นสิ่งที่ถูกขึ้นมา เพราะฉะนั้นมันต้องมีความเห็นแย้ง ทุกสังคมจะต้องมีการเห็นแย้ง แม้ความเห็นแย้งจะถูกจะผิดก็ค่อยไปว่ากัน แต่มันไม่ได้หมายความว่าคนที่เสียงดังกว่าต้องเป็นคนชนะเสมอ”

จุดยืนเราหลังจากนี้ยังเหมือนเดิม? “ก็ยังเหมือนเดิมครับ แต่ว่าเราก็ต่อต้านการใช้ความรุนแรง เราก็ยังเน้นถึงคนสามารถมีสิทธิ์มีเสียงในการที่จะแสดงออกตามความต้องการของตัวเองได้แม้ว่าความต้องการบางอย่างมันอาจจะล้ำเส้นไปหน่อย แต่ถ้ามันอยู่ในขอบเขตของการไม่ทำร้ายกัน ขอบเขตที่ไม่ไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของกันและกัน ผมว่ามันได้”

หลายคนร่วมสนับสนุนอยากไปอุดหนุนร้าน? “มีครับ ช่วงแรกๆก็มีคนมาหาที่ร้านเยอะ มาพูดมาคุย ซึ่งหลายๆ คนก็อยากฟังแนวความคิด เราก็นั่งคุยเป็นชั่วโมงซึ่งต้องบอกว่ามันมีหลายแนวทาง ของน้องๆ พี่ก็ไม่ได้สรุปร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกแนวทาง แต่ส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกับน้องๆ แต่บางอย่างที่น้องๆ ทำมากเกินไป เราก็บอกเลยว่าเราไม่ได้เห็นด้วยกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น”

มีทั้งคนที่มาด้วยดี และคนที่มาไม่ดีไหม? “ยังไม่ดีขนาดที่พูดได้ว่าไม่ดี มีมาแบบมานั่งมองหน้า ผู้ชาย 5-6 คน ใส่ชุดดำมานั่งมองหน้า”

มันดูเป็นการขู่ไหม? “ขู่หรอ ก็ไม่รู้ว่ามาอุดหนุน หรืออยากมาดู อยากมาเห็น เราก็เข้าไปไหว้นะ สวัสดี แบบมีอะไรให้ผมรับใช้มั้ย เขาก็บอกไม่มีครับ แต่หน้าไม่ค่อยรับแขก แต่ก็ไม่เป็นไร เรายินดีรับ เพราะเราก็ทำธุรกิจ อยากจะแสดงออกความเห็น มีเวลาว่างอยากนั่งคุยกันเราก็ยินดี เพราะอย่างที่บอกว่าทุกคนสามารถแสดงออกทางความคิดได้ ทางคำพูดได้”

กลัวเรื่องความปลอดภัยไหม? “ไม่กลัวนะ เพราะว่าพี่ก็ไม่ได้ไปด่าใคร ทำร้ายใคร แล้วใครจะทำร้ายพี่ ก็ต้องถามตัวเองว่าจะทำร้ายพี่ไปให้ได้เพื่ออะไร”

สถานการณ์มันเงียบลงไหม? “มันเงียบลงจากการที่ไม่มีม็อบ เพราะโควิดรอบ 2 มันกลับเข้ามาทุกคนก็พยายามเก็บตัวเองเพื่อไม่อยากให้มันมีการแพร่กระจายของโรค แต่ว่าในโซเชียลมีเดีย หรือว่าในสื่อต่างๆ เขาก็ยังมีการพูดคุยและแลกเปลี่ยนกันอยู่ ก็ยังมีการนัดหมายกันอยู่”

ตอนนี้ธุรกิจเป็นยังไงบ้าง? “โอเค อยู่ได้ ลูกค้าก็น้อยลง เนื่องจากบริษัทรอบๆ ร้านก็เวิร์กฟรอมโฮมเลยไม่มีพนักงานบริษัทที่มาทานที่ร้าน แล้วก็ที่บ้านรับจัดเลี้ยง เขาก็งดการจัดเลี้ยงเลยแคนเซิลงานทั้งหมดก่อน ก็ปรับรูปแบบเป็นเว้นระยะโต๊ะมากขึ้น แล้วก็ปรับอาหารให้เป็นซื้อกลับบ้านเพิ่มมากขึ้น ส่วนร้านอาหารคุณแม่ พนักงานประมาณ 100 คนก็ให้ทุกคนอยู่กับที่ร้าน แล้วก็มีสวัสดิการที่มากขึ้นแต่ว่าเงินเดือนก็ลดลงนิดนึง เพื่อประคองช่วงนี้ให้มันอยู่ได้ก่อน”

ต้องแบกรับเรื่องค่าใช้จ่ายมากขึ้น? “ค่าใช้จ่ายเรื่องเงินเดือนเป็นหลัก เพราะพนักงานเราเยอะประมาณ 100 คน เป็นล้านเหมือนกันครับเดือนนึง”

แต่ก็ถือว่าผ่านได้? “โชคดีตอนที่โควิดรอบแรกหมด คือที่บ้านรับงานแต่งงาน จัดงานเลี้ยง มันเหมือนเป็นช่วงเวลาที่อัดอั้น เขาก็มาจัดงานช่วงปลายปี ทั้งงานเกษียณ งานปีใหม่ มันก็ยังมีรายได้จากตรงนั้นมาช่วยจุนเจือในช่วงนี้อยู่ ก็ยังประคองไปได้ครับ(ยิ้ม)”

ภาพจาก IG: petchkaroonpon

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_5811962
ขอขอบคุณ : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_5811962