บัตรเครดิต ซิตี้ พรีเมียร์

เปิดชีวิต เอิร์น จิรวรรณ อดีตนักร้องวัยใส สู่ปัจจุบันผู้บริหารโรงเรียน


เมื่อเด็กขี้อายมาเป็นนักร้อง

เราย้อนวันวานของเอิร์น จิรวรรณ ถึงวัยเด็กว่าเป็นยังไงบ้าง มีแววการเป็นนักร้องรึเปล่า ซึ่งเอิร์นตอบว่าไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นนักร้อง คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่เคยคิด เนื่องจากเป็นเด็กที่ขี้อายมาก เขินกระทั่งยกมือตอบคำถาม แต่ครูจะชอบจับให้เราแสดงรำไทย รำญี่ปุ่น ก็จะเขินตลอด หน้าไม่ยิ้ม ทำปากจู๋ เป็นเด็กขี้อาย แต่ก็ชอบร้องเพลง คือนั่งรถเปิดเพลงและฟังแล้วร้อง เป็นคนจำเนื้อเพลงได้ไว แต่ไม่เคยเรียนร้องเพลงเลย ร้องด้วยความชอบอย่างเดียว

ส่วนเส้นทางการเป็นนักร้องยุค 90 ที่อาร์เอส เอิร์นเล่าให้ฟังว่า “มีแมวมองของอาร์เอสไปเจอที่สยาม ซึ่งเรานานๆ จะไปที และไปกับคุณแม่ เขาก็ชวนไปเทสต์หน้ากล้องเพื่อเป็นนางเอกมิวสิกวิดีโอของพี่ปราโมทย์ แสงศร ก็คุยกับคุณแม่ว่าเราจะกล้าแสดงมั้ย คุณแม่ก็บอกว่าแล้วแต่เราตัดสินใจเอง เราก็เลยลองไปเทสต์ดู พอไปถึงก็คุยกับทีมงาน เขาก็ถามว่าสนใจเทสต์เสียงมั้ย เราก็ไหนๆ มาแล้ว ก็เลยเทสต์ดูก็ได้เพราะเป็นคนชอบร้องเพลงอยู่แล้ว

พอเทสต์ไปก็ได้รับการติดต่อกลับมาว่าให้เข้าไปถ่ายมิวสิกวิดีโอของพี่ปราโมทย์ แต่คิวเอิร์นไม่ได้เนื่องจากว่าวันที่ถ่ายทำเป็นช่วงซัมเมอร์ ซึ่งตอนนั้นเอิร์นจะไปหาพี่ชายที่อเมริกา แล้วคิวถ่ายมันโยกไม่ได้ เลยไม่ได้ถ่าย แต่ว่าเทสต์เสียงผ่าน ก็เลยนัดเจอผู้บริหารเพื่อคุยเรื่องสัญญาและให้คุณพ่อคุณแม่มาด้วย ก็เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเพราะไม่ได้คิดว่าจะเป็นนักร้องอาชีพ เลยต้องไปคุยกันในครอบครัวว่าเอาไงดี คุณพ่อก็บอกว่าแล้วแต่ แต่ต้องสัญญากับพ่อว่าไม่ทิ้งการเรียน ถ้าทำทั้ง 2 อย่างแล้วทำไม่ได้ต้องเลือกการเรียน คุณพ่อก็บอกอีกว่าเราเป็นคนขี้อาย มั่นใจเหรอว่าเราจะทำได้ พ่อก็เลยให้ไปร้องเพลงที่ร้านอาหารที่โรงแรม เราก็เขินๆ แต่ก็อยากลองทำดู ก็เลยพยายามร้อง สรุปก็ได้เข้าไปเซ็นสัญญา

ก็ตื่นเต้นมากที่เข้าไปเรียนร้องเพลง ตอนนั้นยังไม่เคยเรียนมาก่อน แต่เป็นคนที่ฟังเสียงแล้วไม่เพี้ยน ก็รู้สึกสนุกกับตรงนั้น ถามว่ายากมั้ย ยากในเรื่องการปรับตัวมากกว่า เพราะเดิมรูทีนต้องไปโรงเรียน กลับบ้านทำการบ้าน แต่ก็มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบอีกอย่างควบคู่กัน ซึ่งสิ่งที่ทำให้ผ่านมาได้คือหนึ่งความช่วยเหลือจากคุณพ่อคุณแม่ที่ช่วยเราจัดตาราง สองคือใจรักในการร้องเพลง เราเลยพยายามที่จะทำให้การเรียนไม่เสีย เพื่อให้คุณพ่ออนุญาตให้เราทำตรงนี้ค่ะ”

