อีกมุมที่โตขึ้นของ มิว ศุภศิษฏ์ กับฝันใหญ่ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง


“ถามว่าทำไมถึงตั้งชื่อว่าเพลง ธานอส เหรอครับ ต้องบอกว่าเป็นความพี่ว่านด้วยครับ ก็จะเห็นว่าหลายๆ เพลงพี่ว่านเขามีกิมมิกเรื่องชื่อเพลงเยอะมาก และในเนื้อเพลงก็จะมีท่อนที่ว่า “แค่เธอดีดนิ้ว ฉันจะหายไป” ก็ตามชื่อเพลงเลยครับ

สำหรับเพลงนี้ผมชอบมากๆ ครับ เป็นซิงเกิลที่ 4 แล้ว ผมบอกตั้งแต่ตอนแรกแล้วกับพี่ว่านว่า ผมอยากได้ความเป็นพี่ว่านในเพลงนี้เยอะๆ แล้วผมก็ตามนั้น เพราะเพลงของพี่ว่านที่ผมชอบมากที่สุดก็คือ เพลง คนไม่มีเวลา ก็จะมีเอากิมมิกของเพลงนั้นมาใส่ในเพลงนี้ด้วย”

“ร่วมงานกับพี่ว่าน สบายมาก ชิลมาก เขาทำให้ทุกอย่างเลย (หัวเราะ) เราก็มีหน้าที่แค่ดูฟีดแบ็ก ก็ฟีดแบ็กกลับเขาไปว่าชอบตรงไหน ปรับปรุงตรงไหน แต่ส่วนใหญ่พี่ว่านทำมาโอเคมากอยู่แล้ว เขาเก่งอยู่แล้ว”

“ผมตั้งใจจะทำเป็นอัลบั้มออกมาเลย ตอนแรกวางแผนจะปล่อยตัวอัลบั้มเต็มประมาณ 10 พลงได้ ช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. ปีนี้ครับ แต่ว่าต้องบอกว่าทำไม่ทันครับ (หัวเราะ) เลยเลื่อนเป็น มิ.ย.-ก.ค. แทน

ตามแผนว่ากะจะปล่อยซิงเกิลมา 5 เพลง แล้วก็ปล่อยอีก 5 เพลงทับเข้าไปอัลบั้ม ต้องบอกว่าตอนนี้ครบแล้วทั้ง 10 เพลง เหลือขั้นตอนการอัดดนตรีครับ”

โมเดลการทำเพลงเป็นอัลบั้มนี้มาจากศิลปินต่างชาติด้วย อย่างที่เราเห็นจาก จัสติน บีเบอร์, เทย์เลอร์ สวิฟต์ เขาทำเป็นซิงเกิลมาก่อน แล้วทำเป็นอัลบั้มเต็มมา ก็เลยรู้สึกว่า ด้วยความที่เราเป็นศิลปินใหม่ มันทำให้เรามีไอเดียที่เยอะมากๆ ตอนนี้ครับ เลยใส่ไปในเพลง

เพลงที่มันแมตช์กับอัลบั้มนี้เยอะมากๆ และเราขายความใหม่ของตัวผมเองด้วย การที่เรามาเป็นศิลปิน อยากทดลองหลากหลายอารมณ์ หลากหลายแนวเพลง ทั้ง 10 เพลงนี้จะมีความแตกต่างกันอยู่ ทางด้านแนวเพลง ทางด้านเนื้อเรื่อง ทางด้านอารมณ์ของเพลงด้วยครับผม ก็อยากให้ทุกคนได้ลองฟังดู

ในอัลบั้มเต็ม 10 เพลงของผม จะมีเพลงทุกแนวเลย อย่างเพลงนี้ซิงเกิลที่ 5 จะเป็นเพลงแนวช้าๆ เศร้าๆ ใช่ไหม ซิงเกิลที่ 5 จะเป็นเพลงแนวอินดี้หน่อย เพราะเป็นเพลงที่ผมแต่งเองด้วย

และเนื้อเพลงจะเป็นสากล อยากให้ทุกคนได้ลองฟังเพลงนี้ดู จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับซัมเมอร์ด้วย ออกมาประมาณช่วงเดือนหน้าครับ”

