บัตรเครดิต ซิตี้ พรีเมียร์

เปิดเส้นทางธรรม ตา สุรางคณา ย้อนอดีตชาติ เคยเป็นพญานาค นางสนมในวัง


เปิดเส้นทางธรรม ตา สุรางคณา อดีตนางร้าย เคยสงสัยว่าพระพุทธเจ้ามีจริงไหม ออกเดินทางค้นหาด้วยตัวเอง ย้อนอดีตชาติเคยเป็นพญานาค นางสนมในวัง

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

เปิดเส้นทางธรรม ตา สุรางคณา สุนทรพนาเวศ อดีตนางร้าย ที่ได้มาเยือนรายการ ต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 เจ้าตัวเผยว่า เป็นคนเรียบง่าย ไม่ค่อยพูดด้วยซ้ำไป พร้อมเล่าสิ่งที่ทำให้ชีวิตนี้ของตัวเองเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงตอนที่ป่วยเป็นมะเร็ง เมื่อตอนอายุ 27 ปี ทำให้ตัวเองได้เข้าสู่เส้นทางสายธรรมอย่างจริงจัง และครั้งหนึ่งเคยสงสัยว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่? จนออกเดินทางค้นหาด้วยตัวเอง

อัพเดตชีวิตตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง? “ร้านนี้เพิ่งเปิดได้ประมาณปีกว่าๆ เริ่มต้นจากการที่เราไปทำงานช่วยเหลือมูลนิธิต่างๆ แล้วเราประชุมกันบ่อยที่บ้าน เพื่อนเขาก็ทำอาหารอร่อยให้ทานประจำ ซึ่งเขาเคยเป็นชาววัง เป็นหม่อม อาหารที่ทำต้นตระกูลสูตรชาววังเลย มาตั้งชื่อว่าร้าน หม่อมหลวงสมิท ข้าวคลุกกะปิ ร้านอยู่แถวประชาชื่นค่ะ ตอนนี้ยังไม่สามารถนั่งได้ แต่สามารถสั่งไปรับเอง หรือว่าให้ทางร้านส่งไปให้ได้ค่ะ ซึ่งอาหารที่ร้านก็จะมี ข้าวคลุกกะปิ จากต้นตำรับ เราใช้หมูนำมาเคี่ยวกับคาราเมล หนึ่งจานที่เสิร์ฟมีเครื่องเคียงอยู่ 13 อย่าง เราคั่วกะปิเป็นสูตรพิเศษของร้าน ส่วนน้ำมันหมูเราก็เจียวเอง กากหมูเราก็เอาใส่ลงในข้าวคลุกกะปิ รสชาติกลมกล่อมมาก และอีกเมนูที่อยากนำเสนอคือ ข้าวน้ำพริกลงเรือ จะหาทานที่อื่นไม่ได้ หาทานยากเพราะว่าเป็นสูตรโบราณ ส่วนขนมจีนชาวน้ำ จะเป็นสูตรเด็ดของร้าน ร้านเราจะมีแจงร้อน คือปลาบด ทางร้านเราก็บดเอง พอทานลงไปแล้วจะสดชื่น ถ้าใครที่อยากทานอาหารรสชาติไทยๆ ราคากันเอง มาที่ร้าน หม่อมหลวงสมิท ข้าวคลุกกะปิ ได้นะคะ เปิดทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์นะคะ”