นักร้องลุคใส ถูกมองเป็นคุณหนูไฮโซ

เอิร์น จิรวรรณ เล่าต่อว่า เป็นความโชคดีของตัวเองที่หลังจากเซ็นสัญญากับอาร์เอสไม่กี่เดือนก็ได้ร้องเพลง “ฉันคิดถึงเธอ” ประกอบละคร “หวานใจ” ทางช่อง 3 ในปี 2540 ซึ่งในวันที่เข้าห้องอัดครั้งแรกก็ตื่นเต้น ผ่านไปไม่ถึง 6 เดือนก็ได้ออกอัลบั้มชุดแรก “Earn” ในปี 2541 กับภาพลักษณ์ใสๆ หวานๆ เรียบร้อย เอิร์นบอกว่าน่าจะเป็นเพราะคาแรกเตอร์ตัวเอง ข้อดีของศิลปินยุคนั้นเพลงส่วนใหญ่ที่ออกมาจะเป็นมุมมองหลายๆ สิ่งของศิลปินคนนั้นจริงๆ ตอนนั้นอายุ 14-15 มุมมองความรักคือใสมาก ทีมที่วางภาพลักษณ์เราก็เห็นว่าเพลงเราเป็นแนวอะคูสติกใสๆ เพราะฉะนั้นลุคทุกอย่างก็เป็นแบบใสๆ สอดคล้องกับเพลง อัลบั้มชุดแรกก็เป็นตัวเองจริงๆ

ในช่วงที่เป็นศิลปินอาร์เอส เอิร์นบอกว่าฟีดแบ็กครั้งแรกที่รู้สึกว่าเป็นศิลปินคือวันที่ออกคอนเสิร์ตครั้งแรกในชีวิต ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตของพี่โดม (ปกรณ์ ลัม) ที่ MBK เราก็กดดันว่าไปเป็นเกสต์ของพี่โดม ซึ่งเพลงเป็นอีกแนวนึง คนจะเข้าใจเรามั้ย แต่ตอนเราขึ้นเวทีร้องเพลง “เก็บเอาไว้” ปรากฏว่าคนร้องตามลั่นฮอลล์ ทั้งที่เอ็มวีเพิ่งออกอากาศไปไม่ถึง 1 สัปดาห์ แต่คนน่าจะฟังจากวิทยุและเอามาร้องได้ ก็เลยรู้สึกว่าเฮ้ย นี่เราเป็นนักร้องแล้วนะ ก็งงกับชีวิตนิดหน่อยว่ามีแฟนคลับแล้วเหรอ มีคนร้องเพลงตามขนาดนี้เลยเหรอ ทั้งที่ชีวิตเราก็เหมือนเดิม ไปไหนมาไหนก็ไปกับคุณแม่ แต่สิ่งที่เจอก็คือเจอน้องๆ เข้ามาทัก ขอลายเซ็น ขอถ่ายรูป ทำให้หลังจากนั้นเวลาออกจากบ้านก็ต้องแต่งตัวนิดนึง

เมื่อถามว่ารับมืออย่างไรกับชื่อเสียงที่เริ่มเข้ามา เอิร์นบอกว่า ก็เป็นไปอย่างธรรมชาติ เราโชคดีที่แม้จะเข้าวงการตั้งแต่เด็ก แต่มีทีมงานที่น่ารัก มีคุณพ่อคุณแม่ที่ดูแลทุกอย่าง มีปัญหาก็ปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ได้หมด เลยไม่เป็นเรื่องยากลำบากมากในการปรับตัว ส่วนคำวิจารณ์ที่ตามมาในช่วงที่ออกอัลบั้ม เอิร์นบอกว่า “ตอนที่เอิร์นเป็นศิลปินจะถูกจับคู่กับผู้ชายเยอะ ไม่ได้ถูกจับคู่เพราะแฟนเพลงนะ แต่ค่ายมีศิลปินผู้ชายเยอะ พอเราออกอัลบั้ม เราก็ต้องไปออกงานคู่กับศิลปินชาย อย่างไปออกกับพี่โดมก็เป็นข่าว แฟนคลับพี่โดมสมัยนั้นก็คงไม่ถูกใจว่าอยู่ดีๆ มีข่าวกุ๊กกิ๊กกับพี่โดม ซึ่งมันไม่มีอะไรในกอไผ่ไง บางคนก็บอกว่าฉันไม่ชอบเธอแล้ว เราก็รู้สึกว่าทำไมต้องเป็นแบบนั้น

