นัท ศุภณัฐ อปป้าสุดหล่อ จากนักแคสต์เกม แจ้งเกิดสู่เส้นทางวงการบันเทิง


“เพลงนี้เหมือนเป็นซิงเกิลของตัวเองซิงเกิลแรกครับ เพราะก่อนหน้านี้เป็นเพลงประกอบซีรีส์เรื่อง Oxygen The Series ดังลมหายใจ การเข้ามาร้องเพลงเริ่มจากตอนที่ร้องเพลงในซีรีส์ออกซิเจน เหมือนเราอาย แต่เราพยายามฝึกตัวเองตลอด พอเหมือนเราได้เริ่มทำเราก็เริ่มสนุกขึ้น พอได้ร้องเพลงก็ได้ใส่ความเป็นตัวเองเข้าไป เป็นการสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่งเรื่องความรู้สึก เลยติดใจ พอเหมือนชอบและติดใจ เลยเริ่มอยากมีเพลงอีกสักเพลงที่อยากร่วมดีไซน์ด้วย

แต่ก็โชคดีมากคือสามีของเพื่อนเขาแต่งเพลงเอาไว้ คือตอนแรก นัท คุยไว้ว่าจะให้เขาช่วยทำดนตรี เพลงคัฟเวอร์ให้ เขาก็บอกว่าทำไมเราไม่ทำเพลงของเราไปเลย เขามีเพลงของเขาอยู่แล้ว จังหวะเลยพอดีเลย เราก็ถามเขาขอฟังเพลงหน่อยว่ามันประมาณไหน คือตอนแรกที่เขาแต่งไว้แค่ท่อนฮุก ยังทำไม่เสร็จ ก็ร้องแบบเพียวๆ เป็นฟีลเหมือนเล่นกีตาร์ ทำง่ายๆ ยังไม่ได้มีการจูนเพลงอะไรเลย

เราก็เลยขอเขาว่าเอาไปทำเพลงเราได้มั้ย เขาก็บอกว่าตอนนี้เขากำลังทำเพลงกับ พี่เป้ MVL (เป้ วงมายด์) เขาบอกว่าเดี๋ยวเขาจะคุยกับพี่เป้ให้ก่อน ถ้ายังไงเดี๋ยวเราไปคุยกับพี่เป้กัน พอได้เข้าไปคุย พี่เป้ เขาดีกับ นัท มาก เขาก็ถามเราว่าท่อนต่อจากนี้อยากได้ประมาณไหน ชอบอารมณ์ไหน สไตล์การร้องเป็นแบบไหน นัท ก็ส่งเรเฟอเรนซ์ให้พี่เขาดู เขาก็ทำดนตรีท่อนพี่เป้กับพี่ปอนด์ช่วยกันแต่งเพิ่มขึ้นมา มันก็เป็นอะไรที่ใหม่ขึ้น จริงๆ นัท ชอบเพลงแนว R&B แนวแร็ป แต่เพลงนี้มันยังไม่ถึงขั้นแร็ปมาก เป็นแร็ปแบบเบาๆ ฟังง่าย เข้ากับเพลง และเข้ากับตัวเราด้วย

เพลงนี้ชื่อว่า เช้านี้ Be My Girl ครับ ด้วยความที่เพลงนี้เขาแต่งช่วงโควิด เราชอบใครสักคน เราคิดถึงเขา มาเพ้อ มาจินตนาการ เพ้อคนเดียว เป็นคนคลั่งรัก อยากเจอเขาทุกวัน ส่วนตัว MV ผมเล่นเองครับ สุดๆ (หัวเราะ) ถ้าถามว่าต่างจากเพลงประกอบซีรีส์ยังไง คือตอนถ่าย MV ซีรีส์เนี่ยเราถ่ายในบ้าน แต่พอมาเพลงของเราเอง โลเกชันคือเราถ่ายทำในป่า แล้วผีเสื้อเยอะมาก ผมเป็นคนกลัวผีเสื้อมาก คือเห็นไม่ได้ เราจะกลัว แล้วคือทีมงานเขาต้องมายืนล้อมรอบตัวเรา เพื่อช่วยปัดผีเสื้อออกจากตัวเราให้

