มัจฉา โมซิมันน์ เจ้าของเพลงฮิต So What จากนางแบบสู่นักร้องน้องใหม่


แต่ตอนเด็กๆ ฉาจะไม่ค่อยชอบชื่อตัวเอง เพราะฉาเรียนโรงเรียนเยอรมัน เป็นอินเตอร์ แต่พูดภาษาเยอรมัน ซึ่งชื่อเราเวลาพูดภาษาเยอรมัน มันก็จะออกเสียง มัจฉา มันก็จะดูแมนๆ ฟังดูแล้วไม่ไพเราะ มันไม่เหมือนภาษาไทย ก็เลยไม่ชอบชื่อตัวเอง เพราะรู้สึกทุกคนชื่อแบบสวยๆ ผู้หญิงๆ แต่ชื่อเราคือแบบฟังไม่เพราะเลย ตอนเด็กๆ ก็คือไม่ชอบชื่อตัวเอง รู้เรื่องราวมาตลอด แต่ไม่ได้คิดอะไรมาก

พอโตขึ้นมาตอนนี้ เราชื่นชมชื่อตัวเองแล้ว ดีใจมากที่ชื่อแบบนี้ เพราะรู้สึกว่ามันไม่เหมือนใครดี เลยใช้ชื่อนี้ในวงการด้วย ส่วนคนรอบข้าง คุณพ่อคุณแม่จะเรียกว่าช่าค่ะ ฉาจะเรียกตัวเองว่า ฉา หรือ ช่า”

เส้นทางนางแบบวัยรุ่น

จากนั้นมัจฉาเผยถึงเส้นทางการเข้าสู่วงการบันเทิง ซึ่งเริ่มต้นมาจากการการประกวด Young Model 2012 ซึ่งเป็นเวทีเล็กของการประกวดไทยซุปเปอร์โมเดล 2012 ของช่อง 7 สี ด้วยความที่เป็นสาวหน้าสวยเก๋ พกความสูงมาถึง 176 ซม. จึงทำให้มีงานเดินแบบเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งตอนที่ไปประกวด มัจฉาบอกว่าไม่ได้คิดอะไรนอกจากจะตามเพื่อนไปประกวดด้วยเท่านั้นเอง

“ฉาเคยประกวด Young Model ตั้งแต่อายุ 13 ซึ่งมันเป็นเวทีเล็กของไทยซุปเปอร์โมเดล ซึ่งปีนั้นชนะ แต่ตอนนั้นเป็น Young Model รุ่นเด็ก แต่เวทีเดียวกัน ก็เริ่มตั้งแต่ขอคุณแม่ไปประกวด หลังจากนั้นก็ได้เจอป้าตือ (สมบัษร ถิระสาโรช) ป้าตือก็ให้เดินพวกอีเวนต์ตามห้าง หลังจากนั้นก็ได้เดิน ELLE Fashion Week และก็ได้ถ่ายนิตยสารพวก ELLE หรือ VOGUE ก็ทำมาเรื่อยๆ ตอนนั้นเรียนอยู่ด้วยก็เหมือนทำพร้อมกับเรียนไปด้วยค่ะ

แต่ตอนประกวดอันนั้นคือยังไม่จริงจังค่ะ ยังไม่ได้คิดอะไรเลย คือแค่เพื่อนอยากไปประกวด เราก็มาขอแม่ว่าไปประกวดด้วยนะ อยากไปกับเพื่อน อยากทำ เพราะเราชอบอยู่แล้ว เราชอบดูทีวี เราชอบ อยากเป็นนางแบบ คือเรามีความฝันตั้งแต่เด็กว่าเราอยากเป็น”

เมื่อเราถามถึงผลงานในฐานะนางแบบที่รู้สึกภูมิใจที่สุด มัจฉาเผยว่า “ถ้าถูกใจสุดเหรอคะ น่าจะเป็นตอนที่ CHANEL Cruise มาที่เมืองไทยค่ะ ฉาได้เดิน CHANEL Cruise และก็ได้ร่วมงานโฆษณา YSLbeauty ได้เล่นเป็นเอ็กซ์ตร้าของ โซอี้ คราวิตซ์ ค่ะ เขามาเมืองไทย เขามาถ่ายที่นี่ ก็เหมือนเราได้ถ่ายโฆษณากับเขา ได้ลงเพจ YSLbeauty คือดีใจมาก ภูมิใจมาก”

