พาวเวอร์แพท เล่าชีวิตวันที่แยกย้าย หมดไฟเล่นดนตรี ไม่คิดจะได้โอกาสกลับมา


ย้อนไปเมื่อปี 2541-2542 การรวมตัวของวงพาวเวอร์แพทครั้งแรกเกิดจากไอเดียของ เท็ดดี้ ณัฐฎ์ณัฐ หิรัญสมบูรณ์ หรือ เท็ดดี้ วงไอเฟล มือคีย์บอร์ดของเสก โลโซ ที่ในเวลานั้นกำลังค้นหาคนที่จะมาเป็นศิลปินสไตล์เจร็อก ซึ่ง แพท-ฟ้า-เปรม-เจี๊ยบ คือคนที่ตรงกับคอนเซปต์ที่วางไว้ และอัลบั้มชุดแรก Power Pat ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวในปี 2543

โดยแพทเล่าถึงเรื่องนี้ว่า “ย้อนภาพวันเก่าเมื่อปี 1999 พี่เท็ดดี้ ผู้จัดการผม ตอนนั้นเขามีโปรเจกต์อยากจะทำวงร็อกแบบญี่ปุ่น แต่งตัวจัดๆ ผมสีๆ เขาก็เลยไปรวบรวมพวกเราเข้ามาเป็นวงพาวเวอร์แพท จนมามีอัลบั้มแรกกับค่าย Crunch Records ในเครือเบเกอรี่มิวสิก ปี 2000 ซึ่งเราเองก็ไม่ได้รู้จักมาก่อน แต่มีเปรมกับเจี๊ยบเขาเล่นดนตรีด้วยกันอยู่แล้ว ส่วนฟ้าเป็นคนสุดท้ายที่เข้ามาในวง เจอกันครั้งแรกมันก็แปลกๆ อยู่แล้วแหละ แล้วต้องมาทำงานร่วมกัน มันก็กังวลว่าจะจูนเข้ากันได้มั้ย นิสัยเป็นยังไง สุดท้ายทุกคนก็นิสัยดีและน่ารักทุกคน” ถึงตรงนี้ทุกคนพร้อมใจหัวเราะกันเสียงดังทีเดียว

ด้านเปรมเล่าถึงการร่วมงานในตอนนั้นว่า “มันมีเกร็งๆ อยู่แล้วครับ แต่เราจะเรียนรู้กันมากกว่า แพทเป็นคนพูดน้อย นิ่งๆ เข้าถึงยาก แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่าเขาเป็นยังไง จริงๆ เขาเป็นคนตลกนะ เขามีพรสวรรค์ด้านการปล่อยมุกมาก” แพทพูดถึงตัวเองว่า “จริงๆ เป็นคนไม่ค่อยคุยเล่นเยอะ ชอบฟังมากกว่าพูด เป็นคนไม่เครียด เราผูกพันกับตลกคาเฟ่มาตั้งแต่เด็ก สมัยก่อนเช่าวิดีโอขบวนการจี้เส้น เอสทีวิดีโอ ตั้งแต่สมัยคณะหนู คลองเตย  พี่ถั่วแระ พี่กระรอก พี่อ่าง เถิดเทิง”

ทำเอาเพื่อนๆ ขำหนักมาก งงว่ามาสัมภาษณ์เรื่องเพลง แต่มาคุยเรื่องดูตลกได้ยังไง แพทบอกด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ๆ คนอายุมาก พอมาคุยเรื่องเก่าๆ แล้วมีความสุข เหมือนได้กลับไปยุคนั้นอีกครั้ง” ฟ้าพูดว่า “เมื่อก่อนก็สงสัยนะว่าทำไมคนแก่เวลาคุยก็คุยเรื่องเดิมๆ ตอนนี้เข้าใจแล้ว” จากนั้นเปรมสรุปถึงคาแรกเตอร์ของทุกคนว่า “มันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวครับ 4 คนก็คือ 4 คาแรกเตอร์ แพทจะเป็นคนที่พูดน้อย ฟ้าเป็นคนที่มีข้อมูลความรู้เยอะ จะเป็นฝ่ายข้อมูลของวง เจี๊ยบนี่เป็นฝ่ายน่ารัก คือในวงจะต้องมีสักคนที่หน่อมแน้มๆ ส่วนผมจะเป็นตัวสร้างสีสัน”

