เปิดสิ่งที่อยู่ในใจ "นนกุล" กับประโยคเปลี่ยนชีวิต ทำให้สู้ไม่เคยถอย


“ถ้าถามว่าคนเริ่มรู้จักรึยัง ผมว่ายังไม่เรียกว่ารู้จักนะครับ ก็ยังไม่ค่อยเท่าไร คือถ้าคิดในแง่ตัวเลข อย่างเช่นในอินสตาแกรมสมัยนั้น มีผู้ติดตาม 7 พัน ก็ถือว่าเป็นไอดอลแล้ว

เมื่อก่อนหลังจากมีงาน ผมก็ยังไม่ได้ขึ้นอะไรนะครับ ก็แค่ 1-2 พันเหมือนเดิม ก็ไม่ได้เยอะแยะอะไรมากมาย ถ้าหลัง Patcha is Sexy ก็เพิ่มขึ้นมาอีกนิดนึง ประมาณ 5 พัน ประมาณนี้ครับ ก็ยังไม่ถือว่าเยอะเท่าไร”

“ถามว่าเริ่มชอบงานในวงการบันเทิงรึยัง ตอนนั้นยังเฉยๆ ครับ เพราะว่ามันก็เท่ดี มันทำงานได้เงินเอง ได้ออกทีวี แต่ว่าสุดท้ายแล้วจุดที่ทำให้ผมรู้สึกว่าอยากจะทำต่อคือ ผมจำไม่ได้ว่ามันคืองานไหน ไม่แน่ใจว่าโฆษณาหรือหนังสั้น

และผมก็จำพี่ผู้กำกับคนนั้นไม่ได้ด้วย แต่ว่าพี่คนหนึ่งเขาพูดประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า พี่ชอบแอ็กติ้งเรานะ มันก็เลยทำให้ผมรู้สึกว่าเราคงทำมันได้ดีมั้ง เลยคิดว่าอยากจะไปต่อ”

ฉลาดเกมส์โกง ทำเปลี่ยนชีวิต

“ผมว่าผมเริ่มเห็นตัวเองชัดเจนก็น่าจะเป็นตอนเริ่มเล่น Hormones วัยว้าวุ่น ซีซั่น 3 ครับ ตอนที่เล่นเป็นเน็ท อันนั้นค่อนข้างชัดเจนประมาณหนึ่ง ช่วงนั้น Follower ของผมก็อยู่ช่วงประมาณหลักหมื่น แต่ว่าหลังจาก Hormones วัยว้าวุ่น ซีซั่น 3 ออกปุ๊บ มันก็พุ่งขึ้นเป็นหลักแสน 1-2 แสน

ก็ดีครับ มันก็ถือว่าเป็นที่รู้จักในระดับหนึ่งครับผม หลังจากนั้นก็มีผลงานประปรายออกมา และมาอีกทีก็คือฉลาดเกมส์โกง ก็เลยทำให้พุ่งเป็นหลักล้านได้ครับผม

หนังเรื่องนี้ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปเยอะครับ ก่อนหน้านี้มันจะไม่มีงานต่างประเทศติดต่อเข้ามาเลย ไปเที่ยวต่างประเทศก็คือกลายเป็นใครก็ไม่รู้เลยใช่ไหมครับ

แต่ว่าพอฉลาดเกมส์โกงออกไป เวลาผมไปญี่ปุ่น เกาหลี จีน บางทีก็จะมีคนเข้ามารู้จักผมบ้าง ก็คือไม่ได้เยอะแยะอะไร แต่ก็รู้จักเห็นหน้าเห็นตา หรืออาจจะเป็นเพราะชื่อด้วยมั้งที่มันแปลกๆ”

“ผมว่า ชีวิตผมมันก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากมาย คือจริงๆ เราก็คิดไว้ว่ามันน่าจะเป็นประมาณนี้ไว้แล้วแหละ คือเราก็เห็นตัวอย่างของใครหลายๆ คนที่แบบไปข้างนอกมีคนมาขอถ่ายรูป ก็มองว่าถ้าเกิดวันหนึ่งเราดังก็คงจะมีแบบนี้แหละมั้ง คือพอเรามีชื่อเสียงขึ้นมา เราเลยไม่ได้รู้สึกอะไรมาก เพราะเราเคยคิดมาแล้วว่าคงประมาณนี้แหละ”