“ตัวอัลบั้ม ทุกซิงเกิลของผมที่ปล่อยมา ก็จะมีซิงเกิลแพ็กเกจ ส่วนอัลบั้มเต็มจะเป็นแพ็กเกจซีดี มีโปสการ์ดให้สะสม มีเป็นมินิบุ๊กด้วยภายในนั้น ตัวอัลบั้มเต็มก็จะมีคล้ายๆ แบบนั้นเหมือนกัน แต่ก็ต้องรอดูว่าจะมีลิมิเต็ดบางอย่างเหมือนกัน และทางออนไลน์สามารถดาวน์โหลดได้ด้วย หรือจะฟังออนไลน์ได้เหมือนกัน และในตัวแพ็กเกจจะมีเบื้องหลังการทำเอ็มวีด้วย”

จากนักแสดงสู่บทบาทของผู้จัดละคร

เมื่อเราถามว่า ตอนนี้ทำมาเกือบหมดทุกอย่างแล้ว มีอะไรที่ มิว อยากจะทำต่ออีก เจ้าตัวบอกว่า “ยังไม่เคยลองเล่นหนังเลย อยากลองเล่นหนัง ผมเป็นคนหนึ่งที่เสพหนังเยอะมากๆ แต่ยังไม่ได้ลองเล่นเลย ใครสนใจติดต่อมาได้นะครับ (หัวเราะ) แนวหนังที่อยากเล่นเยอะมากๆ เพราะว่าที่เคยเล่นจะค่อนข้างเชิงผู้ชายอบอุ่น ผู้ชายเพอร์เฟกต์ที่ทำได้ทุกอย่าง

มันมีบทอื่นๆ ที่เราอยากลองเล่นเหมือนกัน ทั้งตัวละครร้ายๆ ทางจิตก็อยากลองเล่น เพราะมันเป็นบทที่ค่อนข้างท้าทายฝีมือทางการแสดงมากๆ คอมเมดี้หนักๆ ก็อยากลองเหมือนกัน หนังผี สืบสวน ก็อยากลองไปทุกอย่างเลย (หัวเราะ)”

“ช่วงที่มีข่าวว่าผมไปช่อง 7 ก็มีผู้ใหญ่ทางช่อง 7 เขาทาบทามให้เราไปเล่นละครครับผม แต่ว่าเสียดายมากๆ ทางผมคิวไม่ได้ในช่วงนั้น เลยคลาดกันไปก่อน แต่ก็มีแวะเวียนไปหาเรื่อยๆ ครับ และเรื่องนั้นเหมือนเขาจะฉายไปแล้วด้วย พอดีวีกนั้นเรายุ่งมากๆ ด้วย แต่ก็มีติดต่อมาเรื่อยๆ ครับ เรากำลังเลือกบทอยู่

ถามว่าอยากได้บทแบบไหนเหรอ อยากได้ละครหรืออะไรบางอย่างที่มันสะท้อนให้คนดูกลับไปคิดได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสายวายครับ อย่างซีรีส์ที่ผมเป็นผู้จัดเอง ก็เป็นซีรีส์ธรรมดา ไม่ใช่ซีรีส์วาย และจะบอกว่าเป็นซีรีส์ที่ค่อนข้างแปลกสำหรับประเทศไทยด้วย

คือมันเป็นซีรีส์แนวแบบชีวิตประจำวันของตัวละคร ที่ต้องผ่านอุปสรรคต่างๆ ให้พ้นไป คล้ายกับโดราเอมอน โคนัน ที่มันมีปมต้องคลี่คลายให้จบภายในตอน พร้อมกับมีเรื่องราวที่ไปเรื่อยๆ ด้วย

ซีรีส์นี้ผมเป็นผู้จัดเองและเล่นเองด้วย ตอนนี้อยู่ในช่วงแคสติ้ง และปรับปรุงบทอยู่ครับ เมนแคสต์ใกล้จะได้ไฟนอลแล้ว”

“พอมาจัดเองเล่นเอง ก็เหนื่อยขึ้นครับ พอมาทำเบื้องหลังเองมันยากมากๆ และเราต้องใส่ใจเรื่องบทมากๆ คือแก้บทหลายรอบมากๆ อยากให้บทที่เราทำมันสะท้อนอะไรหลายๆ อย่างออกไปถึงคนดูได้ คือเป็นเรื่องเกี่ยวกับสัตวแพทย์ทางทะเล ต้องไปรักษาปลาด้วย