จากนางแบบสู่นักร้อง

มัจฉาเผยต่อถึงอีกหนึ่งความฝันที่อยากทำมาตลอดนอกจากนางแบบ ซึ่งก็คือการเป็นนักร้อง มัจฉาเผยถึงที่มาของการทำตามความฝันตนเองว่า “ที่จริงเคยฝันว่าอยากเป็นนักร้อง เพราะว่าชอบร้องเพลงมากๆ ตอนเด็กๆ คือร้องตลอดเวลา แต่ว่าตอนเด็กๆ ฉาเป็นคนที่ขี้อายมาก ก็เลยไม่เคยร้องให้ใครฟัง นอกจากคุณแม่ มีงานโรงเรียนก็เคยร้อง แต่ร้องครั้ง 1-2 ครั้ง เหมือนไม่ได้เชื่อมั่นในตัวเองขนาดนั้น คือตอนเด็กเคยเรียนร้องเพลงเรียนเต้นที่ D-Dance แต่เราไม่ค่อยกล้าแสดงออกตั้งแต่เด็ก เราก็เลยหยุดมันไปค่ะ

พอทำงานถ่ายแบบ งานแสดงมาเรื่อยๆ แล้วเมื่อต้นปีที่แล้วก็ได้มีโอกาสไปออดิชั่นให้ค่าย White Fox ก็คือเพอร์เฟกต์ตรงใจเรามาก เลยมาทำเพลงค่ะ และพี่เวย์มาเป็น Executive Producer ก็ได้คุยกันว่า เราเป็นแบบนี้นะ เราอยากที่จะพูดเรื่องพวกนี้ในเพลงของเรา และก็เรื่องเสื้อผ้า แฟชั่นในเอ็มวีเราก็มีส่วนร่วมด้วย เพราะว่าเป็นคนที่ชอบแฟชั่นอยู่แล้ว และก็เรียนแฟชั่นด้วย แล้วก็มีแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองด้วย เพราะฉะนั้นก็เหมือนมีส่วนร่วมในเรื่องของการแต่งตัว ชอบแนวสไตล์วินเทจหน่อย ยุค 90’s-2000’s

แต่ว่าตอนแรกฉาเต้นไม่ได้เลย ฉาเคยเรียนในตอนเด็กๆ แต่ว่ามันห่างไปนานมาก และฉาเป็นคนที่แขนขายาว และเวลาเต้นมันจะแบบเก้งก้าง ตอนแรกเต้นไม่ได้เลย เรียนกับครูอู๋ (เปรมจิตต์ อำนรรฆมณี) และก็คุณครูที่ D-Dance ค่ะ และครูอู๋เป็นคนที่คิดท่าเต้นของเอ็มวีทั้งหมด ตอนนี้ก็ถือว่าดีขึ้นเยอะแล้ว ก็ต้องรื้อฟื้นนิดนึงเพราะมันยากค่ะ มันห่างไปนานมาก ที่จริงเหมือนเราเริ่มใหม่เลย เพราะการเต้นมันต้องมีกล้ามเนื้อ แล้วฉาไม่มีกล้ามเนื้อ เวลาเราเต้นเราเลยไม่แข็งแรง คือตอนนี้พยายามต้องฝึกไปเรื่อยๆ เพราะเหมือนกล้ามเนื้อเราต้องชินกับมัน เรื่องร้องเพลงเราต้องฝึกไปเรื่อยๆ เพราะเราก็ไม่ได้ร้องมานานมาก ก็ต้องทำให้แข็งแรง

ที่จริงแต่ละเพลงฉารู้สึกว่ามันสามารถพรีเซนต์ผู้หญิงได้ทุกแบบ แต่มันแค่หลากอารมณ์ เหมือนเพลง So What จะบอกว่าเราต้องรักตัวเอง เราต้องมั่นใจในตัวเอง ถ้าเกิดผู้ชายไม่เห็นคุณค่าในตัวเรา เราต้องกลับมาเห็นคุณค่าตัวเอง และก็อย่าไปอยู่กับเขาเลย คือมันก็เป็นเหมือน Life Motto อันหนึ่ง เราก็ไม่แคร์ เราก็เดินหนีไปได้”

