เปิดใจ เต๋า เศรษฐพงศ์ ความสามารถที่มาพร้อมกับโชค ได้ดีเพราะกล้าเสี่ยง


ไม่เคยคิดอยากเป็นดารา จนกระทั่งอายุ 19 

“ตั้งแต่อายุ 1-18 ปี ไม่เคยคิดว่าอยากเป็นดารา แต่มาคิดตอนอายุ 19 ตอนนั้นพูดตรงๆ คือผมไปทำงานต่างประเทศแล้ว ไปเรียนภาษาที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลียครับ คือกะจะไปทำงานที่นั่นด้วย พวกงานร้านอาหาร ล้างจาน เก็บขยะที่นั่น คือไปแบบใช้ทุนของตัวเอง เรามองว่าถ้าเราไปอยู่ที่นั่นแบบยาวๆ หาเงินกลับมาได้เยอะๆ ก็จะมีเงินส่งกลับมาให้ที่บ้าน คือว่าจะลุยทางนี้ ใช้แรงงานแล้ว

ตอนนั้นคือเราไม่รู้จะเรียนต่อมหาวิทยาลัยไหนดี แม่เขาเลยมองเห็นช่องทาง เห็นลูกข้างบ้านเขาไปเมืองนอก ไปทำงานเป็นเชฟ ส่งเงินกลับมาให้แม่ที่บ้านเดือนละ 2-3 แสน ซึ่งเราเออมันโอเค เพราะงานในไทยก็ไม่น่าจะมี เราเลยไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองนอกสัก 2 ปี ไปหาประสบการณ์ ไปทำงานหาเงิน

ตอนเช้าจันทร์-ศุกร์ เราก็ไปเรียน เลิกเรียนมาก็ไปทำงาน พอจะใกล้จบคอร์สแล้วเราก็ต้องลงเรียนต่อ เป็นโรงเรียนแบบอนุปริญญา ผมเริ่มจากงานล้างจานในร้านอาหารไทย เสร็จปุ๊บก็เปลี่ยนอาชีพเก็บขยะตามตึก ล้างห้องน้ำ แล้วมาทำความสะอาดโรงเรียนเด็กเล็ก ทำความสะอาดสถานีรถไฟ และไปทำความสะอาดธนาคาร

ผมใช้ชีวิตที่นั่นแบบรูทีน ทำงาน เรียน เที่ยว พักผ่อน แล้วผมก็เรียนร้องเพลงกับคนไทยที่นั่น เขาเปิดคลาสหารายได้ ทุกวันเสาร์เราก็จะไปเรียน เสร็จก็จะมีประกวดร้องเพลง เขาจัดในร้านอาหารไทย

ตอนนั้นพ่อกับแม่ก็อยากให้เราไปเมืองนอกด้วยแหละ เขาคิดว่ามันดี เพราะเรามีโอกาสได้เรียนภาษา ได้ทำงาน ได้มีสังคมด้วย รวมๆ คือพ่อแม่เขาได้ยินข้างบ้านพูดกันมาว่ามันดี เลยเออออตามเขาไป ตอนเด็กผมเป็นนักกีฬาโรงเรียน ชอบเล่นบาส มีวงดนตรี ถามว่าป๊อปมากมั้ย ก็ไม่ได้ป๊อปมาก แต่ก็มีรุ่นพี่มาชอบส่วนหนึ่ง

ตอนที่ผมเรียนอยู่เมืองนอก ไปทำงานไปเรียนภาษาได้ 2 ปี ก็ตัดสินใจกลับไทยเพราะว่ามีประกวดร้องเพลง ผมเห็นมีรายการของ KPN, The Star, AF เลยคิดว่ากลับมาดีกว่า เพราะตอนนั้นอายุ 20 แล้ว กว่าจะเรียนจบเดี๋ยวกลัวไม่ทัน เลยขอที่บ้านกลับมาเสี่ยงดวงดู

แต่ถ้ากลับมาแล้วไม่ได้เข้ารอบ เราก็จะประกวดไปเรื่อยๆ เพราะมันมีหลายเวที หลายปี แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ถือว่าเราไปเอาประสบการณ์ ผมประกวดหลายเวทีมากครับ เวทีเล็กๆ ก็ไป คือเราไปเอาประสบการณ์ครับ ส่วนมากจะเข้ารอบลึกๆ แต่ตกรอบ”