ภาพของเราเมื่อก่อนคือนางร้าย? “เล่นเป็นนางร้ายตบอย่างเดียวเลยค่ะ เป็นคนที่ใช้อารมณ์เยอะมาก ช่วงหนึ่งของชีวิตเรียกว่า 7 วันอยู่กับละครเลย แล้วเมื่อก่อนละครถ่ายไปออกอากาศไปด้วย จนแทบไม่มีเวลาเป็นชีวิตจริงๆ ของเราเลย ซึ่งชีวิตเราก็วี๊ดไปตามตัวละครที่เราเล่นเลยจนแทบแยกไม่ออกเลย จริงๆ เราเป็นคนสนุก แต่ถ้าเอาลึกๆ กว่านั้น เราเป็นคนเงียบๆ นะ แต่ที่ทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนเลย คืออายุ 27 เพราะเราไปตรวจเจอมะเร็งท่อน้ำดี พอหลังจากนั้นต้องนอนโรงพยาบาล 10 วัน ซึ่งตอนนั้นถ้าเป็นดาราคือห้ามออกข่าว เจ็บ ป่วย ตาย หรือมีแฟน ต้องเก็บตัวเงียบอย่างเดียว เพราะถ้าเขารู้ว่าเราป่วยคือ งานเราก็จะหายไปเลย เพราะเขาจะคิดว่าเราทำงานไม่ได้เลยให้รู้ไม่ได้เลยว่าเราป่วย ซึ่งตอนนั้นที่เราป่วย เป็นครั้งแรกที่ตั้งแต่เราทำงานมาได้หยุดนอนอยู่โรงพยาบาลสิบวันเลย แล้วผ่าตัดของเราคือ ความยาวแปดนิ้วเลยเพราะการผ่าตัดสมัยก่อนไม่ได้มีเครื่องมือที่ทันสมัยมากเท่ากับปัจจุบันนี้ และมะเร็งที่เป็นก้อนใหญ่มากเท่ากำมือของเราเลย ซึ่งนอนพักอยู่ที่โรงพยาบาลในช่วงเจ็ดวันแรก หมอให้มอร์ฟีน หลังจากนั้นพอเขาหยุดให้เราต้องทนอยู่กับความเจ็บปวด เพราะหายใจแต่ละครั้งน้ำตาไหลเลย ไม่อยากหายใจเลย ไม่หายใจได้ไหม และเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่าจริงๆ แล้วเพื่อนที่ดีที่สุดของเราคือลมหายใจนะ เพราะเมื่อก่อนเราไม่เคยสนใจลมหายใจตัวเองเลย แต่พอเวลาที่เราจะตายเราคิดว่ายังไงฉันขออีกเฮือกเถอะ เพราะว่าฉันไม่อยากให้ลมหายใจของฉันมันหมดไป แล้ววันนั้นช่วงที่เราเมามอร์ฟีนอยู่สองวัน

เพื่อนเอาหนังสือธรรมะมาทิ้งไว้ชื่อ คู่มือมนุษย์ ของท่านพุทธทาส เราก็หยิบขึ้นมาเปิดแล้วไปเจอท่อน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือมันยากนะ ภาษาบาลีแต่พอเราอ่านในเนื้อหาคือ ทุกอย่างมันไม่เที่ยงว่าทุกอย่างเป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน น้ำตาเราไหลเลย เพราะเรามองย้อนไป ก่อนที่เราจะมาผ่าตัด เรายังแข็งแรงอยู่เลย แต่พอเราได้อ่านแล้วเราป่วยอยู่ตอนนั้น ทำให้เราคิดได้ว่าร่างกายไม่ใช่ของเราเหรอ เราไม่สามารถที่จะสั่งให้ไม่เจ็บไม่ปวดได้เหรอ เรามองไปหาพ่อแม่ที่รักเรา มองไปหาแฟนที่เรารัก เขาเจ็บไปกับเราก็จริง แต่เขาไม่ได้เจ็บเหมือนที่เราเจ็บ เราก็คิดว่านี่เราต้องตายไปคนเดียวจริงๆ เหรอ ชีวิตทุกอย่างตอนนั้นพลิกไปหมดเลย จากตอนนั้นที่เราอายุ 27 เราก็ตามหาว่าใครกันนะที่สอนข้อความนี้ไว้ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เราก็มารู้ว่าเป็นท่านพุทธทาส แต่ท่านมรณภาพไปแล้ว ก็คือเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า ซึ่งจริงแล้วเป็นสิ่งที่เราเคยเรียนมาแล้วตั้งแต่ตอนที่เราเด็กๆ ในวิชาพระพุทธศาสนา แต่ตอนที่ป่วยเราเห็นสัจธรรม เห็นชีวิตจริง ว่าถ้าลมหายใจเฮือกนั้นหมดไป เราก็ตาย ถ้าเราตาย เราก็ทำอะไรไม่ได้ เราก็ได้แต่ภาวนาขอให้เรายังมีโอกาสที่จะใช้ชีวิตต่อไป จะใช้ชีวิตให้รู้จักชีวิตจริงๆ ใช้ชีวิตที่เราจะรักตัวเองจริงๆ พอเราแข็งแรงขึ้นมาก็เลิกอย่างแรกคือ เราเลิกกินเหล้า เลิกสูบบุหรี่เลย”