ศิลปินหน้าใหม่

เมื่อถามว่าตอนที่เป็นศิลปินหน้าใหม่ ออกอัลบั้มชุดแรกตื่นเต้นไหม แพทตอบว่า “ตื่นเต้นสิ มันเป็นความฝันของพวกเราทุกคน พอความฝันเป็นจริงก็ลุ้นตลอดเวลาว่าเราจะต้องไปเจออะไรบ้าง คือทุกอย่างมันแปลกใหม่สำหรับเราหมด ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน เข้าห้องอัด การโปรโมต ออกทัวร์ ต้องอาศัยพี่เลี้ยง ผู้จัดการคอยแนะนำเรื่องการทำงาน เพราะเรายังไม่มีประสบการณ์ตรงนี้ ฟีดแบ็กก็ดีครับ ตอนนั้นไม่ค่อยมีวงที่ภาพลักษณ์ชัดเจนแบบวงเรา การแต่งตัว ทำสีผม เครื่องประดับ แนวดนตรี การพรีเซนต์ มันใหม่มากสำหรับวงดนตรีในประเทศไทย เลยทำให้โดดเด่น ซึ่งเพลงสไตล์เจร็อกเราก็ฟังมาบ้าง แต่พี่เท็ดดี้เขาอยากจะทำไง เราก็เลยกลับไปหาข้อมูลเพิ่มเติม (หัวเราะ)”

เปรมบอกว่าจุดเริ่มต้นไม่ได้ฟังแนวนี้มาก่อน แพทพูดต่อ “แต่เราก็เป็นร็อกนี่แหละ จะไปทางฝรั่ง อังกฤษ อเมริกา แต่พอเรารู้ว่าเราจะต้องทำในสไตล์เจร็อก เราก็ต้องไปหาข้อมูล ซื้อวิดีโอเจร็อก นิตยสารญี่ปุ่นต่างๆ แฟชั่น การแอ็กติ้งถ่ายรูป รู้สึกเราจะมีเรียนการแสดงในการพรีเซนต์คอนเสิร์ตบนเวทีครับ” เปรมเสริมต่อว่า “พื้นฐานเราเปิดรับอะไรแปลกใหม่ แต่ถ้าย้อนกลับไปมันก็เป็นประสบการณ์ที่ดี ถามว่าตอนนั้นชอบมั้ยก็ไม่ถึงกับชอบ” แพทเสริม “แต่ก็ไม่ถึงกับต่อต้าน มันก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน”

เปรมแซวว่ามีฟ้าคนเดียวที่ชอบ ฟ้ารีบแย้งทันที “จะบ้าเหรอ (หัวเราะ) คือมันใช้ชีวิตลำบาก ตอนนั้นต้องทำผมสีฟ้าแล้วต้องไปเรียน ก็โดนอาจารย์ด่าทุกวันว่าทำไมต้องทำ ก็บอกว่าต้องทำ ผมเซ็นไปแล้ว แล้วตอนนั้นเรียนสัตวแพทย์ มันเป็นคณะที่ควรต้องทำตัวเรียบร้อยไง แต่มานึกตอนนี้ก็กลายเป็นเรื่องตลกดีว่าทำไปได้ยังไง ถามว่าอยากทำอีกมั้ย ก็ถ้าเพลงใหม่ 500 ล้านวิวเดี๋ยวทำผมเหมือนเดิมขึ้นคอนเสิร์ตเลย แต่ใส่วิกนะ เกรงใจหนังศีรษะ” ก่อนจะหัวเราะกันทั้งวง

