"พีเค" เปิดใจหลังมีชื่อเกี่ยวข้อง "มะตูม" กักตัว-งานหายเงินหด-สังคมรังเกียจ


“บอกเลยว่าที่อยู่บ้านกักตัวคือแข็งแรงมาก เพราะเรามีเวลาดูแลตัวเองออกกำลังกาย แต่สถานการณ์ตอนนั้นที่เราไม่ได้ทำงานเลย คือเงินหายไปเยอะมาก คนทำฟรีแลนซ์อย่างเรา ถ้าตัวอยู่เงินก็ได้ ตัวไม่อยู่ก็จบกัน เราไม่สามารถไปไหนได้เลย อีเวนต์ต่างๆ ก็โดนแคนเซิล เท่ากับศูนย์ แต่โชคดีมากๆที่ตอนปลายปี ต้นเดือน ม.ค.เราทำงานไว้เยอะ และมีเงินเก็บไว้ที่ทำให้เราสามารถอยู่ได้ ก็เลยรอดตัวไป”

ข่าวแนะนำ

กระแสช่วงนั้นเป็นยังไง เพราะเรามีชื่อในไทม์ไลน์ผู้ติดเชื้อ?

“(หัวเราะ) ก็ซวยไงครับ แต่เอาจริงๆ ถ้าตอนนั้นคุณก็ออกมาทำงานปกติ เพราะคุณไม่รู้เลยว่าคนไหนเป็น หรือใครจะผ่านเส้นทางของการแพร่โควิดมา เรารู้อย่างเดียวว่าหน้าที่เราคือทำงาน เราเลือกไม่ได้ และถ้ามันเกิดกับเราแล้ว ก็ต้องดูแลตัวเองและคนรอบข้าง”

ตอนโดนแคนเซิล งานเป็นโดมิโน ตอนนั้นเรารู้สึกยังไง?

“ตอนแคนเซิลโดมิโน ปีที่แล้วคือช็อก พูดได้เลยว่า เม็ดเงินมันเหลือศูนย์หมดเลย ฉิบหายแล้ว ทำไงกับชีวิตดี แต่พอครั้งนี้โดนเป็นครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 แล้ว พอมีคนโทร.มาแคนเซิลเราก็เข้าใจ ก็ยิ้มๆไป ไม่ว่ากัน ทำใจได้มากขึ้น”

มะตูมติดต่อมาขอโทษมั้ย?

“ขอโทษๆ จะมีกรุ๊ปไลน์ของดีเจเอไทม์อยู่ เค้าก็ขอโทษเรา เราไม่ว่าอะไร อะไรที่เค้าทำมาและได้รับมา เค้าก็จะออกมาขอโทษสื่อเอง พอเรารู้ว่าเค้าเป็นแล้ว เราจะทำยังไงกับชีวิตเรา เราจะดูแลตัวเองยังไงไม่ให้คนรอบข้างเป็นห่วง อย่างความรู้สึกเรา แค่จากที่จอดรถเดินไปขึ้นลิฟต์ สายตาที่มองมา ยี้ ตัวนี้มา ไอ้ตัวขี้ (ยิ้ม) แต่เราเข้าใจ ไม่ได้ว่าอะไร ไปออกกำลังกาย ก็มีคนไปบ่นกับนิติบุคคล แต่ระหว่างนั้นเราไปตรวจมา 3 รอบแล้ว ผลก็เป็นลบ แต่ก็รอให้ครบ 14 วัน เราก็ไปตรวจอีก ผลก็เป็นลบ”

“ตูมขอโทษ” “ตูมขอโทษ”

เราก็โดนสายตาของคนอื่นบูลลี่เรา?

“ชิน ตราบใดที่ภรรยา คุณแม่ พี่ชาย พี่สะใภ้ คุณหลานโอเค ผมไม่มีปัญหาอะไรเลย ใครจะคิดยังไง ผมไม่ว่าเลยครับ”

กับตัวมะตูมโดนกระแสสังคมด้านลบ เรามองยังไงบ้าง?