มันมีเรื่องทางเทคนิคเยอะมากๆ แล้วก็มีอะไรที่พิเศษๆ ว่าสัตวแพทย์จริงๆ แล้วต้องทำอะไรบ้าง และเรื่องบทสำคัญมากๆ เพราะคนที่เขาเป็นอาชีพพวกนี้ เวลาดูเขาจะรู้เลยว่าใครทำเป็น ใครทำไม่เป็น ลักษณะการพูดจะดูออก เลยต้องเวิร์กช็อปหนักๆ เลยครับ เริ่มถ่ายทำประมาณเดือน พ.ค.-มิ.ย. นี้ครับ วางแพลนไว้ภายในปีนี้ครับที่จะได้ดู”

ทำงานหนักแต่ไม่เคยหยุดนิ่งสักวัน

ถามว่าเหนื่อยมั้ย ดูเราทำงานหนักมาก มิว บอกว่า “ช่วงนี้ก็ดีขึ้นกว่าปีที่แล้วครับ ปีที่แล้วงานโอเวอร์โหลดมากๆ ทำให้เราเสียสุขภาพด้วย ต้องเข้าโรงพยาบาล มาปีนี้เลยตั้งเป้าหมายไว้ว่า เราจะทำงานหนักด้วย แต่สุขภาพต้องดีตามไปด้วยครับ”

“ถามว่ามีวันไหนที่ว่างๆ นั่งเฉยๆ แบบไม่ต้องทำอะไรมั้ย แบบพักผ่อน บอกเลยว่าไม่มีครับ(ยิ้ม) และช่วงนี้เราเพิ่มการเข้าฟิตเนสด้วย ต้องปั้นหุ่นให้ดีขึ้นด้วย 

ผมรู้สึกว่าผมรักในการทำงานนี้ ก็สนุกด้วยครับผม ช่วงเวลาพักของเราคือเราจัดไว้แล้ว พอเลิกงานก็กลับบ้าน เล่มเกม ดูหนัง ดูซีรีส์ นอนพักผ่อน เป็นเวลาส่วนตัวเลย ซึ่งจะตัดขาดจากโลกภายนอกเลยครับ พอเวลากลับบ้านจะติดต่อผมไม่ค่อยได้แล้ว(ยิ้ม) เพราะจะเป็นเวลาพักแล้วครับ” 

“อีกอย่างผมยังไม่มีแพลนไปเที่ยวไหนด้วย ต้องบอกก่อนว่าผมเก็บไอเดียเรื่องเที่ยวไปแล้ว เพราะมีงานมารอเยอะมาก อยากทำงานให้เสร็จตรงตามเวลา(ยิ้ม) เหนื่อยแต่สนุกนะ แล้วก็ชินแล้วด้วย เหมือนเราค่อยๆ พัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ด้วยครับ”

“ถามว่าช่วงโควิดงานลดลงมั้ย มันเรียกว่าลดลงอีกอย่าง แต่เพิ่มขึ้นอีกอย่าง อย่างงานอีเวนต์ลดลงอยู่แล้ว แต่มันจะไปเพิ่มขึ้นตรงงานเบื้องหลังแทน หรืองานที่เราสามารถไลฟ์ได้ ใช้การสตรีมมิ่งแทนได้ หรืองานที่อัดไว้ก่อนแล้วค่อยมาออนแอร์ก็ทำได้เหมือนเดิม”

“ตอนนี้ก็มีแต่เรื่องสุขภาพนี้แหละครับที่แฟนๆ เขาห่วงกันมากๆ ก็อยากจะบอกทุกคนนะครับว่า ตอนนี้กำลังบาลานซ์เรื่องการทำงานกับสุขภาพอยู่ ก็ไปในทิศทางที่ดีเลย แล้วยิ่งมาออกกำลังกายด้วย ยิ่งทำให้แข็งแรงมากขึ้นครับ

ตอนที่เข้าโรงพยาบาลตอนนั้นจะเป็นแค่เรื่องพักผ่อนไม่เพียงพอ แล้วขาดสารอาหารนิดหน่อย ไม่ได้มีเรื่องโรคภัยไข้เจ็บอะไรร้ายแรงครับ ตอนนั้นทำงานหนักมากเลยครับ ล่าสุดวันละ 10-11 งาน บางทีไปออกกองก็ต้องไปตั้งแต่ ตี 5-6 โมงเช้า ถ่ายเสร็จ 4 ทุ่ม เที่ยงคืน”