“หลังจากนั้นเราก็เริ่มแสวงหาความจริงในชีวิตค่ะ เริ่มไปปฏิบัติธรรม สนใจธรรมะ อยากที่จะรู้จริงๆ เราก็เลยไปนั่งสวดมนต์ที่วัดสุทัศน์ พอครบหนึ่งเดือน เราสามารถสวดได้คล่องเลย ซึ่งมีอยู่วันหนึ่งที่เราสวดมนต์อยู่แล้วจิตของเราอีกจิตหนึ่งคิดว่าพอสวดมนต์เสร็จ ฉันต้องไปร้านข้าวมันไก่ ซึ่งตอนนั้นเราคิดเลยว่าไม่ได้แล้วจิตเรายังไม่นิ่ง เราต้องตั้งใจมีสมาธิมากกว่านี้”

เห็นบอกว่าจริงจังจนถึงขนาดที่ว่าไปที่ที่หนึ่ง เขาสอนให้ตัดกรรมจนเห็นอดีตชาติของตัวเอง?
“สถานที่นี้อยู่ที่ลพบุรี เป็นกรรมฐานเปิดโลกเป็นวัดที่สอนให้เราสูดลมหายใจแรงๆ เดินจงกรมสองชั่วโมง ยืนสองชั่วโมง นั่งสองชั่งโมง ฝึกหมดทั้งสี่อย่าง แต่ที่เน้นที่สุดคือการหายใจ ซึ่งพอเราทำแบบนี้แล้วมีพระอาจารย์นำ เราจะสามารถย้อนกลับไปเห็นอดีตชาติในสามชาติคือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อย่างกายกรรม บางคนก็จะออกมาเลื้อยเป็นงูเลยค่ะ หรือบางคนก็รำออกมาเต็มองค์เต็มร่างไปหมด แต่ต้องบอกแบบนี้นะคะ จะมีทั้งคนที่มโน และคนที่เข้าถึงจริงก็มีอันนี้แล้วแต่บุญกรรมและความรู้เก่า แต่อยากจะบอกว่าที่เราไป เราต้องไม่คิดไปเองก่อนนะคะ เพราะอย่างที่เราไป เราไม่เชื่อเลยแล้วอยากไปลอง

แล้วสิ่งที่เราเห็นคือ เราเคยเป็นพญานาค อยากจะบอกว่าคนที่ลงไปเลื้อยคือตัวตา ซึ่งเรารู้สึกตัวทุกอย่าง ไม่ขาดสติแต่มันฝืนลมหายใจตัวเองไม่ได้ ซึ่งรูปร่างพญานาคที่เราเห็นคือ สวยมากมีขนงามมากแล้วก็เปล่งแสงสีเขียว แล้ววันนั้นเราก็ช็อคไปเลยไม่น่าเชื่อ ตอนแรกไม่ได้เชื่อเรื่องพญานาคหรืออะไรมาก่อน เพราะต้องบอกก่อนว่าตอนแรกที่เราไปนั่ง ไม่ได้เห็นที่ชาติที่เราเป็นพญานาคแค่ชาติเดียวนะ เราย้อนกลับไปเห็นถึงสิบชาติ ว่าชาตินั้นๆ เราเป็นอะไรบ้าง ที่เห็นคือเคยเกิดในวังด้วยเคยเป็นนางสนมในวังด้วย แล้วก็มีหลายชาติเป็นสัตว์เดรัจฉานก็มี ลงไปในนรกก็มี”

พอเห็นอดีตชาติไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนก็ตามเราได้อะไร? “รู้จักคำว่าเวียนว่ายตายเกิด และกฎแห่งกรรมที่แท้จริง เชื่อว่าเราไม่ได้เกิดมาแค่ชาติเดียว เชื่อว่ากรรมมีจริง เชื่อว่าผลของการกระทำที่เราทำไว้จะส่งผลกลับมาหาเรา เราไม่เชื่อเรื่องการย้อนกลับไปแก้กรรมนะ แต่เชื่อในการกระทำในปัจจุบัน ถ้าเราทำแต่สิ่งที่ดีๆ ทำแต่กุศลตลอดเวลาต่อให้กรรมยังมีอยู่มันจะเจือจางและเบาบางลง เชื่อในสิ่งนี้มากกว่า ซึ่งกรรมก็มีอยู่แต่บุญก็ต้องสร้าง ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านสอนให้พวกเรามีความเพียร คือ ให้เราละอกุศล สร้างแต่กุศล”