เรื่องที่แรงสุดตอนอยู่ในวงการไม่มี ข่าวลือก็จะมีแค่ว่าเป็นคุณหนู แต่เราน่ะไม่คุณหนูหรอก คนบอกว่าเนี่ยตระกูลไฮโซ เรายังถามแม่ว่าไฮโซแปลว่าอะไร เขามาเขียนบอกว่าเราเป็นคุณหนูไฮโซ บางทีก็มีข่าวว่าเรามีอภิสิทธิ์ในการเลือกชุดเอง เราก็คิดในใจว่าฉันไม่มีอภิสิทธิ์นะ ก็เทสต์เสื้อผ้าเหมือนคนปกติ แต่ผู้บริหารเลือกเองว่าชุดไหนเหมาะกับเรา ซึ่งหน้าเราอาจจะเหมาะกับสีเบาๆ หน่อย เราก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็ถือว่าโชคดีที่เราไม่เคยเจออะไรแรงๆ มากมายค่ะ”

วันที่ออกจากวงการ

กับคำถามที่ว่าพอทำงานด้วยเรียนไปด้วย การเรียนตกมั้ย เอิร์นยอมรับว่าก็ตกไปนิดนึง นี่ก็เป็นจุดเปลี่ยน ด้วยความเป็นสายเรียนมาตลอดตั้งแต่อนุบาล และสิ่งที่ทำให้ออกจากวงการก็เกี่ยวกับเรื่องการเรียน คือตอนนั้นเราได้มีโอกาสเล่นละคร 2 เรื่อง ซึ่งการเล่นละคร เราไม่สามารถจัดคิวได้เหมือนการเป็นนักร้อง เพราะพอเล่นละครก็จะเกรงใจว่ามีนักแสดงร่วมหลายคน เราก็ต้องให้คิวเต็มที่ พอคิวละครก็ 3 วัน แล้วกลายเป็นว่าเป็น 3 วันที่ไม่ใช่ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ก็เหมือนกินเวลาเรียนที่มหาวิทยาลัยไปค่อนข้างเยอะ

“ตอนแรกก็ไม่รู้สึกอะไร เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย จนกระทั่งปีสุดท้าย เพื่อนบางคนจบ 3 ปีครึ่ง ก็มีเพื่อนที่จบพร้อมเรา เพื่อนเหลือแค่ 4 วิชา แต่เราเหลือ 8 วิชา เราก็เลยเข้าไปคุยกับครูที่ปรึกษาว่าต้องการเก็บเครดิตเยอะกว่าปกติ เขาก็อนุญาต แล้วตอนนั้นเราก็ไปคุยกับทางค่ายว่าเทอมนี้ขอยังไม่รับงาน ซึ่งทางค่ายก็บอกเราเหมือนกันว่าให้คิดดีๆ เพราะมันเป็นโอกาส มีหลายคนที่อยากได้โอกาสนี้ เราได้โอกาสนี้แล้วจะทิ้งโอกาสเหรอ แต่ว่าด้วยความที่ไฟจะเรียนจบพร้อมเพื่อนมาแรงมาก เราก็เลยคิดว่ายังไงต้องเรียนจบพร้อมเพื่อนค่ะ สรุปก็คือเร่งเก็บจนจบและรับปริญญาพร้อมเพื่อน ก็เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตเหมือนกัน เพราะตอนนั้นกะว่าเดี๋ยวพอเรียนจบแล้วค่อยไปรับงานเหมือนเดิม ทำงานสักปีสองปีแล้วเรียนปริญญาโท