“เหนื่อยครับ แต่ว่าเราสามารถจัดการได้ แต่มันเป็นแค่ช่วงหนึ่งครับผม ถ้าธรรมดาก็วันละ 3-4 งานได้ คือผมรู้สึกว่า ทำงานหนักกับตอนว่างๆ ผมชอบทำงานหนักมากกว่า เพราะผมเป็นคนที่แอกทีฟชอบทำนั่นทำนี่ แต่ถ้าอยู่เฉยๆ จะเป็นบ้า ฟุ้งซ่าน(ยิ้ม)

ที่บ้านเขาก็เป็นห่วงนะครับ ก็อยากให้เราพักผ่อนเยอะๆ ครับผม เป็นห่วงเรื่องสุขภาพมากที่สุด”

จัดตั้งสตูดิโอเพื่อรองรับผลงานของตัวเอง

หลายคนอาจสงสัยเหมือนเราว่า ทำไมถึงจัดตั้งทำ มิว ศุภศิษฏ์ สตูดิโอ ขึ้นมา มิว บอกว่า “การมีสตูดิโอมันเหมือนเรามีค่ายเป็นของตัวเอง แล้วผมเป็นคนที่ชอบจะออกไอเดียในทุกๆ ขั้นตอน ถ้าเราไปอยู่ค่าย เราอาจจะโดนกรอบอะไรบางอย่าง ซึ่งแล้วแต่คนถนัดด้วยนะ แต่สำหรับผมอยากให้ผลงานเป็นผลงานของเรา เราเข้าไปดูขั้นตอนได้ เลยทำสตูดิโอของเราขึ้นมา มีค่ายของตัวเองขึ้นมา

การจัดตั้งสตูดิโอขึ้นมา ผมจัดตั้งหลังจากเล่นซีรีส์แล้ว เพราะว่าตอนแรกที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อคุมในเรื่องเพลง แล้วต่อมาก็ขยายพอร์ตในการทำงานไปด้วย ทั้งเรื่องโปรดักชั่นและการทำงานต่างๆ จนมาทำซีรีส์ด้วย”

เรื่องเรียนปริญญาเอกเป็นยังไงบ้าง? 

“ตอนนี้คือเบรกไว้ก่อนครับผม เหลือแต่การทำวิจัยนี่แหละครับ ก็ประเด็นคืองานวิจัยของผมมันไปชนกับโควิด แล้วค่อนข้างจะเอฟเฟกต์ ก็เลยกำลังคิดอยู่ว่าจะเปลี่ยนหัวข้อดีกว่ารึเปล่านะ หรือจะทำต่อไปดี ก็ปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่

ถ้าเกิดหัวข้อผ่านไปด้วยดี ก็น่าจะอีกนานเลยกว่าจะเรียนจบ เพราะเห็นพี่ๆ ที่เรียนจุฬาฯ เขาเรียนเต็ม 6 ปีเลย อันนี้คือเรียนแบบฟูลไทม์เลยนะครับ ซึ่งตอนนี้ก็พักไว้อยู่”

ดราม่าพาเฟล แต่ชีวิตต้องเดินต่อ

“ตอนนั้นคือเนื่องด้วยเราเป็นนักแสดง เป็นคนที่เสพติดอารมณ์ เพราะว่าอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของนักแสดงคือร่างกาย อารมณ์ จิตใจ ความรู้สึกของตัวเองครับผม มันทำให้บางครั้งต้องศึกษาตัวเราเองนี่แหละ แต่พอเรื่องดราม่าเกิดมา มันก็ไม่ดีหรอก

แต่ในฐานะของนักแสดงมันทำให้เราได้ศึกษาความเครียดของตัวเอง ศึกษารีแอกชั่นของร่างกายและจิตใจต่างๆ พอเราได้ศึกษาเรียบร้อยแล้ว เราก็ได้รู้ว่าร่างกายเราเป็นยังไง สถานะอารมณ์เราเป็นยังไง พอเราจับได้ เราสามารถบอกได้ง่าย