เขียนการ์ตูนส่งไปสำนักพิมพ์ แต่ไม่มีเสียงตอบรับ

“ตอนเด็กๆ ผมเรียนไม่ค่อยเก่ง เฉยๆ แบบไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ดี เรียกว่าธรรมดามากกว่า ซนไหมก็ตามประสาเด็กทั่วไปมั้งครับ เหมือนกับว่าเราก็ไม่ได้มีแบบแผนในชีวิต เราก็เลยไม่รู้ว่าอยากทำอะไร คือตอนเด็กๆ เราก็อยากจะทำอะไรที่เราก็ทำ

ผมไม่รู้ว่าผมมีความรู้สึกนี้เมื่อไร แต่มันน่าจะมาในช่วงประถมที่อยากเป็นนักเขียนการ์ตูน แล้วอยู่ๆ ก็ไม่อยากเป็นแล้ว เพราะรู้สึกว่าเหมือนมันไปได้ไม่ดี เพราะผมดูหนังสือการ์ตูนที่แต่งโดยคนไทยมันไม่มีเรื่องไหนที่ดังเลย

มีก็แค่ไม่กี่เรื่อง 1-2 เรื่อง ก็สู้ญี่ปุ่นไม่ได้ เพราะอุตสาหกรรมเขาซัพพอร์ตเยอะ เราก็เลยล้มเลิกไป มาตอน ม.4 ไปอเมริกา ได้มีโอกาสเล่นอเมริกันฟุตบอล คือเป็นนักอเมริกันฟุตบอลไปด้วย ทางที่บ้านก็ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะด้วยความอันตรายของกีฬา พ่อกับแม่ก็ไม่ค่อยให้เล่น

ความฝันหลายๆ อย่างเหมือนกับไม่เป็นชิ้นเป็นอันสักที แต่พอมาเจอสิ่งที่เราคิดว่ามันเป็นไปได้ เราเลยรู้สึกว่านิสัยเราเริ่มเปลี่ยนเป็นจริงจังมากขึ้น จริงจังสุดๆ”

ตอนเด็กๆ ผมเคยวาดการ์ตูนแล้วส่งไปสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจด้วยนะ (หัวเราะ) แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับอะไร (หัวเราะ) เพราะว่ามันไม่ใช่การส่งเข้าประกวด คือมันแค่แบบส่งไปเฉยๆ และก็เขียนจดหมายว่าไอเดียประมาณนี้

เขาก็เงียบ ไม่ได้ตอบอะไร คือผมก็เป็นแค่เด็กโง่ๆ คนหนึ่งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาทำงานกันยังไง หมายถึงว่าเราไม่รู้สเตปของการที่อยากจะตีพิมพ์ต้องทำยังไงบ้าง เราไม่รู้เลย เราก็แค่ส่งไปแบบโง่ๆ

คือเราอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นที่มันเกี่ยวกับการเขียนการ์ตูน เราก็คิดว่ามันทำกันแบบนี้ เราก็เลยส่งไปทางจดหมาย โดยที่ไม่รู้ว่ามันได้หรือเปล่า มันทำได้จริงๆ ไหม หรือว่าเขาอาจจะไม่ได้รับ เราไม่รู้ด้วยซ้ำ เราก็เลยส่งไปเพราะมันไม่ได้มีประกวดอะไร

ตอนนั้นก็มีนอยด์นะ เพราะว่าเราตั้งใจกับมันมากๆ เราเขียนไปประมาณ 40-50 หน้าได้มั้งครับ แล้วเราก็ใช้ทุกอย่างที่การ์ตูนมันบอกว่าใช้ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ โดยเฉพาะปากกา G-pen”

ไม่เคยมีความฝันอยากเป็นดารา 

“จุดเริ่มต้นคือวันที่มีแมวมองมาชวนเราไปถ่ายนิตยสาร ผมไม่ได้มีความฝันว่าอยากเป็นนักแสดงอยู่แล้ว เพราะว่าที่บ้านก็ไม่ได้มีใครที่มีความรู้ หรือประสบการณ์ในวงการนี้เลย อันนี้มันจับพลัดจับผลูมากๆ พอแบบพี่ผู้กำกับพูดประโยคนั้นให้ผมได้ยิน ผมเลยรู้สึกว่ามันเป็นตัวจุดไฟที่ให้เริ่มจริงจัง”