และเมื่อปล่อยซิงเกิลเพลงแรกในชีวิต “So What” ก็กลายเป็นกระแสในโลกโซเชียลอย่างรวดเร็ว มัจฉารู้สึกดีใจมาก เพราะไม่คิดว่าจะมีกระแสตอบรับขนาดนี้ “รู้สึกดีใจมาก เพราะไม่คิดว่าจะมีคนมาดูเยอะขนาดนี้ค่ะ ก็รู้สึกแฮปปี้มาก เพราะว่าเป็นเพลงแรกด้วย คือไม่ได้คาดหวังแต่มันเกินการที่เราคาดหวังมาก ก็ดีใจมาก ทำให้เรามีกำลังใจที่อยากทำไปเรื่อยๆ ตอนนี้ก็ทำอัลบั้มอยู่ค่ะ ซึ่งจะมี 5 เพลง ก็จะออกมาทีละเพลง ตอนนี้เพลงที่ 2 ก็ออกมาแล้วค่ะ”

Swipe 

เราถามถึงซิงเกิลที่ 2 “Swipe” ซึ่งเป็นเพลงที่ โต้ง ทูพี (Twopee) มาร่วมร้องด้วย มัจฉาเผยว่าเป็นเพลงแรกของเธอที่มีการฟีเจอริ่ง และรู้สึกดีใจที่ได้ร่วมงานกับรุ่นพี่อย่างโต้ง เพราะเคยทำงานร่วมกันมาก่อนแล้ว

“เพลงที่ 2 คือเพลง SWIPE ซึ่งก็จะสนุกขึ้นมาหน่อย ชิลหน่อย เพลงที่ 2 ก็เหมือนเราไปหาความรักใหม่ ก็จะเหมือนเป็นแต่ละมู้ดค่ะ มีพี่โต้ง TWOPEE มาฟีเจอริ่ง จริงๆ ไม่เกร็ง เพราะว่าฉาเคยทำงานกับพี่โต้งมาแล้วค่ะ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เคยเล่นเอ็มวีของพี่โต้ง ชื่อเพลง Get Lost คือรู้จักกันมาก่อนอยู่แล้วก็เลยไม่เกร็งค่ะ (หัวเราะ) เหมือนได้ทำงานกับเพื่อนค่ะ แต่ว่าสนุกมาก เพราะว่าเป็นเพลงแรกที่มีฟีเจอริ่งด้วย และก็มีพี่โต้ง ดีใจมาก ก็เป็นพี่เวย์ที่เอาพี่โต้งมาฟีเจอริ่งด้วย เราก็คิดว่าดีเลย เพอร์เฟกต์

ภาพโดยรวมของเพลงทั้งหมดพอใจมากค่ะ เพราะว่าเอ็มวีที่ถ่ายไป ธีมของเอ็มวีจะเป็นยุค 90 บวกกับยุค 2000 มิลเลนเนียม เพราะเพลง SWIPE จะพูดถึง Dating App แอปหาคู่ เพราะฉะนั้นในเอ็มวีก็เหมือนเราอยู่ในแอป และรอผู้ชายมา SWIPE และก็แมทกัน ซึ่งเราก็แมตช์กับพี่โต้ง ฉาชอบสไตล์ของเอ็มวีมาก และก็รู้สึกว่าเพลงนี้มันต่างจาก So What มาก เพลงนี้จะเป็นแบบกลางๆ ฟังได้ชิลๆ กว่า เพราะ So What จะเป็นแนวแดนซ์แต่ฟังมันส์ แต่เพลงนี้จะดูชิลๆ กว่าค่ะ

ที่จริงความชอบของฉา คือยุค 90-2000’s คือฉาเป็นคนที่ชอบแต่งตัวแบบยุคนี้อยู่แล้ว ซึ่ง So What มันก็มีกลิ่นของความวินเทจมาด้วย แต่อันนั้นก็จะพิเศษหน่อย เพราะว่าอันนั้นมันมีหลายลุคด้วย และคอนเซปต์มันไม่เหมือนกัน คอนเซปต์เราอยู่ในน้ำ ในหอย เพราะฉะนั้นการแต่งตัวมันก็จะเข้ากับคอนเซปต์ของภาพ ของเอ็มวีค่ะ ซึ่ง SWIPE ก็จะเป็นเหมือนอีกธีม อีกคอนเซปต์หนึ่ง มันก็เลยดูแตกต่างกัน”

กับภาพลักษณ์นักร้องที่หลายคนบอกว่ามัจฉาเหมือนกับนักร้องนักแสดงรุ่นพี่ แคทรียา อิงลิช มัจฉาบอกว่ารู้สึกดีใจ และอยากเต้นเก่งเหมือนนักร้องรุ่นพี่บ้าง “ดีใจนะ เพราะว่าชอบมาก ชอบพี่แคท เขาเก่ง ฉาก็กลับไปดูมิวสิกวิดีโอของเขา เขาเต้นเก่งมาก อยากเต้นเก่งแบบเขา”