ก็เลยต้องบอกว่า เครียดๆ แต่ว่าเราสามารถจัดการได้ในฐานะของนักแสดง เพราะว่านักแสดงสามารถควบคุมได้ เวลาเข้าซีน ไม่ว่าซีนนั้นมันจะเครียดขนาดไหน ลั้นลาแฮปปี้ขนาดไหน ดราม่าขนาดไหน แต่พอคัตปุ๊บ ก็โยนอารมณ์นั้นออกไปแล้วกลับสู่อารมณ์ธรรมดาของเรา เราได้ฝึกเรื่องพวกนี้มา ทำให้เราจัดการเรื่องพวกนี้ได้ รับมือได้ครับ

ถามว่าเฟลมั้ย เฟลนะ มันต้องมีความรู้สึกเฟลอยู่แล้ว แต่ถามว่าเฟลนานเท่าไร หลายๆ คนก็ไม่รู้เหมือนกัน เราอาจจะเฟลประมาณ 10 นาทีก็ได้ เพราะเรามีเป้าหมายในการทำงาน มีคนที่รักเรา มีคนอีกมากมายที่รอเราอยู่ และยังมีงานอีกมากมายที่ยังทำไม่ทัน เราก็เลยไปโฟกัสเรื่องพวกนั้นมากกว่าครับ(ยิ้ม)”

“แฟนๆ เขาน่ารักมากๆ อยู่แล้ว ตอนนี้เราขยายพอร์ตการทำงานด้วย แฟนคลับเลยเพิ่มเยอะขึ้น และเราทำงานหลายอย่างด้วย ตอนนี้ที่เปิดรับมากขึ้นคืองานของเรื่องวิทยากรครับ ก็คือเดือนนึงเราจะรับเป็นอาจารย์วิทยากรตามมหาวิทยาลัยประมาณ 1-2 แห่งครับ เราจะไปให้ความรู้ในเรื่องต่างๆ ทั้งจากประสบการณ์ของเราด้วย และจากเทคนิคของเราด้วย 

ส่วนใหญ่ที่ไปพูดก็จะเป็นเรื่องมุมมองการใช้ชีวิตต่างๆ และก็มีไอเดียเรื่อง Soft Power เรื่อง Growth Mindset ส่วนคณะที่ผมไปพูดบรรยายส่วนใหญ่จะเป็นพวกสังคม จิตวิทยา การศึกษา สิ่งแวดล้อม

เนื้อหาพวกนี้ที่เอามาพูด อย่างแรกเลยคือประสบการณ์ตัวเองครับ เพราะผมเป็นคนที่ชอบอ่านโน่นนี่อยู่แล้ว และที่เราเรียนวิเคราะห์มา ก็จะมีเรื่องการบริหาร การจัดการต่างๆ ที่เราสามารถเอามาใช้กับเรื่องการใช้ชีวิตได้ด้วยครับ

บางครั้งก็เป็นเรื่องใหม่ๆ ที่เราต้องไปรีเสิร์ชก่อน แล้วก็ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์มาว่าเราจะถ่ายทอดยังไงเพื่อให้คนทั่วไปสามารถฟังเข้าใจง่ายๆ ด้วย”

เป็นคนที่ต้องรู้อะไรให้สุด และทำอะไรก็ให้สุด

“ต้องบอกว่าตอนนี้โลกเรามันไปไวมากๆ เพราะว่ามีอะไรอัปเดตมาตลอดเวลา แล้วมันน่าสนุกตรงนี้ที่มีการอัปเดต มันมีแนวคิด วิธีการใหม่ๆ ที่มาอัปเดตกับตัวเราได้ เราอยากให้ทุกคนเอาไปใช้กับชีวิตตัวเองได้บ้าง เพื่อที่สังคมจะได้น่าอยู่มากขึ้น”

“ต้องบอกว่าตอนเด็กเป็นเด็กที่เนิร์ดมากๆ เนิร์ดในเชิงที่เวลาอินกับอะไรมากๆ เราจะศึกษาเยอะมากๆ อย่างเช่นชอบการ์ตูนเรื่องนี้เราจะอินมากๆ หรือชอบเกมนี้ หนังเรื่องนี้เราก็จะอินมากๆ มันทำให้เราได้ความรู้และเทคนิคหลายอย่าง