นอกจากโลเกชันที่ผีเสื้อเยอะแล้ว ใน MV เราต้องปีนต้นไม้ด้วย คือมันสูงมาก ตอนแรกคอนเซปต์ที่เราคิดไว้ อยากได้สไตล์ในเมืองหน่อย แต่ผู้กำกับเขาบอกว่าถ้าไปถ่ายในป่า มันจะดูอบอุ่นขึ้นนะ เราก็ไม่คิดว่าจะต้องปีนต้นไม้สูงขนาดนี้ ในชีวิตเราไม่เคยปีนมาก่อน แล้วต้องนั่งบนกิ่งไม้ ทำอารมณ์ชิล อารมณ์ดี คือถ้าตกมาก็ไม่รอด (หัวเราะ) เป็นอะไรที่เราไม่เคยทำมาก่อน แต่ภาพที่ออกมาคือสวยเลย เพราะด้วยโลเกชันจริงเราก็มองไม่ออกว่ามันจะออกมาเป็นประมาณไหน”

“ถ้าถามว่าระหว่างร้องเพลงประกอบซีรีส์ กับมีซิงเกิลเดี่ยวของเรา มันต่างกันยังไง นัท ว่าจริงๆ มันก็ใกล้เคียงกันนะ พอมาทำซิงเกิลของตัวเองเราจะได้ดีไซน์เยอะหน่อย ว่าเราอยากได้ประมาณไหน แต่พอเป็นประกอบซีรีส์ มันก็ต้องสอดคล้องกับซีรีส์ด้วย ซิงเกิลอันนี้ผมควักทุนตัวเองหมดเลย มีแม่คอยซัพพอร์ต (หัวเราะ) เขาคอยซัพพอร์ต นัท มาแต่แรกเลย ตอนเข้าวงการใหม่ๆ”

“ส่วนซีรีส์ ตอนแรกก็มีคิดนะว่าหรือเราจะมาร้องเพลงอย่างเดียวเลย แต่ว่าคือตอนนี้ นัท ถ่ายละครของช่อง 3 อยู่ครับ พอเราได้กลับไปในกองละคร เราก็รู้สึกว่าถ้าเราไม่ได้ทำตรงนั้นเราคงคิดถึง คือมันเหนื่อยหลายอย่าง แต่เราก็ยังคงสนุกกับมันอยู่ ถ้ามันขาดหายไปคงเหงาๆ ยังคิดถึงบรรยากาศของกองอยู่

ตอนนี้ที่กำลังถ่ายทำอยู่ เป็นละครของช่อง 3 ครับ เรื่อง คู่เวร ของพี่คิง สมจริง ครับ ผมเล่นเป็นคู่วายในเรื่องครับ คู่กับ น้องเซ้ง วิชัย ครับ ตอนนี้ผมเป็นอิสระ ไม่ได้เซ็นสัญญากับช่องไหน สามารถเลือกทำงานเองได้ครับ”

“หลังจบจาก ออกซิเจน เดอะซีรีส์ มันก็มีงานเข้ามาเรื่อยๆ ครับ เราก็รู้สึกแฮปปี้ เพราะซีรีส์ทำให้เราได้ทำงานใหม่ๆ เยอะขึ้น ส่วนแฟนคลับ ผมว่าเขาน่าจะชอบนะครับซิงเกิลของเรานะครับ คือก่อนหน้า นัท ได้ทำเพลงคัฟเวอร์ในช่องยูทูบด้วย ก็ฟีดแบ็กค่อนข้างดี ยิ่งใจเรามา เราสนุกขึ้น แฟนคลับชอบ เราชอบทำ”