แต่เพื่อนชวนไปสอบปริญญาโทที่ ม.ธรรมศาสตร์ โดยที่เราไม่ได้ติวอะไรเลยเพราะเพิ่งเรียนจบ แต่พอไปสอบปรากฏว่าติด เราก็รู้สึกว่าถ้าอีก 2 ปีอยากมาลองสอบแต่สอบไม่ได้ ต้องไปเรียนที่อื่นที่ไม่อยากเรียนจะทำยังไง ก็เลยเป็นอีกสิ่งที่เราต้องตัดสินใจ เลยตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทอีก 2 ปี ซึ่งเป็นโครงการที่ขาดเรียนไม่ได้เลย คือขาดได้แค่ 20% และห้ามมาสายด้วย ก็เลยเรียนต่อยาวเลยค่ะ พอเราเรียนจบโทก็อายุ 25 ก็รู้สึกว่าอายุเยอะไปแล้ว หมดยุคเราแล้วรึเปล่า แล้วเราอยากทำงานที่โรงแรม ก็เลยไปช่วยงานคุณพ่อที่โรงแรม เลยเหมือนเฟดไปโดยธรรมชาติค่ะ”

เมื่อถามว่าถ้าย้อนเวลากลับไปตอนนั้นจะเลือกแบบเดิมมั้ย เอิร์นตอบว่า “ก็ยังเลือกแบบเดิม แต่สิ่งนึงที่เสียดายที่สุดคือเพลงเหมือนเป็นสายใยระหว่างเรากับแฟนคลับ มันเหมือนเป็นสิ่งที่ผูกพันกันไว้ พอเราไม่มีผลงาน แฟนคลับที่ชื่นชอบผลงานก็หายไป แต่ปัจจุบันก็ยังมีแฟนคลับที่เราเองไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะรักเราขนาดนี้เลยเหรอ ทำให้เรารู้สึกว่าเมื่อก่อนเราอาจไม่เห็นคุณค่าตรงนี้มากพอ เรารู้สึกดีนะที่มีแฟนคลับ แต่ทุกวันนี้มันมากกว่านั้น เป็นความรู้สึกว่าขอบคุณและผูกพัน นึกถึงเขาเหมือนคนในครอบครัว เขาก็นึกถึงเราเหมือนกัน ทุกวันนี้ไม่ขอใช้คำว่าแฟนคลับ เป็นเหมือนพี่น้องครอบครัวกันค่ะ”

ชีวิตเจ้าของโรงเรียน

ช่วงแรกหลังออกจากวงการ เอิร์นทำงานที่โรงแรมเอเชีย ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว แต่ปัจจุบันเอิร์นพ่วงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการบริหารโรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี เราถามว่ามาทำตรงนี้ได้อย่างไร เอิร์นตอบว่า “พอแต่งงานปุ๊บ ครอบครัวของพี่ดร๊าฟ คุณแม่ของพี่ดร๊าฟ (ผศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล) ซึ่งเป็นอธิการ ท่านอยู่ในวงการการศึกษามา 30 ปี ท่านเป็นครูมาก่อน มีโรงเรียนพณิชยการกรุงเทพ มีส่วนของโพลีเทคนิค และมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ส่วนโรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรีจุดกำเนิดก็มาจากลูกเอิร์นนี่แหละ ซึ่งตอนนั้นอายุจะ 3 ขวบแล้ว เอิร์นก็เอาลูกไปเตรียมความพร้อมตามสถานที่ต่างๆ และเหมือนเป็นโปรเจกต์ในใจว่าเราน่าจะเปิดโรงเรียนที่เราอยากให้ลูกได้รับการศึกษาในรูปแบบนี้ เราก็มาเปิดโรงเรียนที่นี่

คือตัวเราเองครอบครัวก็ปลูกฝังเรื่องการเรียนมาตลอด เราเรียนในหลายรูปแบบ เราก็หาจุดกึ่งกลางที่พอเหมาะสำหรับลูกเราคืออะไร หนึ่งคือธงของเราคือให้ลูกเราเรียนในไทย เพราะเรารู้สึกว่าการศึกษาในประเทศไทยมันไม่ได้ด้อยกว่าประเทศอื่น ส่วนครูต่างชาติเข้ามาเมืองไทยเยอะมาก เราก็มองภาพลูกเราว่าเรียนในเมืองไทยยาวเลยจนถึงมหาวิทยาลัย และสิ่งที่สำคัญในยุคปัจจุบันคือภาษาอังกฤษต้องพูดได้ดี รวมถึงในส่วนของภาษาจีนที่เพิ่มเข้ามา เราก็เลยวางรากฐานไว้แบบนั้น ถามว่าคิดว่าจะมาถึงจุดนี้มั้ย ต้องบอกว่าตอนเด็กความฝันแรกคืออยากเป็นครู เราเป็นคนชอบเรียน แต่คุณพ่อทำเกี่ยวกับธุรกิจ มันก็เลยเหมือนเป็นความฝันที่คู่ขนานกันมาค่ะ