“เอาจริงๆ คนที่ด่าใส่มะตูม ผมรู้ว่าบางคนก็มีความสะใจปนเข้าไปด้วย แต่จะบอกในฐานะที่เราสนิทกับมะตูม เราเห็นใจเค้านะ ปาร์ตี้วันเกิดทุกคนมี เพียงแต่ปาร์ตี้ของมะตูมถูกสปอตไลต์ มาส่องให้ทั้งประเทศได้เห็น และดันคนที่ติดโควิดกระแดะมางานนี้ด้วย มันเลยเป็นทอดๆต่อมา”

เรียนรู้อะไรกับการกักตัว ครั้งนี้?

“จน (ยิ้ม) ผมกักตัว 14 วัน เพราะครั้งแรกที่ตรวจ เข้าเวิร์คพ้อยท์ไม่ได้ เป็นการตรวจด้วยการเจาะเลือด และผลของเราออกมาเหมือนมีความเสี่ยงว่าจะเป็น ขึ้นมา 2 ขีด พอเราจะกลับมาทำคุยแซ่บโชว์ ยังไม่ถึงแกรมมี่ งานวันนั้นโดนยกเลิกรวดทีเดียว งั้นขอไปตรวจเพื่อให้ทุกคนสบายสรุปรอด ครั้งที่ 2 ไปตรวจตอนมะตูมติดก็รอด และครั้งที่ 3 ที่เพิ่งไปตรวจมาก็รอด ตอนนี้โพรงจมูกจะเชื่อมกันอยู่แล้ว”

คนรอบตัวเราโอเคใช่มั้ย?

“โอเค สงสารแค่แม่ แม่เขียนลงเฟซบุ๊กว่าไปขอคิวตัดผมแล้วที่ร้านเขาโทร.มาบอกว่า ขอแคนเซิลได้มั้ย เพราะกลัวว่าแม่จะมาเจอผม กลัวจะติด แม่ก็บอกว่าเค้าไม่เจอลูกมา 3 อาทิตย์แล้ว ตัวผมอายุเท่านี้ผ่านอะไรมามากจนชิลกับทุกอย่าง ตราบใดที่มันยังไม่เกิดขึ้นกับภรรยากับครอบครัว เราไม่ใส่ใจเลย”

หลังจากนี้ต้องวางแผนการใช้เงินยังไง?

“จะบอก ว่าตอนนี้งานกลับมาหมดแล้ว (ยิ้ม) ติดต่อมากระทั่งเคาต์ดาวน์แล้ว มันต้องอย่างนี้สิ ล้มเราก็ลุกได้ อยากบอกทุกคนไม่ว่าจะล้มกี่ครั้งอีกหน่อยก็ต้องลุก”

ถามถึงเรื่องคุณพ่อที่เพิ่งเสีย?

“ถ้ารู้จักพ่อผม พ่อเป็นคนที่ชิลมาก ถ้าเห็นผมคุยเล่นเรื่องพ่อ มันเป็นเรื่องธรรมดา มันเป็นการบำบัดความรู้สึกมากกว่า”

ครอบครัวยังมีความเศร้า?

“คนที่เศร้าสุดคือแม่ สงสารแม่ เพิ่งจะไปลอยอังคารที่สัตหีบ แต่ผมไม่ได้ไป สาเหตุที่คุณพ่อจากไป คุณพ่อเป็นลูคีเมียเป็นมะเร็งในเม็ดเลือด และกำลังรักษาตัวเองอยู่ แต่ว่าเกิดเกล็ดเลือดต่ำ เลยต้องมาโรงพยาบาลทุกวัน พี่ชายคนกลางของผมจะพาพ่อไป รพ. แล้วทีนี้เช้าวันหนึ่งอาทิตย์ที่แล้ว แกลุกขึ้นมากินข้าว กินนม อาบน้ำ กำลังจะใส่กางเกงบนเตียง แล้วก็ล้มตุ๊บลงไปบนเตียง ล้มแบบคนนอน เส้นเลือดในสมองแตกแล้วก็ไปเลย พ่อผมไปแบบหลับไปเลย”

การดูแลจิตใจของคุณแม่เป็นยังไงบ้าง?

“ไม่อยากพูดมากเดี๋ยวร้องไห้ ปล่อยให้พี่ชายคนกลางดูแล เพราะพี่ชายคนกลางเป็นคนที่สนิทกับแม่ที่สุด ดูแลพ่อกับแม่มากที่สุด แล้วบ้านเขาอยู่ติดกัน เพราะฉะนั้นมีอะไรเขาคงบอกแหละ แต่ตอนนี้ให้แม่เค้าพักผ่อน”.

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2033263
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2033263