ที่บ้าน พ่อแม่เขาดุในเลเวลธรรมดาครับ ก็คือเหมือนกับว่าแม่จะเป็นคนดุบ่อยๆ พ่อก็จะเป็นคนที่นานๆ ทีดุ ดุทีก็บ้านระเบิด ก็ถือว่าค่อนข้างจะทั่วไป ชีวิตของผมก็เลยไม่ได้มีอะไรหวือหวามากมายเมื่อเทียบกับคนอื่น

ที่บ้านเขาก็ไม่ได้เรียกว่าสนับสนุน แต่เขาก็ไม่ได้กีดกัน เขาก็เห็นว่าเราอยากทำก็ทำ ตอนนั้นเรายังเด็กด้วย เขาก็เลยยังไม่อะไร ยังไม่ถึงวัยทำงานด้วย การ์ตูนก็วาดไป อยากซื้อใช่ไหม ซื้อให้ก็ได้ แต่บางอย่างที่อยากได้ก็ไปซื้อเองบ้างก็ได้

แต่เขาไม่ได้ถึงขั้นบังคับ แต่เขาจะพูดอารมณ์ประมาณน้ำซึมบ่อทราย ค่อยๆ พูด อย่างเช่น พ่อผมชอบบอกว่าเป็นผู้พิพากษามันดีนะ เงินเดือนเยอะ ได้ความเคารพ ได้ความนับถือ อะไรแบบนี้ตามประสาผู้ใหญ่เลยครับ ผมก็ว่ามันดี

แต่พอรู้ว่ามันต้องเรียนกฎหมาย ต้องท่อง ก็เลยแบบไม่ไหว แล้วประกอบกับเรามาได้งานแสดงช่วง ม.ปลาย คือถ้าผมไม่ได้งานแสดงช่วง ม.ปลาย ผมอาจจะเรียนนิติศาสตร์ก็ได้ เพราะว่าช่วง ม.ปลาย ผมก็ยังไม่รู้ว่าผมจะเป็นอะไรตอนนั้น

พอมาถึงตอนนั้นแล้วเราได้มีผลงานที่เขาได้เห็นแล้ว การที่ผมจะเลือกไปเรียนภาพยนตร์ ซึ่งมันก็เกี่ยวข้องกัน พ่อกับแม่ผมเลยไม่ได้อะไร ก็ตามนั้น”

“ผมมีความฝันที่เริ่มจะจริงจังกับอันนี้แล้วครับว่า ความฝันตั้งแต่ตอนแรกเลยทำให้ผมมาถึงทุกวันนี้ได้ เพราะถ้าพูดตรงๆ ความสูง หน้าตา ผมก็ธรรมดา ความสามารถตอนใหม่ๆ ก็ธรรมดาเหมือนกัน

ผมมีแค่สิ่งนี้ที่ทำให้ผมเรียนแอ็กติ้งไปเรื่อยๆ เรียนซ้ำก็ไม่เป็นไร ยังไงก็ไม่เป็นไร เอาให้ได้ก็เอาให้ได้ มันก็สะสมเรื่อยๆ ให้ได้โอกาสมากขึ้นเรื่อยๆ ผมอยากไปได้ไกลระดับโลกครับ

ในฐานะนักแสดงครับ แต่ถ้าได้เบื้องหลังด้วยก็ยิ่งดีครับ เพราะผมรู้สึกว่าสมมติว่าเราเป็นผู้กำกับ เราก็สามารถกับกำเรื่องที่เราแสดงเองได้เหมือนกัน แต่ถ้าอยากเป็นที่สุดก็คือนักแสดงครับ เพราะเป็นอาชีพที่ผมโตมากับมัน ตอนนี้ความฝันได้ 10% ครับ ติดสตั้นอยู่ที่โควิด (หัวเราะ)”

เคยท่องบทภาษาจีนถึง 400 รอบ 

“พอฉลาดเกมส์โกงค่อนข้างประสบความสำเร็จในประเทศจีนเสร็จปุ๊บ ส่วนตัวผมก็ค่อนข้างโชคดีเหมือนกันงานที่ติดต่อมา เขาไม่ได้ให้ผมแคสต์ เขาก็ทาบทามมาเลย ว่าสนใจมั้ย ผมก็โอเคเลย เพราะว่าเราไม่มีโอกาสได้ทำงานต่างประเทศมาก่อน รู้สึกว่าลุยเลยดีกว่า ไม่ได้คิดอะไรเยอะ

ผมไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นยังไง สุดท้ายมันก็คล้ายๆ กัน เพราะว่าตำแหน่งหน้าที่ในกองถ่ายมีเหมือนกันหมด สิ่งที่ลำบากอย่างเดียวคือเรื่องของภาษาครับ งานแรกๆ ที่เราไป ภาษาไม่ได้เลย พูดก็มั่วๆ ถ้าไม่มีล่ามคงไปไม่รอดจริงๆ โชคดีที่ล่ามแต่ละคนเก่งๆ ทั้งนั้น ก็เลยจบได้ด้วยดี

ฐานแฟนคลับผมก็เพิ่มขึ้นครับ แต่ยังไม่กล้าพูดว่ามากมายเท่าตอนฉลาดเกมส์โกงออกใหม่ๆ มันเริ่มซาๆ แล้วแหละ แต่ถ้าเป็นยอดในแอปฯเว่ยป๋อก็ยังยอดดูเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ตอนทำงานที่เมืองจีน ผมเคยท่องบทภาษาจีน 400 รอบ คือมันเป็นตัวเลขที่ผมลองทำ ลองมั่วๆ ว่าต้องท่องกี่รอบเราถึงจะไม่ต้องคิด ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องกังวลใดๆ เราก็เลยเลือกซีนหนึ่ง ที่คิดว่าสำคัญที่สุด ก็เลยท่องไป ท่องจบรอบนึงก็ขีด

ขีดไปเรื่อยๆ ก็เลยได้รู้กับตัวเองว่า อ่อประมาณ 400 รอบ แต่ว่าต่างคนก็ต่างมีจำนวนของตัวเองนะ อย่างน้องผมก็ได้งานที่ได้เล่นกับจีนไม่นานมานี้ เขาก็ถามผมว่าทำยังไง เราก็บอกอันนี้ไป น้องผมแค่ 100 รอบก็จำได้ แต่ผม 400 (หัวเราะ) น้องเขามีพื้นฐานจีนมากกว่าผม

แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดีครับ แต่ผมต้องบอกก่อนว่า 400 รอบตรงนั้นคือความมั่นใจเราเต็มเปี่ยมมากเลย เวลาเราจะได้ถ่ายซีนนั้นโดยไม่กังวลใดๆ เลย เราเก่งเทพอะไรอย่างงี้”

ความโชคดีท่ามกลางความกดดันด้านภาษา

“ตอนนั้นค่อนข้างกดดันครับ แต่ว่าเหมือนที่นั่นเขาก็เข้าใจ แล้วเราก็รู้สึกว่าทุกคนเลยน่ารักมากๆ ผมไม่รู้นะบางคนทำงานที่จีนมาบอกแบบไม่ดี แต่ผมเจอแต่คนน่ารักตลอดเลย เป็นความโชคดี กองถ่าย ทีมงาน โดยเฉพาะเพื่อนนักแสดง เฟรนด์ลี่มากๆ เขาคุยกับผมไม่รู้เรื่องเลย แต่เขาก็ยังคุยกับผม มันสุดยอดมากๆ นับถือความเฟรนด์ลี่

ที่นั่นเขาใช้ภาษาจีน เขาก็ผสมภาษาอังกฤษ ผมก็งงๆ ล่ามก็แปลให้ ตอนนี้ก็เรียนจีนมาเรื่อยๆ ครับ รู้สึกว่าถ้าตอนนี้มีโอกาสได้กลับไปอีก ก็คิดว่าน่าจะเอาตัวรอดได้ระดับหนึ่งแล้ว น่าจะคุยกับคนได้ในระดับหนึ่ง แต่ผมก็มีท่องๆ อยู่ครับ เพราะภาษามันเฉพาะตัวมาก”

ตอนนี้ติดเรื่องโควิดด้วย เลยทำให้งานต้องหยุดชะงักก่อน ตอนนี้เหมือนเขาไม่ให้คนไทยเข้าประเทศ ไม่เป็นไรครับ รอก่อนได้”