“ถามว่าคุณพ่อเริ่มเปิดใจบ้างรึยังที่ นัท มาทำงานในวงการบันเทิง คือจริงๆ เขาก็ไม่ได้ห้ามเราขนาดนั้น ก็คิดว่าเขาอาจจะปากแข็ง รอดูอยู่เงียบๆ ไม่ได้ห้าม แต่คุณแม่นี่คือแบบให้ทำไปเลยลูก เดี๋ยวหลังซิงเกิลเราออกไป ก็จะมีเวอร์ชันแบบแดนซ์ด้วย เป็นท่าประกอบเพลง

คือ นัท เป็นคนเต้นไม่เป็นเลย รู้สึกเราเป็นคนที่เต้นไม่ได้ แต่แม่เขาจะบอกว่าให้เราไปเรียน ต้องมีได้บ้างแหละ เราก็รู้สึกว่ามันจะได้ได้ยังไง ปรบมือยังปรบไม่ตรงจังหวะเลย เราต้องมาขยับแขนไปด้วย ขยับขาไปด้วย คือเราไม่สามารถแยกประสาทได้ เลยรู้สึกว่ามันยาก ก็ไปเรียนเอาไว้ แล้วพอเรียนสัก 3-4 ครั้ง เลยคุยกับคนที่ดูคิวงานให้ ก็เลยตกลงว่าจะทำ เพิ่งถ่ายเสร็จ แต่ผมว่ามันยากนะ (หัวเราะ)”

“ด้านแฟนคลับของ นัท พวกเขาน่ารักมากครับ คือเขายังคอยซัพพอร์ตเราเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้เมื่อปลายปีเราจัดแฟนมีตติ้งเล็กๆ ไป ทำให้เรากับแฟนๆ ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้นครับ

คือผมมีแฟนคลับต่างชาติเยอะมาก เขาน่ารักมาก บางทีเราก็ไม่เข้าใจนะว่าเขาเข้าใจกับสิ่งที่เราสื่อสารมั้ย คือเราไปที่ไหนเราก็จะใช้ภาษาไทยไงครับ แต่ว่าเขาคอยซัพพอร์ตเราตลอด บางคนเราก็ไม่รู้ว่าเขาพิมพ์ภาษาอะไร แต่เขาทำให้เรารู้ว่า เขายังคอยซัพพอร์ตเรานะ

ทำให้เรารู้ว่าแฟนคลับต่างชาติเราเยอะมาก ส่วนมากเขาจะเข้ามาคอมเมนต์ในอินสตาแกรม ยูทูบ ทวิตเตอร์ บางทีภาษาอังกฤษเขาไม่เก่งเลย เขาก็พยายามพิมพ์เพื่อให้เรารู้ว่า พวกเขายังคอยซัพพอร์ตเราอยู่นะ โดยเฉพาะตอนนี้แฟนคลับชาวญี่ปุ่นค่อนข้างเยอะ

นัท คิดว่าต่อไปก็ยังอยากเล่นซีรีส์อยู่ เพราะว่าด้วยอายุตอนนี้แล้ว ปีนี้ 28 ปีแล้วครับ (ยิ้ม) นัท อยากเล่นซีรีส์วายอีกสักเรื่องครับ ถ้ามีอะไรเข้ามาก็พร้อมรับทำหมด แต่ถ้ามีซีรีส์วายเข้ามาสักเรื่องที่คาแรกเตอร์มันต่างจากเรื่องที่แล้วก็โอเคครับ

คือด้วยความที่คาแรกเตอร์ของ โซโล่ ใน ออกซิเจน เดอะซีรีส์ มันนิ่ง เราอยากได้เป็นฟีลที่แบบอะเลิร์ต สนุก คือด้วยความที่ซีรีส์วายมันมีพระเอก-นายเองใช่มั้ยครับ นัท อยากลองเป็นนายเอกดูบ้าง แต่คือที่เคยเล่นมา เป็นแต่บทพระเอก คือคาแรกเตอร์เรายังไม่ถึงขั้นเป็นนายเอกไงครับ (ยิ้ม) ก็ยังคิดอยู่อยากลองเล่นเป็นนายเอกสักเรื่องครับ (ยิ้ม)”