จากนั้นแพทเล่าถึงการย้ายมาอยู่ค่ายอัพจี ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ถึงการทำอัลบั้มชุดต่อมาว่า “มันเป็นคอนเน็กชั่นของพี่เท็ดดี้ ช่วงนั้นพี่ต่อ (แสนคม สมคิด) ซึ่งเป็น MD ของค่ายอัพจี สนใจวงเรา และมีการพูดคุยกับพี่ต่อ ก็เลยได้ออกเป็นอัลบั้ม 2 “Power Pop” ก็มีเพลงที่ทุกคนรู้จักคือ “หลุดปากใช่ไหม” เพลงนี้ทำให้พวกเรารู้จักในวงกว้างมากขึ้น ก็ต้องขอบคุณพี่ต่อที่ให้โอกาสผมครับ

ถามว่ารู้สึกยังไงกับกระแสตอบรับที่ดีมาก ตอนนั้นก็ไม่ได้อะไรมาก มันเป็นเรื่องการทำงาน คนชอบเพลงเรา ชอบวงเราก็ดีใจ แต่เราไม่ยึดติดกับชื่อเสียงมากมาย ซึ่งการทำงานแตกต่างจากที่เดิม บริษัทใหญ่เป็นระบบ คุณภาพต้องเป๊ะ มีเรื่องการตลาด เรื่องธุรกิจมาเกี่ยวค่อนข้างชัดเจนตายตัว ก็มีความกดดันว่าจะทำยังไงให้งานมีคุณภาพที่สุด ศิลปินแต่ละคนก็เก่งๆ แล้ววงเราก็ไม่ได้เป็นวงที่เล่นดนตรีเก่งเท่าไร พอเล่นได้”

เมื่ออยู่ดีๆ ต้องแยกย้าย

ในปี 2544 พาวเวอร์แพทออกอัลบั้มชุดที่ 2 “Power Pop” มีกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ก่อนที่แพทจะออกอัลบั้ม Cheer ร่วมกับเพื่อนๆ ศิลปินแกรมมี่ในปีเดียวกัน และแพทก็ออกอัลบั้มเดี่ยว “แพท Power Pat” ในปี 2545 ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปได้ดี แต่แล้วในวันที่ 6 พ.ค. 2547 แพทถูกตำรวจจับกุมคดียาเสพติด ทำให้วงพาวเวอร์แพทต้องแยกย้ายไปโดยปริยาย

เราถามทุกคนในวันที่อยู่ดีๆ ก็ต้องแยกย้ายกันไป รู้สึกยังไงบ้าง แพทบอกว่า “อะไรจะเกิดมันต้องเกิดครับ ผมเชื่อว่าทุกอย่างมันถูกกำหนด มันมีลิขิตของมันไว้แล้ว ในเมื่อเวลามันยังไม่ได้ก็คือไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับความเป็นจริง ใช้ชีวิตต่อไป ถ้าวันนึงมีโอกาสได้กลับมาก็กลับมา” ซึ่งเปรมบอกว่าในช่วงนั้นทุกคนยังติดต่อกันตลอด แพทเข้าไปเรือนจำก็ไปเยี่ยม แต่ในช่วงหลังมีการจำกัดคนเยี่ยมเฉพาะครอบครัวและญาติเท่านั้น จึงไม่ได้ไปเยี่ยมบ่อยเท่าเมื่อก่อน

จากนั้นเปรมเล่าถึงชีวิตตัวเองในเวลานั้นว่า “ตอนนั้นผมยังเล่นดนตรี เพราะเรายังมีไฟ ผมก็จะชวนฟ้าซ้อมดนตรีตลอด แต่สักพักก็รู้สึกว่าเราแยกย้ายไปทำอะไรดีกว่า ผมก็ไปเป็นแบ็กอัพให้ศิลปิน มีพี่หมู มูซู, พี่เบล สุพล, นุ้ย The Peachband ก็ยังทำเกี่ยวกับดนตรีเรื่อยๆ และไปเป็น co-ordinator ประสานงานกับเจ้าของโปรเจกต์ตกแต่งภายใน และมาทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองชื่อ Warit Brand จะเป็นเสื้อผ้าแนวไทยประยุกต์ แนวสตรีท กระแสตอบรับค่อนข้างเยอะ ทำให้คนรู้จักในฐานะมือเบสวงพาวเวอร์แพทครับ”