“หลังจากที่ตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 4 ของการประกวดร้องเพลงเวที ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ซีซั่น 8 ผมก็ไม่คิดว่าตัวเองจะชนะ เพราะเสียงผมไม่ได้ดี ปีผมทุกคนเสียงดีมาก แต่ก็รู้ว่ามีแฟนคลับชอบประมาณนึง ฟังจากเสียงกรี๊ดเชียร์ ถือป้ายไฟ เพิ่งมารู้ตอนวีคท้ายๆ นี่ล่ะ”

เข้ามาทำงานวงการบันเทิงครั้งแรกก็เจอวิกฤติน้ำท่วมปี 54 ซะแล้ว

“พอผมเข้ามาทำงานในวงการบันเทิง แรกๆ ก็จะเจอน้ำท่วมตอนปี 54 เลย งานเงียบหายหมดเลย อีเวนต์ก็ถูกแคนเซิลหมด ก็คิดว่ามันก็เป็นดวงของคนด้วยที่คิดว่าจะได้งาน ได้เงิน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เลยสักบาท รู้เลยว่าชีวิตมันไม่แน่นอน ดังขนาดไหนก็ดับได้ แฟนคลับเยอะขนาดไหนก็ต้องไป ก็ค่อยๆ เรียนรู้กันไป ถามว่าคาดหวังมั้ย ก็คาดหวังว่าได้ทำงานหลากหลาย ไม่ได้คิดว่าจะมาเป็นนักแสดงด้วยซ้ำ

ถามว่ากลัวมั้ยว่าเราจะดรอปเพราะเป็นปีแรกที่เราเข้าวงการบันเทิงด้วย ไม่ได้คิดอะไรมากเลย เราไม่ได้คิดเยอะ เขาให้ทำอะไรเราก็ทำทุกอย่าง ไม่ได้เลือกเยอะ เพราะเราไม่ค่อยรู้เรื่องในวงการบันเทิง เรายังตื่นเต้นอยู่ ตอนนั้นยังไม่รู้อะไรเลย ยังไม่มีคนมาช่วยวางแผน คือเรามาคนเดียว ทางค่ายก็ดูแล”

“เพลงแรกในชีวิตที่ทำออกมาเพราะเราชอบ ถามว่าแมสมั้ย ไม่ได้แมส แต่เอามาใช้งานได้ ก็ถือว่าโอเค ยังร้องได้ทุกวันนี้ถือว่าไม่ได้แย่ แค่ไม่ดังเท่านั้นเอง เพราะเมื่อก่อนการแข่งขันสูง ก็คือว่าโอเคครับ โอกาสมาเราไม่เคยปฏิเสธอยู่แล้ว ใครให้ทำไรเราก็ทำ แต่ตอนนั้นเราไม่ได้มีช่องทางโปรโมตเพลงเยอะ เพราะค่ายเรา (ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย) เป็นค่ายเล็กๆ ไม่เหมือนแกรมมี่ อาร์เอส ที่เขามีช่องทางโปรโมตเยอะ แต่เราได้แรงสนับสนุนจากแฟนคลับ อีกอย่างเราได้โปรดิวเซอร์เจ๋งๆ ด้วย เพลงมันเลยใช้งานได้จนทุกวันนี้”

“พอมาทำงานในวงการบันเทิง พ่อกับแม่เขาสนับสนุนเต็มที่ แต่เขาก็ห่วงสุขภาพเรา ทำงานเหนื่อย นอนไม่พอ บ้านผมเขาเลี้ยงแบบจะทำอะไรก็ทำ ไม่ได้เข้มงวดมาก ถามว่าโชคดีมั้ยที่คิดถูกกลับมาจากเมืองนอกเพื่อมาประกวดร้องเพลง ก็ไม่เสียดายนะครับ แต่ไม่รู้ว่าคิดถูกมั้ย ก็คงถูกแหละเพราะเราเลือกแล้ว ถ้าอยู่เมืองนอกต่อ อาจจะเป็นพ่อครัวร้านอาหารไทยไปแล้วก็ได้ คงใช้ชีวิตอยู่เมืองนอก เป็นเด็กอ้วน กินเก่ง มีแฟนฝรั่งไปแล้วก็ได้ แต่สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้เหมือนได้สานฝันต่อ ก็ได้ทำงาน ได้พิสูจน์ตัวเองต่อไปในวงการบันเทิง”