แล้วด้วยความที่เรามีไอเดียเรื่องการจัดระบบความคิดแบบเน็ตเวิร์ก คือเราได้ความรู้ใหม่มาเราจะมาโยงกับความคิดเราหรือไอเดียอื่นๆ มันทำให้เราสามารถนำความรู้ตรงนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ เอาความรู้เก่ามาผสมกับเรื่องใหม่ เอาเรื่องใหม่มาผสมกับเรื่องเก่า อยากให้ทุกคนเอาตรงนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้”

ตั้งใจอยากโกอินเตอร์ แต่รอโอกาสที่เหมาะสม

“โห ไม่รู้เหมือนกัน ต้องบอกว่ามันยังมีอะไรอีกหลายๆ อย่างที่อยากทำมากๆ ในเรื่องของซีรีส์ก็มีอีกหลายเรื่องที่อยากทำ แต่ก็เอาเรื่องแรกให้เสร็จก่อน เรื่องหนังก็อยากทำ อยากไปแสดงหนังที่ต่างประเทศด้วย งานเพลงก็อยากทำ อยากทำตึกออฟฟิศด้วย แต่ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการลงมือทำอยู่ครับ ยังไม่เสร็จสักอย่างเลย (หัวเราะ)”

“ถามว่าอยากโกอินเตอร์มั้ย อยากไปครับ คิดว่าอยากไปทำงานนอกประเทศด้วย แต่ก็ต้องรอดูว่าโอกาสไหนที่เหมาะสม และเหมาะกับเวลาที่เข้ามาตอนนั้นด้วย”

“ตอนนี้ก็ยังมีซีรีส์ครับผม คือต้องบอกว่าผู้ใหญ่เขาน่ารักมากๆ เขาให้โอกาสเรามา เราก็กำลังดูว่าบทไหนที่น่าสนใจด้วย บวกกับเวลาที่เราสามารถไปทำได้ด้วย คือผมไม่ได้ยึดติดนะว่าต้องเป็นซีรีส์สายวายหรืออะไร เพราะก็ไม่มีใครยึดติดกับผมเหมือนกัน

คือพูดจริงๆ เลย ตอนนี้บางคนก็คิดว่าผมเป็นนักร้องด้วย เพราะผมมีผลงานเพลงไง ซึ่งดีมากๆ เลยครับ เรามีพอร์ตการทำงานหลากหลาย อยากให้คำว่า มัลติทาเลนจ์สามารถใช้ได้ในประเทศไทย

คือเราไม่ได้จำเป็นว่าเราต้องเป็นนักร้อง ต้องร้องเพลงอย่างเดียว หรือต้องแสดงอย่างเดียว โลกนี้เราอยู่ในยุคที่เป็นมัลติทาเลนจ์ได้ มีความสามารถหลากหลายอย่าง อาจจะเป็นนักร้องไปด้วยได้ หรือเป็นอาจารย์ไปด้วยได้”

“ส่วนงานพิธีกร ตอนนี้ทำ T-POP STAGE ของทางเวิร์คพอยท์อยู่ครับ ทำได้ประมาณวีคที่ 8-9 แล้ว เป็น MC ของรายการเลย ก็จะให้ศิลปินไทยได้มาโชว์ผลงาน งานพิธีกรยากมากเลย แต่เราก็ปรับปรุงในทุกๆ วีกจากฟีดแบ็ก รายการนี้ดีตรงที่ผมได้เจอศิลปินมากหน้าหลายตามากๆ”

ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองโชคดี

เมื่อถามว่า คิดว่าตัวเองโชคดีมั้ยที่ได้มายืนจุดนี้ ได้ทำอะไรหลายอย่าง มิว บอกกับเราว่า “ไม่เห็นโชคดีเลย ไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าคนที่ประสบความสำเร็จโชคดี แต่ไม่เคยไปมองว่าพวกเขาผ่านอะไรมาบ้าง กว่าผมจะมาจุดนี้ผมใช้เวลา 11 ปีกว่าจะมายืนจุดนี้

เราผ่านการฝึกฝน เราเจอเรื่องยากลำบากมาเยอะมากๆ ไม่เคยคิดว่าโชคดี สิ่งที่ผ่านมาคือความพยายาม ความอดทนล้วนๆ ความไม่เคยหยุดกับเป้าหมายของเรา