ปลดล็อกเด็กขี้อายในอดีต

เมื่อถามถึงชีวิตการเป็นนางแบบ นักแสดง นักร้อง ชอบแบบไหนมากกว่ากัน มัจฉาเล่าว่าแต่ละอย่างมีความแตกต่างและยากคนละแบบ แต่ชอบการเป็นนักร้องที่สุด เพราะสามารถพรีเซนต์ความเป็นตัวเองได้มากที่สุดด้วย

“ที่จริงมันต่างกันมาก นางแบบคือเราไม่ต้องสื่อสารกับคน เราก็แค่เดินของเราไปมา ไม่ต้องพูด ไม่ต้องแสดงออกอะไรมาก เราแค่เดินสวยๆ ส่วนการเป็นนักแสดง มันก็ยาก เพราะว่าเหมือนเราต้องสวมบทบาทเป็นอีกคนหนึ่ง ซึ่งการแสดงมันยากมาก ตอนที่ฉาเล่นละครเรื่องแรก ตอนนั้นเด็กมาก 14-15 แล้วต้องเล่นเป็นสาวออฟฟิศ

พอกลับไปดูแล้วรู้สึกว่าโอ้มายก๊อด (หัวเราะ) คือตอนนั้นเรายังไม่ค่อยเข้าใจแอ๊กติ้ง เราก็จะเล่นแบบปลอมๆ ซึ่งหลังจากนั้นก็เหมือนไปเรียนแอ๊กติ้งแบบจริงจังแล้วโอเค เราทำได้ดีขึ้น เหมือนเราเล่นได้จริงมากขึ้นค่ะ ที่จริงตอนแรกช่วงก่อนปลายปีที่แล้ว ตอนแรกจะไปจีนไปถ่ายหนังกับพี่ซันนี่ (สุวรรณเมธานนท์) ค่ะ คือเริ่มถ่ายแล้วแต่โควิดมาพอดี ก็เหมือนหยุดไปแล้วไปถ่ายไม่ได้

หลังจากนั้นก็มาออดิชั่นให้ White Fox ชีวิตเปลี่ยนไปเลย เหมือนอยู่ดีๆ ก็เรียนร้องเพลง เรียนเต้น คือซ้อมทำเพลง เราไม่ได้เก่ง แต่สุดท้ายออกมาดีมากๆ จริงๆ ก็ชอบแอ็กติ้งมาก คือแอ๊กติ้งมันก็ยากไปอีกแบบหนึ่ง เราต้องอินกับตัวละคร ส่วนการเป็นศิลปินนักร้องมันก็อีกแบบหนึ่ง เพราะว่าเราได้เป็นตัวเราเองร้อยเปอร์เซ็นต์ เราอยากจะสื่ออะไรในเพลง เราอยากจะแต่งตัวยังไง ซึ่งมันก็แตกต่างกัน ที่จริงฉาชอบเป็นนักร้องมากที่สุด เพราะฉารู้สึกว่าเราสามารถพรีเซนต์ตัวเองได้มากที่สุดค่ะ”

ด้วยความที่เคยเป็นคนไม่กล้าแสดงออกมาตั้งแต่เด็กๆ มัจฉายอมรับว่าการเป็นศิลปินเหมือนเป็นการปลดล็อกความเป็นเด็กขี้อายในอดีตที่ผ่านมา “ฉารู้สึกว่าตอนเด็กๆ ฉาเป็นคนขี้อายมาก เป็นคนที่ไม่เคยพูดในห้อง ไม่เคยยกมือ คือจะมีปัญหาเรื่องนี้ตลอด เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยอยากคุยในห้อง พอโตขึ้นมา เริ่มเข้าวงการ เริ่มเดินแบบ เริ่มถ่ายละคร มันทำให้เรามีประสบการณ์มากขึ้น เจอคนมากขึ้น เราก็เลยเป็นไปอัตโนมัติ เหมือนโตขึ้น

ตอนนี้ฉาก็ไม่ได้เป็นคนขี้อายแล้ว เหมือนเราเปลี่ยนมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เราโตขึ้นมาที่เราทำงานมาแบบนี้ค่ะ มันเหมือนปลดล็อกอดีตที่ผ่านมา รู้สึกว่ามันก็เป็นสเตปใหญ่เหมือนกัน คือการเดินแบบเราก็ไม่ต้องคุยกับใคร ไม่ต้องโชว์ พูด หรืออะไรแบบนั้น ซึ่งตอนนี้ก็ทำทุกอย่าง ถือว่าขึ้นมาอีกหนึ่งสเตป”