จากนักร้องสู่นักแสดง

“ละครเรื่องแรกผมตั้งใจมาก ไปถึงกองละครก่อนคนแรก ผมยังเป็นมือใหม่อยู่ ตั้งใจทำงานมาก รู้สึกสนุกดีครับ ได้ทำงานกับผู้กำกับฯ เก่งๆ เราตื่นเต้นด้วย ทำอะไรไม่ค่อยถูก ยังเป็นมือใหม่อยู่ ถือว่าดีในระดับที่เราทำได้ จากนั้นคนก็เริ่มเห็นแล้วว่าเราทำงานแสดงได้นะ เขาเลยเริ่มติดต่อไปใช้งาน ไปเล่นหนังเรื่อง ยอดมนุษย์เงินเดือน ได้เข้าชิงรางวัลจากเวทีสุพรรณหงส์เป็นรางวัลแรก แล้วพอเรามีชื่อเข้าชิง คนก็เริ่มหยิบเราไปใช้งาน ไปเล่นเป็นพระเอกละคร สนุก ค่อยๆ ไต่ขึ้นมา สะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ”

“ตอนนี้ที่มีออนแอร์ก็จะเป็นซิตคอมที่เล่นกับ น้องอินเตอร์ เรื่อง สุภาพบุรุษสุดซอย แล้วก็เรื่อง คดีรักข้ามเวลา ที่เพิ่งปิดกล้องไป น่าจะมีกำหนดออนแอร์ปลายปีนี้ สำหรับซิตคอมเรื่อง สุภาพบุรุษสุดซอย เรื่องนี้ผมรักมาก ได้พูดอีสานบ้านเกิดเรา แต่พอเล่นไปเรื่อยๆ คาแรกเตอร์มันเริ่มใกล้เคียงกับตัวเรามากขึ้น เป็นเรื่องที่ขึ้นหิ้งสำหรับผมเลย บทดี ดูได้ทั้งครอบครัว ทุกเพศ ทุกวัย และได้ข้อคิดสอนทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ด้วย ผมเลยมองว่ามันเป็นงานแสดงที่มีค่า”

“ผมเป็นคนที่ไม่หยุดนิ่งเลย พยายามจะหาอะไรทำตลอด เพราะวงการนี้เราจะหายไม่ได้เลย ไม่งั้นเราจะหายไปด้วย ต้องพยายามให้มีงานออกมาต่อเนื่อง คือเราคิดง่ายๆ แค่นี้เลย ตอนนี้ผมทำช่องยูทูบตัวเอง ช่อง TAO_STP ทำขึ้นมาเพราะไม่อยากหายนี่แหละ

และยังเป็นช่องทางโปรโมตตัวเองได้ ขายของได้ ขายงานลูกค้าได้ โดยไม่ต้องรอเขาเชิญไปเล่นเกมโชว์ เราคิดเกมโชว์เราเองได้ ฉายในช่องเราเองนี่แหละ เมื่อก่อนเราไม่ได้คิดที่จะทำ แต่เดี๋ยวนี้ต้องทำแล้ว ช่องยูทูบผมทำเองหมด ผมคิดคอนเทนต์เอง ครีเอทีฟเอง ผลตอบรับดีครับ ยอดฟอลโลว์ขึ้นประมาณเดือนละแสนคน”

“ตอนนี้ผมทำงานเพลงกับทีมเกาหลีด้วยครับ ชื่อเพลง ตรงใจ ที่ทำกับทีมงานเกาหลีเพราะชอบสไตล์เพลงของเขา ทีมงาน ภาพ และการนำเสนอ เราฟังเพลงเกาหลี เราก็อยากได้ภาพแบบนั้น เลยพุ่งเข้าไปหาเขาให้เขาทำเพลงให้ ตอนนี้เราก็เป็นศิลปินในค่าย 0316 เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งเป็นค่ายของคนเกาหลีที่เขามาลงทุนทำในไทย ล่าสุดมีซิงเกิล “ตรงใจ” ที่ได้ น้องอินเตอร์ มาฟีเจอริ่งด้วย ส่วนค่าย Star Hunter Entertainment (สตาร์ ฮันเตอร์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์) เขาเข้ามาช่วยดูแลเราในเรื่องภาพลักษณ์ การทำงานให้ผมครับ”