ด้านฟ้าเผยชีวิตตัวเองว่า “ผมกลับไปเรียนต่อให้จบ หลังจากถูกอาจารย์ด่าเรื่องผมสีฟ้า ผมก็กลับไปทำผมสีดำ พอเรียนจบผมมาเล่นดนตรีแต่เปลี่ยนแนวไปเล่นเพลงแจ๊ส โซล และไปเรียนปริญญาโทดนตรีแจ๊สที่ ม.มหิดล แล้วมีโอกาสไปเล่นดนตรีให้กับพี่โก้ มิสเตอร์แซ็กแมน พี่เจนนิเฟอร์ คิ้ม สักพักรู้สึกอิ่มตัวในการเล่นดนตรี เริ่มค้นหาแนวทางใหม่ๆ เลยเริ่มออกเดินทางท่องโลก เริ่มชอบถ่ายรูป สุดท้ายจบที่การทำบริษัททัวร์ของตัวเอง เป็นแนวปีนเขา ผจญภัย ไปประเทศแปลกๆ จากนั้นเจอโควิดก็ไปไหนไม่ได้ ว่างมาเป็นปี ประจวบแพทออกมาในจังหวะที่ว่างพอดี เหมือนเป็นโชคชะตาที่กำหนดมา เลยได้กลับมาเจอกัน”

ส่วนเจี๊ยบเล่าว่า “ของเจี๊ยบก็ไปเรียนต่อให้จบเหมือนกัน จบด้านนิเทศฯ แล้วมาทำกราฟิกอยู่บริษัทบ้านปีนึงก็รู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเอง เลยไปเรียนต่อเกี่ยวกับกลองและสมัครเป็นครูสอนกลองครับ และผมก็เล่นดนตรีกลางคืนด้วย ก็สอนมานาน 5-6 ปีแล้วครับ ผมจะเน้นสอนเด็กเป็นหลัก คือทฤษฎีพื้นฐานก็สำคัญ เลยเน้นเด็กปูพื้นฐานให้เข้มแข็ง ทุกวันนี้ก็ยังทำครับ แต่ตอนนี้เริ่มไม่ค่อยว่างแล้ว เพราะตั้งแต่แพทออกมา ผมก็เทชีวิตส่วนหนึ่งให้วงครับ”

จากนั้นแพทเล่าว่า เมื่อครั้งอยู่ในเรือนจำก็มีโอกาสฝึกฝนตัวเองมากมาย โดยบอกว่า “ทำทุกอย่าง ฝึกแต่งเพลง ร้องเพลง เขียนเพลง เรียนกีตาร์คลาสสิก เรียนทฤษฎีดนตรีเพิ่มเติม เรียนกีตาร์ฟิงเกอร์สไตล์ เปิดคลาสเรียนสอนดนตรีให้เพื่อนพี่น้องผู้ต้องขังด้านใน เรียนศิลปะ จิตรกรรม วาดรูป เรียนปริญญาตรี เป็นประธานชมรมทูบีนัมเบอร์วันของแดน 6 ที่เรือนจำบางขวาง เป็นผู้นำทำกิจกรรม ช่วยงานเจ้าหน้าที่หลายอย่าง เป็นผู้นำสวดมนต์ ร้องเพลงชาติหน้าเสาธง เล่นดนตรีเปิดหมวกในงานพบญาติเพื่อนำรายได้มาซื้ออุปกรณ์ดนตรีกับศิลปะให้ผู้ต้องขังในชมรมทูบีนัมเบอร์วัน เยอะครับ”