“ถามว่าคิดว่าประสบความสำเร็จรึยัง ยังครับ คือหลังจบ ออกซิเจน เดอะซีรีส์ มันเหมือนเป็นแค่เริ่มต้นครับ เป็นซีรีส์ที่ปูทางให้เราได้เริ่ม ได้รับโอกาส ซีรีส์เรื่องนี้มันเหมือนแค่เราเริ่มปูทาง เราต้องไปอีกไกล วิ่งไปได้อีกครับกว่าจะถึงเส้นชัย อีกไกลมากๆ

แต่ นัท ก็ไม่ได้คิดนะว่าต้องอยู่จุดไหน อยากอยู่ในจุดที่งานยุ่งทุกวัน ทำงาน 7 วัน เปิดตารางมาเจอแบบแน่นๆ แต่ตอนนี้มาเป็นเวลาๆ คือถ้างานติดกันก็จะติดกันทุกวัน แต่ถ้าช่วงที่ว่างคือด้วยความที่ทิ้งช่วงมันก็มีแบบเครื่องชอตเหมือนกัน คือถ้าได้ทำงานทุกวันเราก็จะอะเลิร์ตทุกวัน”

“ตอนนี้ผมแฮปปี้กับชีวิตการทำงานมากนะครับ จริงๆ ก็อยากจะทำเพลงต่อเนื่องอีก แล้วซีรีส์ก็ยังอยากเล่นต่อไปอีก ไม่อยากว่าง (หัวเราะ) จริงๆ ผมคาดหวังให้คนชอบเพลงเยอะๆ มันมีความเป็นตัวนัทอยู่ในนี้มากๆ เหมือนกัน อยากให้คนชอบ อยากให้แฟนคลับที่ติดตามเขาชอบ เขาอินกับเพลงของเรา เป็นแนวเพลงแร็ปเบาๆ ไม่ได้แร็ปจ๋าอะไรมากมายครับ”

ท้ายนี้ นัท ก็ได้อ้อนแฟนๆ ฝากติดตามซิงเกิลแรกในชีวิตของตัวเอง “ฝากติดตามซิงเกิลใหม่ของ นัท ด้วยนะครับ เพลง เช้านี้ Be My Girl หวังว่าทุกคนจะชอบและถูกใจนะครับ ขอบคุณแฟนๆ ทุกคนที่คอยติดตามกันมา บางคนติดตามมาตั้งแต่ นัท แคสต์เกมมาหลายปีมากๆ จนกระทั่งมาเล่นซีรีส์ อยากให้คอยอยู่ซัพพอร์ตกัน และอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปนานๆ นะครับ (ยิ้ม)”

“ส่วนเกม ตอนนี้ นัท ยังเล่นอยู่แต่น้อยลงไปเยอะมาก แต่ก็ยังไม่ทิ้งครับ ยังมีกลับไปแคสต์เกมบ้างครับ แต่คือเมื่อก่อนเราแคสต์ทุกวัน แต่มาตอนนี้เหลืออาทิตย์ละวันสองวันครับ ก็ยังคงไม่ทิ้ง ยังเล่นเกมอยู่ เพราะเกมเหมือนเป็นพาร์ตหนึ่งในชีวิต (หัวเราะ) เมื่อก่อนเกมที่ นัท เล่น เราเล่นแบบจริงจังเลยนะ ซ้อมกันแบบเป็นทีม

ถามว่าเกมที่เราเล่นต้องเติมเงินมั้ย มันก็ถ้าเป็นคนอื่นเขาอาจจะไม่ต้องเติม (หัวเราะ) แต่ว่าเราเติม แต่เราไม่ได้ลงทุนแบบตู้มเดียวเป็นล้านขนาดนั้น แต่เราเติมมาตั้งแต่เด็ก คิดว่าน่าจะเยอะมากเพราะเล่นมาแต่เด็ก จำได้ว่าตอนเด็กๆ แม่ให้เงินไปโรงเรียน เราก็แบ่งเงินไปซื้อของในเกม จำได้ว่าตอนนั้นอยู่ ม.3 ก็เก็บเงินก้อนใหญ่ประมาณ 30,000 คือเยอะมาก ไม่เคยเก็บเงินได้มากขนาดนี้ ก็เอาไปเติมเกม เราเติมไปเรื่อยๆ