เพราะวงการบันเทิง ทำให้เป็นนักวางแผนชีวิต

“เราอยู่ในวงการบันเทิงมา 9 ปี ไม่ต้องมีข่าวก็ได้ แต่ขอให้มีงานออกมาสักช่องทางใดทางหนึ่ง ซึ่ง Star Hunter เขาเข้ามาช่วยเราดูแลในเรื่องภาพลักษณ์ แต่เรื่องคอนเทนต์เราทำเองนะ เราก็ต้องให้เขาช่วยเรา คือทุกวันนี้เราก็ต้องวางแผนตัวเอง เอาปฏิทินมากางแล้วว่าจะทำอะไรในแต่ละวัน ผมก็อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนกัน แต่กลัวไม่มีงาน (หัวเราะ)”

“โตขึ้นมากจากวันแรกที่เข้ามาทำงาน ผมว่ามันก็ต้องตามสเตปชีวิตครับ ผมว่าประสบการณ์มันจะจัดการสอนเราเอง ช่วง 5 ปีแรกเหมือนเริ่มจับทางก่อน และปีที่ 6-7 ต่อมาก็เริ่มอยู่ตัวแล้ว เริ่มรู้แล้วว่าจะไปทิศทางไหน เรียกว่าตอนนี้เราโตขึ้น มีของเยอะขึ้น เริ่มสอนคนอื่นได้ เริ่มเอาตัวรอดได้ ก็จะวางตัวอีกแบบหนึ่ง

ถามว่าตอนนี้มีการจำกัดการเลือกรับงานมั้ย มีครับ งานไหนที่ไกล หรือมาซ้อนๆ กัน งานชนกันเยอะในวันเดียว เราก็เลือกรับงานใดงานหนึ่งดีกว่า ไม่อยากให้มาเครียดทีหลัง หรือการรับงานละครเราก็จะทุ่มให้เป็นเรื่องๆ ไปเลย”

“ถามว่าโอเคกับจุดที่ยืนมั้ย ก็โอเคครับ แต่ว่าก็ยังได้อีก อยากลุยเรื่องละครต่อ เพราะตอนนี้ผมเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงของช่อง one31 แล้ว มันก็ต้องเด่นในเรื่องนี้ออกมาให้ได้ เพื่อเป็นจุดขายต่อไปในอนาคต ส่วนทางโซเชียล เราก็ต้องทำต่อไปเรื่อยๆ พวกนี้มันเป็นตัวเราอยู่แล้วไม่ยาก แล้วก็ขายของ ทำธุรกิจควบคู่ไปด้วย”

“ที่บ้านภูมิใจในตัวเรามาก แม่เขาขี้อวดตั้งแต่ตอนที่ผมอยู่ AF แล้ว มีงานทำ ไม่ต้องไปขอใครกิน คือตอนนี้พ่อมาอยู่กับผมที่กรุงเทพฯ มีแค่แม่ที่ยังอยู่ที่บ้านที่กาฬสินธุ์ เขายังไม่เกษียณงาน พ่อเลยไปกลับกรุงเทพฯ-กาฬสินธุ์บ่อย ตอนนี้ที่บ้านสบายแล้ว จากที่เมื่อก่อนครอบครัวฐานะปานกลาง แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว ผมสามารถสร้างบ้านให้พ่อแม่อยู่ มีรถให้พ่อแม่ขับ”

“ตอนนี้มีเล่นละครแล้ว ฐานแฟนคลับผมขยายขึ้นเยอะมากครับ โดยเฉพาะเล่นซิตคอมแฟนคลับจะเยอะขึ้นมาก ไปทางไหนเขาก็รู้จักเรา คือตอนนี้เราออกสื่อบ่อย ทั้งทางออนไลน์ ยูทูบ เพลง และโชคดีที่ละครเราดัง สุภาพบุรุษสุดซอย ดูได้ทุกเพศทุกวัย”

“แฟนคลับเขาก็ยังเหนียวแน่นกับเรา มีตามมาที่กองถ่ายบ้าง ก็ยังมีที่อยู่กับเราอยู่ เขารักเราเหนียวแน่นมาก วันเกิดอาจจะมาหาเราเยอะหน่อย แต่ถ้าตามงานอาจจะมีประมาณ 20-30 คนครับ ฝากผลงานด้วยนะครับ เพลง ตรงใจ เวอร์ชั่นลูกทุ่งที่ออกมาใหม่ รวมไปถึงซิตคอม และละคร คดีรักข้ามเวลา ที่กำลังรอออนแอร์ด้วยนะครับ”.

ผู้เขียน : โอ้ว…ซาร่า

ช่างภาพ : เอกลักษณ์ ไม่น้อย 

กราฟิก : Supassara Taiyansuwan 

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/entertain/news/1957819
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/entertain/news/1957819