“ทุกวันนี้ผมว่าเราโตขึ้นเยอะมากๆ เลยครับ อะไรบางอย่างที่เราคิด อะไรบางอย่างที่เราเชื่อ หลายๆ อย่างมันก็เริ่มเปลี่ยนไป เราเคยเชื่อว่า เล่นให้ดี เต้นให้ดีก็พอ เดี๋ยวมันก็มีชื่อเสียงเอง ดังเอง บางทีเราก็เริ่มรู้แล้วว่า หลายๆ อย่างปัจจัย บางทีเล่นดียังไงก็ไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จได้ บางทีก็ต้องเลือกงานด้วย เกี่ยวกับงานด้วย

ถ้าหันกลับไปมองช่วงเข้าวงการมาใหม่ๆ ก็จะรู้สึกว่าอะไรที่ชอบ อะไรที่อยากทำ ทำเลย อะไรที่ไม่อยากทำ ก็ไม่ทำ แต่ว่าพอโตมาขึ้นเรื่อยๆ แล้วมันทำให้เรารู้ว่าเวลาเราจะต้องการอะไร

เป้าหมายมันอยู่ตรงไหน มันจะมีบางเรื่องเข้ามา เป็นเรื่องที่เราไม่ชอบ แต่เราก็ต้องทำ มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำสิ่งที่ชอบอย่างเดียวแล้วจะประสบความสำเร็จ”

“สำหรับเรื่องดราม่าที่เคยเจอ ผมรู้สึกว่าเรื่องดราม่าถ้าเราเป็นคนผิด สิ่งที่ควรทำคือรีบขอโทษ แล้วมันก็จะจบ ถ้าเราผิดจริงๆ นะ ก็ยอมรับผิดไป

แต่ถ้ายิ่งโกหก เดี๋ยวมันจะยิ่งรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ถ้าเราผิด แล้วเราแก้ปั๊บ นอยด์แล้วเรานอนตื่นมาเราก็จะดีขึ้น เพราะว่าเรารู้สึกว่าเราจัดการเรียบร้อยแล้ว นอนครับ เป็นวิธีฮีลใจตัวเองได้ดีที่สุด”

ฝันอยากเป็นนักแสดงที่ประสบความสำเร็จ

“ผมอยากจะเป็นนักแสดงที่ประสบความสำเร็จครับ ไม่ใช่แค่ในแง่ฝีมือ แต่อยากประสบความสำเร็จทั้งฝีมือ ชื่อเสียง เงินทอง 

อยากทำงานนี้ต่อไปเรื่อยๆ หรือมีงานอื่นรองรับเรา ผมว่านักแสดงคือจุดหนึ่ง สุดท้ายแล้วมันก็ต้องมีทำอย่างอื่น ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร ก็คิดว่าอยากจะเป็นนักแสดงไปก่อนครับ 

ถ้าเต็ม 10 ความตั้งใจผมให้ 10 ครับ แต่ถ้าฝีมือยากครับ 6-7 ละกัน ใช่ครับ อย่างน้อยต้องมีภาพในหัวก่อน อย่างน้อยก็ถึงกับที่เราคาดหวังกับตัวเองไว้”

“งานตอนนี้มี 2 ผลงานที่ต้องได้ฉายตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ก็เลื่อนมาเพราะโควิด ตอนนี้ที่ประกาศชื่อได้จะมี Start It Up เป็นทุนไทย-จีน แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งเป็นภาพยนตร์เหมือนกัน แต่ผมไปรับเชิญ แล้วก็ซีรีส์ชื่อว่า 46 วันฉันจะพังงานวิวาห์

งานที่คุยไว้แล้วค่อนข้างเยอะครับ แต่ไม่รู้ว่าถ่ายเมื่อไร แต่ภาพยนตร์ 3 เรื่องน่าจะฉายในปีนี้ทั้ง 3 เรื่องเลย ถ้าไม่มีเหตุการณ์กะทันหันอะไร ก็น่าจะเห็นผมจนเบื่อหน้า”

“ขอบคุณแฟนๆ ทุกคนมากนะครับที่ติดตามผมมา ไม่ว่าจะตั้งแต่วันแรก หรือเพิ่งเริ่มติดตามนะครับผม ปีนี้ถ้าสถานการณ์ไม่ผิดแผนอะไร ก็จะมีผลงานเยอะแยะให้ทุกคนออกมาชมกันแน่นอนครับ สวัสดีปีใหม่ครับ”.

ผู้เขียน : โอ้ว…ซาร่า

กราฟิก : Sathit Chuephanngam

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2009581
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2009581