การรวมตัวอีกครั้ง

เราถามว่าที่ผ่านมาเคยคิดว่าจะมีโอกาสกลับมารวมตัวอีกครั้งหรือไม่ แพทตอบว่า “เราคิดอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าในสิ่งที่เราคิดกับความเป็นจริงมันจะเป็นไปตามนั้นมั้ยก็ไม่แน่ใจ ช่วง 16-17 ปีที่อยู่ในเรือนจำ เราอยากกลับมาเล่นดนตรีกับเพื่อนอยู่แล้ว พอภาพความฝันมาเป็นความจริง ได้กลับมาทำเพลงกัน มันคือความสุขที่สุด มันคือความสำเร็จแล้ว เราไม่คาดหวังอะไรเกินไปกว่านี้ ส่วนจะได้รับการตอบรับขนาดไหน มีงานแค่ไหน เป็นเรื่องกำไรที่เราจะได้รับครับ

ที่ผ่านมาที่เราอยู่ในนั้น เรารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เวลาที่ใช้อยู่ในนั้นมันเกิดประโยชน์ ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นด้วย เกิดความภูมิใจตัวเองขึ้นมาครับ ถามว่าเปลี่ยนตัวเองไปมากน้อยแค่ไหน เปลี่ยนตลอดอยู่แล้วครับ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำมีผล ทำให้เราเปลี่ยนแปลงอยู่แล้วครับ ทุกด้านเลย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นดนตรี วาดรูป มันก็ทำให้เราจิตใจอ่อนโยน เป็นคนละเอียดอ่อน เห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น ผมว่ามันมีส่วนครับ”

เมื่อถามว่าพอได้ออกมาเจอเพื่อนๆ อีกครั้งรู้สึกยังไงบ้าง แพทบอกว่า “มีความสุข ผมว่าทุกคนยังเฟี้ยวฟ้าวอยู่ ยังหล่อ ยังมีเสน่ห์ ยังเท่ คิดว่าน้อยคนน่ะที่ผู้ชายอายุ 40 ต้นๆ ที่สภาพยังโอเคอยู่ ถามว่าเพื่อนๆ เปลี่ยนไปยังไงบ้าง ผมว่าเขาโตขึ้นแหละ แต่โดยพื้นฐานนิสัยแต่ละคน ผมว่าไม่เปลี่ยนหรอกครับ” ถึงตรงนี้เพื่อนๆ หัวเราะดังลั่น แพทรีบขยายความว่า “ความน่ารัก ความดียังเหมือนเดิม แต่การตัดสินใจ ความใจเย็น การทำงาน ใช้เหตุผล มันโตเป็นผู้ใหญ่ เวลาทำงานก็เข้าใจง่าย จบได้ไวครับ ที่ผ่านมาพวกเราไม่ค่อยทะเลาะกันหรอกครับ วงเราจิตใจดี ไม่อารมณ์ร้อน” เปรมแซว “ทะเลาะกันแต่เรื่องของกินครับ” เรียกเสียงฮาสนั่น

พอถามเพื่อนๆ ว่าได้กลับมาเจอแพทอีกครั้งเป็นไงบ้าง แพทพูดทันที “พูดดีๆ นะ” ทำเอาเพื่อนๆ แอบขำ ก่อนที่เปรมจะบอกว่า “จริงๆ ผมเริ่มจะหมดไฟในการเล่นดนตรีแล้ว ผมจะคุยกับฟ้าตลอด เจอหน้ากันแต่ละทีแทบไม่คุยเรื่องดนตรีเลย ของเจี๊ยบยังมีสอน มีความเกี่ยวพันกับดนตรี จนวันที่มาเจอแพท บทสนทนาของเขาในวันนั้น ทำให้รู้สึกว่าผมกลับไปคุยกับฟ้าสองคนแล้วรู้สึกว่าทำไมเขามีไฟอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่เขาอยู่ข้างใน เจอแต่โลเกชั่นเดิมๆ สภาพแวดล้อมเดิมๆ” แพทเสริมว่า “คือแรงบันดาลใจมันก็ไม่มีเลยนะในเรือนจำ มันเป็นบรรยากาศที่มันขาดแคลนสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจ”