เราภูมิใจมากๆ เลยครับที่เรามายืนอยู่จุดนี้ได้จากความพยายามของเรา แล้วก็คอยขอบคุณตัวเองอยู่ทุกวัน ขอบคุณที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ขอบคุณที่ไม่เคยท้อและเลิกไปก่อน และสิ่งที่ต้องขอบคุณคือแฟนๆ ขอบคุณที่พวกเขามองเห็นเราและเราก็ได้มาเจอกัน”

“พ่อกับแม่เขาคอยสนับสนุนเราอยู่เสมอ ดีมากๆ เลยครับ เวลาเราเหนื่อยๆ เรากลับไปบ้าน กำลังสนับสนุนที่สำคัญคือเจ้าช็อปเปอร์ น้องหมาที่บ้าน น่ารักมากๆ เลยครับ กลับบ้านไปเจอก็แฮปปี้แล้ว

แต่ตอนนี้วันหยุดมันไม่มีจริงๆ ก็ต้องหาล็อกวันเวลาไว้เลย อย่างจะไปทานข้าวกับที่บ้าน ก็ล็อกเวลาไว้เลยว่ามื้อนึงละกัน ไปทานข้าวด้วยกันในครอบครัว บางวันงานใกล้บ้านก็จะกลับมานอนบ้าน แม่เขาก็มีบ่นเรื่อยๆ นะ ไลน์มาถามอยู่ไหน เงียบไปเลย คิดถึงจังเลย”

แฟนคลับเป็นคนสำคัญที่สนับสนุนและให้กำลังใจกันมาตลอด

“ขอบคุณแฟนๆ ทุกคนมากนะครับผมที่คอยสนับสนุนกันเสมอมา อย่างที่เคยบอกไปในทุกครั้งนะครับผม แฟนๆ เป็นแรงใจให้ผม การที่ทุกคนคอยสนับสนุนและให้ความรักกับผมมา สิ่งที่ผมตอบแทนได้ก็คือการสร้างสรรค์ผลงานที่ดีขึ้นเรื่อยๆ มีคุณภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีแนวใหม่เข้ามาขึ้นเรื่อยๆ

อยากจะขอบคุณทุกคน และฝากติดตามผลงานใหม่ของผมในอนาคตด้วยครับผม ผมจะมีผลงานมาให้เรื่อยๆ เลย แต่ตอนนี้ขอฝากซิงเกิลที่ 4 ของผมก่อนกับเพลง ธานอส ติดตามได้ในยูทูบชาของ มิว ศุภศิษฏ์ สตูดิโอ แล้วก็ทุกแอปพลิเคชันออนไลน์เลย แล้วก็ซิงเกิลหน้าจะเป็นซิงเกิลที่ผมแต่งเองทั้งเนื้อร้องและทำนอง ฝากติดตามในเดือนนี้ด้วยนะครับ”

เมื่อเราถาม มิว แบบแกมหยอกๆ ว่า ทำไมถึงขยันทำงานเยอะขนาดนี้ ร้อนเงินหรือว่ายังไง มิว ขำยกใหญ่พร้อมกับบอกว่า “คือเป้าหมายเรื่องงานเพลงที่ต้องปล่อยเพลงออกมาเยอะๆ คือเราอยากมีคอนเสิร์ตของตัวเอง แล้วคอนเสิร์ตของเราจะเอาเพลงคนอื่นมาร้องหมดมันก็ไม่ได้ (หัวเราะ)

และตอนนั้นเรามีเพลงเดียวเราจัดคอนเสิร์ตขึ้นมา เราจะเอาเพลงเราเพลงเดียวมาร้องวนมันก็ไม่ได้ (หัวเราะ) ก็เลยอยากจะทำเพลงขึ้นมาเป็นเพลงของเราทั้งอัลบั้มครับผม เดี๋ยวรอให้อัลบั้มเต็มออกมาครบทั้ง 10 เพลงก่อน และให้แฟนๆ ร้องเพลงเราได้ก่อนทั้ง 10 เพลง เพื่อที่จะได้มาช่วยเราร้องได้”.

ผู้เขียน : โอ้ว…ซาร่า

ช่างภาพ : ชุติมน เมืองสุวรรณ

กราฟิก : Theerapong Chaiyatep

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2063409
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2063409