เราไม่ได้หวังว่าจะเปิดโรงเรียนเพื่อธุรกิจ เราหวังว่าเด็กที่จบจากเราต้องไม่เป็นภาระให้ผู้ปกครอง อย่างน้อยเป็นคนดีของครอบครัวก่อนไปทำประโยชน์ให้สังคม เราเลยเลือกเปิดแบบ English Program ไม่ใช่อินเตอร์ เพราะเรายังสอนวัฒนธรรมไทย ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หรือรักสถาบันครอบครัว เรามองเห็นความแตกต่างวัฒนธรรมฝรั่งกับไทยคือความเป็นไทยมีความน่ารัก เรามีครอบครัวใหญ่ มีขนบธรรมเนียมที่คิดถึงพ่อแม่ เราเลยยังคงไว้ที่โรงเรียนของเรา”

ส่วนปัญหาจุกจิกต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการทำงาน เอิร์นบอกว่าปัญหาที่หนักสุดเป็นเกี่ยวกับมุมมองที่แตกต่าง มีนักเรียนหลายร้อยคน ผู้ปกครองพันกว่าคน อาจมีมุมมองบางสิ่งไม่ตรงกัน อย่างเรื่องโรคระบาดในเด็ก ถ้าเราได้รับการยืนยันว่ามีเด็กเป็นโรคนี้ เราก็จะปิดอาคารนั้นและพ่นทำความสะอาดทันที ซึ่งได้รับฟีดแบ็กที่ดีจากผู้ปกครอง แต่ก็เข้าใจผู้ปกครองบางท่านมีภาระในการทำงาน แล้วที่บ้านไม่ได้จ้างพี่เลี้ยง เราก็เปิดอาคารอื่นที่ไม่ได้เปิดการเรียนการสอน และให้น้องมาเรียนเกี่ยวกับบูรณาการด้วยกัน เหมือนเป็นการรับฝากดูแลสำหรับผู้ปกครองที่มีภาระจริงๆ คือไม่ใช่มีแค่กฎอย่างเดียว แต่ต้องมีนโยบายที่มารองรับตรงนี้ด้วย

เมื่อถามถึงกิจการโรงแรมเอเชีย เอิร์นบอกว่า “โรงแรมเขาก็จะมีในส่วนพี่ชายเอิร์นและเครือญาติที่ทำอยู่แล้ว ถามว่าเราทำตรงนั้นได้มั้ยก็ทำได้ เพราะเราเรียนจบมาด้านนั้น แต่สิ่งที่มาตรงนี้มันคือความสุข เพราะว่าเราทำงานไปด้วยและดูแลลูกไปด้วย เรารู้สึกว่าการทำงานที่อยู่กับเด็กมันธรรมชาติและมีความสุข พอมาทำแล้วเราชอบก็เลยทำเต็มที่ ถามว่าเรื่องธุรกิจโรงแรมยังกลับไปดูมั้ย ก็อาจจะดูบางส่วนเล็กๆ น้อยๆ ค่ะ”

รับมือยังไงเมื่อถูกเม้าท์เรื่องสามี

จากนั้นเราถามถึงชีวิตคู่ของเอิร์นและดร๊าฟ ที่แม้จะไม่ได้อยู่ในวงการบันเทิง แต่ก็ต้องเจอข่าวเม้าท์ของฝ่ายชายเรื่องนอกใจ รับมือกับตรงนี้ยังไงบ้าง เอิร์นบอกว่า “บางทีก็งง คือคนที่เป็นข่าวไม่รู้ตัวเลยไง แต่มีเพื่อนส่งมาในไลน์บ้างว่าเห็นข่าวรึยัง พอเปิดเข้าไปดูก็อึ้งนิดนึง อ่านแล้วก็งงก่อน แน่นอนว่ามีอารมณ์อื่นที่เกิดขึ้นมา แต่พอเราตั้งสติกับตัวเองแล้วก็จะโทรไปถามคนที่เกี่ยวข้อง