เปรมพูดต่อ “นั่นแหละครับที่ทำให้ผมกลับเอามาคิดว่าเพราะอะไร อาจเป็นเพราะเราอยู่โลกข้างนอก สิ่งยั่วยุต่างๆ เยอะ ทำให้เรารู้สึกว่าเป้าหมายในชีวิตอาจจะเปลี่ยนไป แพทกลับมาคราวนี้สามารถดึงไฟในตัวทุกคนกลับมาได้หมดเลย เพราะความมุ่งมั่นของเขา เอาจริงเอาจัง รักในการเล่นดนตรี เราก็เลยลองอีกสักตั้งครับ ที่ผ่านมาไม่ได้คิดเลยว่าจะกลับมาทำเพลงอีกครั้ง เวลาเพื่อนหรือใครถามถึงพาวเวอร์แพท ภาพของเราในหัวจะนึกถึงแพทว่าเขาทำอะไรอยู่ ชินรึยัง อยู่ในสภาพไหนยังไง ก่อนเขาจะออก ผมไปเยี่ยมเขา มันค่อนข้างเซอร์ไพรส์ว่าแพทไม่ได้อยู่ในอาการซึมเศร้า เขามีอะไรให้ทำเยอะแยะมากมาย จนผมมานึกว่าเราทำอะไรได้น้อยกว่าเขาด้วยซ้ำ”

ถึงตรงนี้ฟ้าเสริมว่า “ทีแรกไม่ได้คิดว่าจะทำเพลง ตอนที่เขาออกมาผมกลับเชียงรายเลยไม่ได้มารับ แต่เราก็ตามข่าว เห็นเขาออกรายการก็เฮ้ย ทำไมแต่งเพลงเพราะจัง เราก็คิดว่าแค่เอาเพลงมาลองเล่นๆ ขำๆ ดูบ้าง ไม่ได้คิดไกลว่าจะทำซิงเกิล พอเรามาเจอเขาครั้งแรก เรามาเห็นไฟในความมุ่งมั่นเล่นดนตรีของเขา ผมเล่นกับหลายคนมากๆ แต่ผมไม่เคยเจอใครที่มีความมุ่งมั่นขนาดนี้ มันทำให้เราต้องกลับมาซ้อมต่อ เอากีตาร์มานั่งเช็ด เปลี่ยนสาย และกลับมาเล่นใหม่ครับ” ด้านเจี๊ยบบอกว่า “จากที่ได้เจอแพท อย่างแรกเลยคือทึ่งในความนิ่งของเขา บางทีผมใจร้อนมากกว่าเขาเยอะมาก พอได้ฟังเพลงก็รู้สึกว่าต้องกลับมาซ้อมเหมือนกัน เพราะบางทีผมดูแต่ตำราสอนเด็ก เรื่องฝึกส่วนตัวก็เพลาลงไป ช่วงนี้เลยต้องซ้อมหนักครับ”

ต้องคำสาป

เมื่อถามถึงที่มาที่ไปของการมาร่วมงานกับค่ายเพลงข้าวสาร เอ็นเตอร์เทนเมนต์ แพทเล่าว่า “พี่เท็ดดี้เหมือนเดิมครับ เป็นแกนหลักของวงเลย ก่อนหน้านี้มีหลายค่ายที่อยากชวนเราเข้าไปร่วมงาน แต่จากการคัดกรองของพี่เท็ดดี้ ก็เลยให้เราเข้าไปคุยกับทางข้าวสาร เอ็นเตอร์เทนเมนต์ดู พอเราได้เข้าไปคุยก็ได้เจอพี่ที่นับถือหลายท่านที่เคยทำงานด้วยกันสมัยค่ายเก่า ได้สัมผัสรับรู้ถึงความเป็นครอบครัวของทางข้าวสาร ก็เลยตัดสินใจเข้ามาร่วมงานกับข้าวสารในโปรเจกต์ “ขอบคุณที่กลับมา” ก็ต้องขอบคุณข้าวสารฯ ที่ทำให้เราเป็นศิลปินเบอร์ที่ 7 ของโปรเจกต์นี้ครับ”