สเตปชีวิตในแบบมัจฉา

นอกจากการเป็นนักร้องแล้ว มัจฉาเผยถึงชีวิตอีกมุมของเธอในวัยเพียง 21 ปี คือการทำแบรนด์เสื้อผ้าผู้หญิง รวมถึงแบรนด์เสื้อผ้าออกกำลังกาย และเพจแนะนำเกี่ยวกับการกิน การออกกำลังกายของตนเอง ซึ่งยอมรับว่ารู้สึกยาก บางวันเครียดมาก เพราะมีหลายอย่างที่ต้องทำ แต่สุดท้ายก็สนุกเพราะเป็นสิ่งที่ชอบ

“ตอนนี้ทำอยู่ 3 ธุรกิจ ยากเหมือนกันเพราะบางวันก็รู้สึกเครียดมาก เพราะมีหลายอย่างต้องทำมาก เราก็ไม่รู้ทำไรก่อนดี รู้สึกเหมือนมันทำไม่เสร็จสักที บางทีรู้สึกว่าเราทำไม่ได้เต็มที่เพราะเราไม่ได้โฟกัสเต็มที่ บางทีรู้สึกเครียดมากบางทีเราทำอันนี้ไม่ได้ เพราะเราไม่ว่าง แต่เราต้องกลับมาคิดกับตัวเองว่าเราทำตรงนี้ให้ดีที่สุดก่อน แล้วค่อยไปเรื่อยๆ อุปสรรคมีตลอด ถึงมันเหนื่อยแต่สุดท้ายก็สนุก เพราะมันเป็นสิ่งที่เราชอบด้วย บางวันขี้เกียจมากตื่นมาไม่อยากทำอะไรเลย แต่มันเป็นเรื่องปกติค่ะ ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ แต่สุดท้ายเราตั้งใจจริงๆ แล้วมุ่งมั่น เราก็ทำได้ค่ะ”

ปิดท้ายด้วยคำถามว่าอยากไปประกวดนางงามตามที่แฟนๆ ของเธอเชียร์บ้างรึเปล่า มัจฉาบอกว่าเคยเกือบลองดูแล้ว แต่เพราะรู้สึกยังเด็กไป จึงยังไม่คิดจะทำ “ก็มีคนเชียร์เยอะมาก อยากให้ไปประกวดนางงามตั้งนานแล้วค่ะ แต่ที่จริงตอนที่อายุ 17 เกือบจะไปแล้วเพราะเป็นตอนที่คนเริ่มเชียร์ ตอนนั้นเราแค่ทำงานถ่ายแบบอย่างเดียว เราก็โอเคลองดูก็ได้ แต่อายุไม่ถึง เพราะว่าต้องอายุ 18 ห่างไปเดือนหนึ่ง สุดท้ายเราก็ไม่ได้ทำ 

แต่ก็ดีนะคะที่ยังไม่ได้ทำตอนนั้น ตอนนั้นเรารู้สึกว่ายังเด็กไป การเป็นนางงามการที่เราไปพรีเซนต์ประเทศเรา มัจฉารู้สึกว่าเราต้องโตกว่านี้ เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวมากกว่านี้ ต้องมีประสบการณ์มากกว่านี้ ความคิดโตกว่านี้ เพราะมันเป็นบทบาทที่ใหญ่ รู้สึกดีใจที่ไม่ได้ประกวดในตอนนั้น

มัจฉารู้สึกว่าถ้าเวลามันใช่ แล้วมัจฉาพร้อมจริงๆ เราก็ว่าเราทำได้ แต่มันดูยากนะ มันดูกดดันมาก ถ้าเกิดเราอยู่ตรงเวทีเราต้องตอบคำถาม แต่สุดท้ายแล้วเราทุกคนก็ต้องทำได้ เพราะถ้าทุกคนทำได้เราก็ทำได้ แต่มันต้องรอถึงเวลาด้วย ตอนนี้ขอโฟกัสไปเพลงก่อน ขอทำวันนี้ให้ดีก่อน”.

ผู้เขียน : Penguin บินได้
ภาพ : GMM Grammy
กราฟิก : Sathit Chuephanngam

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2019755
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2019755