อย่างบางข่าวเกี่ยวกับสามีก็ต้องโทรไปถามสามีว่าเห็นข่าวนี้รึยัง แล้วข่าวนี้เป็นยังไง เดี๋ยวนักข่าวต้องถามเอิร์นแน่นอน ก็คุยกันด้วยเหตุผล ซึ่งมันก็ไม่ได้มีอะไร ต้องบอกว่าเรารู้มาตั้งแต่ก่อนแต่งงานว่าสามีเป็นคนเพื่อนเยอะ รักเพื่อน มีทั้งเพื่อนผู้หญิงผู้ชาย และการทรีตผู้หญิงของพี่ดร๊าฟจะละเอียดอ่อน เป็นสุภาพบุรุษ มันก็เลยเป็นส่วนนึงที่ทำให้เราอินกับเขาได้ง่ายค่ะ ก็โชคดีที่ว่าแต่งงานตอนที่อายุ 30 เริ่มเสถียรแล้ว มีวุฒิภาวะมากขึ้น ทำอะไรใช้เหตุผลมากขึ้น”

เมื่อถามว่าข่าวต่างๆ บั่นทอนจิตใจหรือเปล่า เอิร์นบอกว่า เมื่อก่อนตอนที่อยู่ในวงการไม่มีเวลาอ่านคอมเมนต์หรือฟีดแบ็กต่างๆ บางทีแฟนคลับก็บอกแต่ไม่ค่อยมีเวลาไปสนใจ แต่ปัจจุบันกลายเป็นว่าพอส่งข่าวมาต้องอ่าน เพราะเวลามาถามเพิ่มเติมเราต้องให้ข้อมูลในส่วนที่ให้ได้ พออ่านแล้วก็ดูคอมเมนต์ของคนอื่นเขาว่ายังไง ซึ่งทำให้บางครั้งเราไม่สบายใจในวูบหนึ่ง แต่หลังจากนั้นมันไม่ได้บั่นทอนอะไร เพราะมีความรู้สึกว่าเราแคร์คนที่รู้จักเรามากกว่า ถ้ามีอะไรก็คุยกันตรงๆ ส่วนคนที่ไม่รู้จักเราต้องปล่อยวาง เพราะไม่รู้จะไปอธิบายให้เขาฟังยังไง อธิบายไปก็ไม่รู้ว่าเขาจะเชื่อเรารึเปล่า

เราถามว่าเวลาสามีมีข่าวต่างๆ เขาว่ายังไงบ้าง เอิร์นบอกว่า “เขาขำ ไม่มีอะไร” ก่อนจะเผยสิ่งที่ทำให้มั่นใจในตัวสามีว่า “คือโลกเราไม่ได้สวยเป็นสีชมพู แม้แต่ตัวเรา เราไม่ใช่เป็นคนสีขาว คือทุกคนเกิดมาไม่ได้ขาวกับดำ แต่อาจมีเทาอ่อน เทาเข้ม สามีเราเองก็คงไม่ได้เป็นคนที่สีขาว แต่สิ่งนึงที่เชื่อใจได้คือพี่ดร๊าฟเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นที่ 1 ไม่ใช่เฉพาะเอิร์นกับลูก แต่หมายถึงคุณแม่พี่ดร๊าฟด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเห็นในตัวเขาตั้งแต่เขามาจีบเรา เราถูกใจตรงนี้ เพราะเราก็ให้ครอบครัวมาเป็นที่ 1 อยู่แล้ว และเขาก็มีสิ่งนี้ในใจเหมือนกัน พอมาเป็นชีวิตคู่ เราก็รู้สึกว่ามันไม่มีทางที่เขาจะทำร้ายครอบครัวเขาหรอก นี่คือสิ่งที่เรามั่นใจกับเขาในตรงนี้ค่ะ”