ได้ศึกษา ปฏิบัติ ทำความเข้าใจแล้วก็เกิดคำถามขึ้นกับตัวเองว่าพระพุทธเจ้ามีจริงไหมเลยออกเดินทางตามหา? “พอเราปฏิบัติมา 7 ปี สิ่งหนึ่งเลยที่เราตั้งใจคือในชีวิตนี้ต้องบรรลุโสดาบัน แต่พอเราทำทุกอย่างแล้วเราก็ยังไม่บรรลุสักที เราเลยเกิดการท้อแท้ และศรัทธาเสื่อม ซึ่งสิ่งที่เรารู้สึกว่าทำไมเรายังไม่บรรลุเพราะว่าเรายังเป็นเหมือนเดิมคือ ยังมีความโกรธ ความทุกข์ ซึ่งถ้าบรรลุเราต้องโกรธน้อยลง มีความสุขมากขึ้น แต่นี่คือเหมือนเดิม เราเลยออกไปตามหาเลยบินไปที่อินเดียเมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้วที่นั่นคือ ถนนไม่มี ห้องน้ำไม่มี พอเราไปคือทำให้เรารู้สึกถึงนรกกับสวรรค์เลย เพราะว่าอยู่เมืองไทยเราได้นอนที่นอนสบาย แต่ที่โน้นคือเขาต้องนอนกับพื้นกัน แต่ที่เราเดินผ่านคนเหล่านั้นไป แล้วก้าวเข้าเขตพุทธคญาณเคนโค ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พอเราก้าวเข้าไปคือ นิ่งสงบ และเจอกับทุกคนที่ได้เดินทางมาหาพระพุทธเจ้าด้วยใจศรัทธา พอเราเข้าไปถึงสถานที่นี้คือ ไม่เหมือนที่อื่นเลยเราเข้าไปแล้ว อิ่มใจ ซึ่งตอนนั้นที่เราไป เราจะไปเพื่ออธิษฐาน

แล้วเราก็ยังคงตามหาว่าพระพุทธเจ้ามีจริงไหม แล้วคนอย่างเราจะสามารถบรรลุโสดาบันได้ไหม เราสงสัยมาก เราเลยตั้งใจที่จะไปอธิษฐานจิตที่ใต้ต้นโพธิ์ ซึ่งเราตั้งจิตว่าถ้าคำอธิษฐานของเราไม่เป็นจริงฉันจะกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม ซึ่งเราก็ตั้งจิตอธิษฐานว่าพระพุทธเจ้ามีจริงไหม แล้วตัวของเราที่เป็นผู้หญิงสามารถบรรลุธรรมได้ไหมในชาตินี้ ถ้าทุกอย่างมีจริง ระหว่างที่นั่งสมาธิอยู่ขอให้ใบโพธิ์หล่นลงมาตรงบริเวณไหนก็ได้ ซึ่งพอเราเริ่มนั่งสมาธิแค่ 3 วิ อะไรหล่นมาอยู่ที่กลางมือของเราเลย เราก็เอามือกำๆ ซึ่งทำให้เราเชื่อเลย และเราก็บอกท่านว่าขอโทษที่มีจิตลบหลู่ ตอนนี้เชื่อแล้ว ซึ่งเราก็ได้อธิษฐานจิตอีกว่า ต่อจากนี้ไปจะมาที่อินเดียปีละครั้ง เพราะว่าเราไม่รู้จิตศรัทธาของเราจะเสื่อมอีกเมื่อไหร่ เราก็ได้กลับไปตลอดเลยปีละสองครั้ง ยกเว้นช่วงที่เกิดโควิดมา ไม่ได้ไปเลย”

“ตั้งแต่ที่เรากลับมาจากอินเดียได้เริ่มทำเพจธรรมะชื่อ ตา สุรางคนางค์ จะมีคนมาติดตาม แล้วเราจะพูดคำง่าย และเริ่มพาคนไปที่ประเทศอินเดีย เรามองว่าเราอยู่ในวงการบันเทิง เราเลยร่วมกับทาง สสส. จัดกิจกรรมเพื่อพระพุทธศาสนาขึ้นมาก็มีดารารุ่นใหญ่หลายท่านมาร่วมค่ะ แต่เป็นการปฏิบัติธรรมแนวใหม่ที่เราไม่ได้เดินจงกรม แต่เราเชื่อว่าเราต้องกลับมารู้จักตัวเองก่อน”

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_6493846
ขอขอบคุณ : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_6493846

บัตรกดเงินสด ซิตี้ เรดดี้เครดิต


บัตรเครดิต ซิตี้ ลาซาด้า

บัตรเครดิตซิตี้ แกร็บ

บัตรเครดิต ซิตี้ แคชแบ็ก แพลตตินั่ม

บัตรเครดิต ซิตี้ รีวอร์ด