แพทเล่าถึงการทำงานเพลง “ต้องคำสาป” ซิงเกิลแรกในรอบ 20 ปีของวงพาวเวอร์แพท ว่าเป็นเพลงที่เขียนเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วที่อยู่ในเรือนจำ เพื่อให้กำลังใจคนที่รอคอยแพทอยู่ข้างนอกเรือนจำด้วยความหวังว่าจะกลับไปใช้ชีวิตด้วยกันอีกครั้ง

“เพลงนี้คือเหมือนเราโดนคำสาปให้เราห่างไกลจากคนที่เรารัก ซึ่งคำสาปมาจากการกระทำของตัวเราเอง แต่ก็มีความหวังว่าสักวันคำสาปนี้มันจะเสื่อมสภาพไป เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงของตัวผมเอง แต่จริงๆ สามารถใช้ได้กับทุกเรื่องราว สำหรับคนที่ต้องไกลจากคนที่รัก ยังไม่มีโอกาสกลับไปอยู่ใกล้ๆ ในพาร์ตดนตรี ตอนแรกผมพรีเซนต์กับเพื่อนๆ ด้วยการเล่นกีตาร์โปร่งกับร้อง ก็ให้เพื่อนๆ นำวัตถุดิบตรงนี้กลับไปคิดในพาร์ตดนตรี ซึ่งเพื่อนๆ ก็ไปคิดและก็นำเสนอออกมาในรูปแบบที่เป็นตัวเขาเอง มีการปรับแก้ไม่มากหรอกครับ สุดท้ายก็ออกมาเป็นไลน์ดนตรีในแบบมาสเตอร์ที่เราได้ยินกัน

ส่วนมิวสิกวิดีโอเป็นการพูดคุยกันระหว่างพวกเราในวง ทางทีมงานของข้าวสารฯ ก็ได้ข้อสรุปว่ามันน่าจะกลับมาที่ต้นทางของเพลง คือเราต้องการสื่อสารตัวตนของเรา ก็เลยนำชีวิตจริงของเรานำมาสร้างใหม่ในรูปแบบของมิวสิกวิดีโอ ซึ่งสะท้อนความเป็นจริงที่เรารู้สึกออกมาอย่างชัดเจน และให้อะไรกับคนดูได้มากกว่าความบันเทิงแน่นอน ซึ่งพวกเราพอใจและมีความสุขมากๆ การกลับมาครั้งนี้ไม่ได้รู้สึกกดดันอะไร แค่ได้กลับมาเล่นดนตรี ทำเพลงด้วยกัน ก็มีความสุขสุดยอดแล้ว ยิ่งมีมิวสิกวิดีโอ มันเกินคาดที่ตั้งใจไว้ แค่มีเพลงก็ประสบความสำเร็จแล้ว เรื่องผลตอบรับไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาย ถือเป็นกำไรถ้าคนชอบเยอะครับ”

กับการทำเพลงอีกครั้งในรอบ 20 ปี เปรมบอกว่า “ตื่นเต้นครับ คือตื่นเต้นเพราะกลัวว่าครั้งแรกจะล่มรึเปล่า แต่ก็ตื่นเต้นที่จะได้เล่นด้วยกัน พอถามทุกคนถึงความรู้สึกก็ตื่นเต้นกันหมด” ถึงตรงนี้ฟ้าเสริมว่า “ตอนที่ไปซ้อมไม่ได้ตื่นเต้นมาก แต่ตื่นเต้นตอนได้เจอเพื่อนมากกว่าครับ” ด้านเจี๊ยบบอกว่า “ตื่นเต้นที่จะได้เจอกัน ตื่นเต้นมาซ้อมด้วย ทั้ง 2 อย่างเลย เพราะว่าส่วนมากจะพิมพ์คุยกันมากกว่า ไม่ค่อยได้เจอหน้า”