รวมตัวกับเพื่อนทำเพลงอีกครั้ง

เอิร์นปิดท้ายด้วยการเล่าถึงสิ่งที่แพลนไว้มานานแล้ว คือการกลับมาทำงานเพลงอีกครั้ง โดยทำร่วมกับเพื่อนๆ ศิลปินหญิงอาร์เอสในยุค 90 อาทิ อ้อน ลัคนา, แนนซี่ นันทพร, กรพินธุ์ พ่วงโพธิ์, นาตาลี-แจ๊สกี้ ฯลฯ ซึ่งตอนนี้รอแค่อ้อนพร้อมเมื่อไรก็จะกลับมาทำเพลงด้วยกันทันที

“เรื่องการทำซิงเกิลกับเพื่อนๆ ต้องบอกว่าแพลนมานานมาก แต่ด้วยวัยที่แต่ละคนก็มีครอบครัว มีช่วงเวลาที่ไม่สามารถทำได้ อย่างเอิร์นตอนคลอดลูกก็ต้องทุ่มเทเวลาให้กับลูกอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็จะไล่ๆ กันมาว่าเดี๋ยวคนนั้นท้อง คนนี้คลอด แต่ปัจจุบันทุกคนคลอดลูกครบหมดแล้ว แต่อย่างน้องอ้อนยังเป็นแม่ลูกอ่อน ลูกยังไม่ครบขวบ ต้องดูแลลูก เลยยังไม่สามารถมาทำงานได้เต็มตัว เขาก็มีงานประจำของเขาด้วย ก็เลยคิดว่าในเมื่อเราจะทำซิงเกิลแบบสนุกๆ ในกลุ่มเพื่อนเรา เป็นสิ่งที่ยึดแฟนเพลงเรากลับมา เราก็จะทำในช่วงที่เราว่างกัน ก็เลยคุยกันว่าถ้าอ้อนโอเคก็จะกลับมาทำกันเลย ซึ่งก็มีการคุยเรื่องแนวเพลง สิ่งที่จะออกไป คุยกันแล้วในบางส่วน

จริงๆ คุยกันว่าจะออกตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ว่ามาติดเรื่องโควิดและหลายๆ สิ่ง ก็เลยดีเลย์กันมาจนน้องอ้อนคลอดลูก ก็ตั้งใจว่าจะร้องด้วยกันหมดเลย เอาแบบสนุกๆ ฮาๆ เป็นเพลงใหม่ของพวกเรา ถามว่าเป็นแนวยุค 90 มั้ย แน่นอนค่ะ ฟังปุ๊บต้องรู้เลยว่าเป็นศิลปินยุค 90 ร้อง คือเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเรายังอยู่ด้วยกัน แฟนคลับก็ยังอยู่ตั้งแต่ยุค 90 จนตอนนี้ 2021 แล้ว ฉะนั้นเราก็ต้องทำเพลงยุค 90 เพื่อแฟนคลับยุค 90 ที่ติดตามเรา เอิร์นว่าเสน่ห์ของเพลงยุค 90 คือฟังง่าย จำง่าย ทุกคนร้องตามได้

ถามว่าจะได้เห็นเมื่อไร จริงๆ ถ้าน้องอ้อนโอเคลงตัวก็จะทำกันเลย ส่วนน้องนาตาลีเขาก็อยากทำ แต่ว่าสามีของน้องต้องไปรับราชการที่ต่างประเทศ เพลงแรกอาจจะยังไม่มีเขา แต่เราก็คุยกันว่าเราก็เป็นกลุ่มนี้แหละ เวลาจะทำอะไรก็ไปด้วยกันหมดค่ะ ก็คิดว่าอาจจะภายในปี 2565 ที่เราดูว่าเป็นไปได้ว่าจะมีการรวมตัวของพวกเราศิลปินสาวๆ ยุค 90 มารวมตัวทำซิงเกิลกัน อาจไม่ใช่เพลงที่เพราะเลิศเลอ อลังการงานสร้าง แต่เป็นเพลงที่ฟังง่ายๆ ถ้าเป็นแฟนคลับพวกเราจริงๆ ก็จะเข้าใจกันค่ะ รอติดตามกันนะคะ”.

ผู้เขียน : Penguin บินได้
ภาพ : วัชรชัย คล้ายพงษ์
กราฟิก : Sriwon Singha

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2072555
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2072555

บัตรกดเงินสด ซิตี้ เรดดี้เครดิต