ของที่เราซื้อในเกมก็เอาไปขายได้ ยกตัวอย่างเพื่อนนัทเขาซื้อของในเกมมาล้านนึง ตอนนี้เอาไปขายได้ คือราคามันขึ้นเป็น 1.2 ล้าน เขาก็เก็บไว้ อย่างล่าสุดเพื่อนนัทเขาไปเล่นแล้วได้ขายในเกมมาชิ้นหนึ่ง ก็ไปขายได้ประมาณ 2 ล้าน

คือคนเล่นเกมเราเข้าใจนะ อารมณ์มันแบบว่าถ้าไม่เติมเรารู้สึกสู้ไม่ไหว อย่างนัทถ้ารู้สึกมันแพงมากๆ เราก็ใช้วิธียืมเอา

ถามว่าแม่บ่นมั้ย เขาบ่นนะ บอกให้เราพอได้แล้ว เล่นแค่ 1-2 ชม. พอ เราก็ใช้วิธีขอเงินเลยว่าเติมเท่านี้ๆ นะ ตอนเด็กๆ เล่นแร็กนาร็อก มันก็ต้องเติมเงินเพื่อเข้าไปเล่น พอเราเริ่มโตเราก็เริ่มซื้อของในเกม อยากได้ไอเทมนี้ก็เก็บเงิน ขอแม่บ้างไปซื้อ แม่เขาก็ให้บ้าง บางทีก็ไม่ให้ เราก็ต้องเก็บเงินไปซื้อเอง ยอมไม่กินข้าวเลยก็มี

ตอนนั้นนัทเรียนอยู่โรงเรียนประจำ แม่เขาจะให้เงินเป็นอาทิตย์ ให้ใช้วันละ 100 บาท พี่คิดดูว่ากว่าจะเก็บเงินได้ 30,000 บาท ต้องอดข้าวกี่วัน (หัวเราะ) คือเราเรียนโรงเรียนประจำใช่มั้ย เรากลับบ้านวันเสาร์-อาทิตย์

พอเราเริ่มเรียน ม.ปลาย ก็มีโดดโรงเรียนไปเล่นเกมบ้าง ปีนกำแพงไปตอนกลางคืน สวดมนต์ก่อนนอนเสร็จ ก็จะแอบอาจารย์ตอนที่เขาเข้านอนกันหมดแล้ว เรากับเพื่อนก็แอบปีนรั้วโรงเรียนไปขึ้นแท็กซี่ไปร้านเกม

สมัยก่อนจะมีร้านที่ชื่อร้านดำ หน้าร้านติดฟิล์มมืดหมด แล้วอยู่ใกล้โรงเรียนค่าแท็กซี่ก็จะไม่แพง เวลาเราโดดไปเล่นเกมใครผ่านไปมาหน้าร้านก็จะไม่เห็นเรานั่งเล่นในนั้นเพราะร้านติดฟิล์มดำ เราก็ใส่ชุดนอนประจำโรงเรียน มีโลโก้โรงเรียนปักอยู่หน้าอก ก็นั่งเล่นในร้านนั้น

เคยหนักสุดๆ เล่นจนถึงตี 4 แล้วกลับมาถึงโรงเรียนประมาณตี 4 นิดๆ เราก็อาบน้ำเลย เปลี่ยนชุดนักเรียน เราก็ไปนอนแล้ว พอตี 05.30 น. เราต้องตื่น แล้วก็ลุกไปเรียนต่อ เพราะตอนนั้นที่โรงเรียนเข้าเรียนประมาณ 07.00 น. แล้วเลิกเรียน 18.45 น.(หัวเราะ)”.

ผู้เขียน : โอ้ว…ซาร่า

กราฟิก : Sriwon Singha

ช่างภาพ : ชุติมน เมืองสุวรรณ

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2059059
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2059059