ส่วนยอดวิวมิวสิกวิดีโอที่พุ่งขึ้นเรื่อยๆ แตะหลักล้านภายใน 16 ชม. และจนถึงตอนนี้พุ่งมากกว่า 9 ล้านวิวแล้ว เปรมบอกว่า “เกินคาดครับ เกินคาดตั้งแต่ 16 ชม.แรกที่ครบ 1 ล้านวิว เราไม่คิดว่าจะมีการตอบรับดีขนาดนี้ แค่คนชอบเพลงก็พอแล้ว” ถึงตรงนี้แพทเสริมว่า “ก็ต้องขอบคุณทุกยอดวิว ทุกคอมเมนต์ การกดไลค์กดแชร์ด้วยที่สนับสนุนพวกเรา รวมถึงแฟนคลับที่ติดตามพวกเราด้วย ขอบคุณมากจริงๆ ครับ”

เป้าหมายต่อไป

ปิดท้ายแพทเล่าถึงความประทับใจในการกลับมาครั้งนี้ว่า “ผมว่ามันไม่มีอะไรที่จะลงตัวเหมาะเจาะ และเข้ากับโปรเจกต์ “ขอบคุณที่กลับมา” เท่ากับวงเรา เพราะมันเป็นเรื่องราวที่ยาวนานเหลือเกินสำหรับสตอรี่ของวงเรา หายไปเกือบ 20 ปี และกลับมาอีกครั้ง กลับมาในรูปแบบที่ผมว่ามันดีกว่ายุคนั้นด้วยซ้ำ ทั้งเรื่องแนวดนตรี สกิลของแต่ละคนที่พัฒนามากขึ้น การทำงานสมัยก่อนด้วยความที่เรายังเป็นเด็ก เราอาจไม่มีส่วนร่วมในเนื้องานมากนัก ฝีมือยังไม่ถึง ไม่ถูกเป็นที่วางใจ แต่พอโตขึ้น สกิลดีขึ้น งานของเรา เราจัดเองหมดทุกชิ้น เป็นสิ่งที่ภูมิใจ เป็นประสบการณ์ที่มีความสุขมากครับ ซึ่งผมว่าต่อไปในอนาคตก็คงได้ยินเรื่อยๆ คงต้องหาตังค์ซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมต่อไป (ยิ้ม)”

เมื่อถามถึงผลงานชิ้นต่อไป แพทตอบว่า “ในอนาคตถ้าซิงเกิล 2 เป็นเพลงเร็ว แล้วเรามาดูอีกทีว่ามันจะสมบูรณ์แบบขนาดไหน เพราะภาพของพาวเวอร์แพทมีเพลงช้าเพลงเดียวอาจจะยังไม่ชัด มันจำเป็นต้องมีซิงเกิลต่อไปให้ภาพชัดขึ้น อันนี้ก็ทำกับทางข้าวสารฯ 2 ปีครับ”

ส่วนแพลนต่อไปในชีวิต แพทบอกว่าอยากทำห้องอัดเสียง แต่ต้องมีทักษะเรื่องโปรแกรมพอสมควรแล้ว เปรมบอกว่าในระยะใกล้แค่อยากรู้ว่าจะสามารถแสดงสดบนเวทีได้ดีเหมือนเดิมไหม ด้านเจี๊ยบบอกว่าจะพยายามซัพพอร์ตเพื่อนๆ เวลาเล่นดนตรีให้ดีที่สุด ส่วนฟ้าบอกว่าอยากพาเพื่อนๆ ไปเปิดโลกกว้างด้วยการปีนเขาสักครั้ง แพทรีบพูดทันที “มันเสี่ยงนะ กลิ้งหลุนๆ ตกเขาไป ภาระผมเยอะนะ” ทำเอาเพื่อนถึงกับขำ แพทพูดอีก “ผมไม่ไป ชิงช้าสวรรค์ยังไม่อยากจะขึ้นเลยทุกวันนี้ ผมไม่อยากเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงขนาดนั้น มันไม่มีความจำเป็นขนาดนั้นไง” ก่อนจะยิ้มให้อย่างอารมณ์ดี.

ผู้เขียน : Penguin บินได้
ภาพ : เอกลักษณ์ ไม่น้อย
กราฟิก : Varanya Phae-araya

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2054940
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2054940