ป๋อ ณัฐวุฒิ มีความสุขกับช่อง 3 และเหตุผลที่ต้องตามใจ เอ๋ พรทิพย์


เดี๋ยวนี้น้องๆ รุ่นใหม่เกิดขึ้นมาเยอะมาก บางคนก็รับบทเป็นพระเอก แต่เราก็จะรับบทเป็นตัวอื่น เป็นบทสมทบบ้าง ก็แล้วแต่เรื่องราวกันไป ต้องบอกว่าช่อง 3 น่ารักกับผมมากนะ เพราะเพิ่งต่อสัญญาไปเมื่อปีที่แล้วเป็น 6 ปี ยาวๆ กันไป (ยิ้ม)

แต่เรื่องการต่อสัญญาผมมีความสุขมากนะ มีความสุขจากการทำงานหนักของผม ตั้งใจในงานทุกชิ้นของช่อง 3 จริงๆ เพราะเชื่อว่าค่าของคนก็อยู่ที่ผลของงาน

พอผลงานออกมาดี ช่อง 3 ก็มอบผลงานใหม่ให้กับเรา ถึงระยะเวลา 6 ปี ตอนนี้ผมอายุ 46 จะไปจบที่อายุ 51 คิดดูก็ถือว่าภูมิใจกับสิ่งที่ผมได้รับจากทางช่อง 3 มา (ยิ้ม)”

เคยยึดติดหัวโขนกับบทบาทการเป็นพระเอก

แต่เมื่อก่อนได้รับแต่บทพระเอกมา แล้วต้องมาขยับบทเล่นเป็นบทอื่น หลายคนจะติดกับหัวโขนตรงนี้ แต่สำหรับ ป๋อ ณัฐวุฒิ จัดการความรู้สึกแบบนี้ที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างไรบ้าง ซึ่งเรื่องนี้ป๋อตอบกับเราว่า 

“บทบาทพระเอกมันอยู่กับผมมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว เข้าวงการมาตั้งแต่อายุ 25 ทำงานมา 10 ปี ตอนอายุ 35 ก็เล่นเป็นพ่อได้แล้วนะ แต่ว่าผมก็ดื้อกับตัวเอง ก็บอกว่าอยากจะลองเหมือนกัน ว่าทำไม แฮร์ริสัน ฟอร์ด กับ คลินต์ อีสต์วุด ยังทำได้ แล้วทำไมจะมี ป๋อ ณัฐวุฒิ อีกสักคนจะเป็นไรไป (หัวเราะ) ก็ดื้อที่จะมาทำตรงนี้เรื่อยๆ

แต่โอเค ณ วันนี้อายุ 47 แล้ว ผมต้องอยู่กับความเป็นจริง บทพระเอกไม่ใช่บทในฝันของผมอีกต่อไปแล้ว หมายความว่า ผมตามหาบทที่ดีมากกว่าบทพระเอกได้ บทที่ดีไม่ได้หมายถึงต้องเป็นพระเอกเท่านั้น แต่บทที่ดีก็เป็นบทนำได้โดยที่ไม่ได้เป็นพระเอก

อย่างเรื่องเงินปากผี ผมก็เล่นเป็นผี เล่นเป็นบทนำเหมือนกันแต่ไม่ใช่พระเอก เล่ห์บรรพกาล ผมก็เป็นตัวที่ทำให้ทุกอย่างในเรื่องเกิดขึ้น ก็เล่นเป็นบทนำ

เพราะฉะนั้นเราก็ต้องลองบทลักษณะนี้เหมือนกัน มันมีไม่เยอะในเมืองไทย แต่มันก็กำลังเปลี่ยนไป สังเกตว่าละครเดี๋ยวนี้มีบทซัพพอร์ต เดี๋ยวนี้บทพัฒนาขึ้นเยอะ ทำให้รู้สึกว่าโชคดีที่อยู่ในช่วงบทพัฒนาและมันเอื้อต่อคนอายุรุ่นกลางแบบเรา

บทพ่อก็ไม่ได้น่าเกลียด เพราะชีวิตจริงเราก็เป็นพ่อจริงๆ รวมถึงบทที่ไม่ใช่พระเอก ผมสนุกกับบทพระเอกมานานแล้ว ก็อยากจะไปสนุกกับบทอื่นๆ บ้าง มันก็ท้าทายและน่าสนุกดีนะ (ยิ้ม)”

ไม่ยึดติดหัวโขน แต่มีความสุขกับการทำงานเพราะได้ลองอะไรใหม่ๆ ที่ท้าทาย ที่ผู้จัดยื่นให้ แต่เรื่องนี้ ป๋อ ณัฐวุฒิ ได้บอกกับเราว่า ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้ ก็ทำใจยอมรับไม่ได้เหมือนกัน 

“ถ้าเป็นเมื่อก่อน ก็รู้สึกยากนะ เหมือนมันข้ามไปไม่ได้เหมือนกัน ผมก็ติดกับบทบาทความเป็นพระเอก แต่วันหนึ่งเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีโอกาสเล่นเรื่องพุ่มพวง ซึ่งในหนังเรื่องนี้ผมได้รับรางวัลนักแสดงสมทบด้วย ผมภูมิใจมากกับบทสมทบจริงๆ มันทำให้เรารู้สึกว่า บทสมทบมันก็ไม่ได้แย่นะ

คุณค่าของนักแสดงที่เราอยู่ในกองมันเท่ากันอยู่แล้ว เพราะว่าบางทีที่เล่นสมทบอาจจะเป็นคนที่มีประสบการณ์มากกว่าเราก็ได้ บางท่านเป็นศิลปินแห่งชาติที่มาเล่นบทสมทบ เพราะฉะนั้นไม่มีใครเลเวลที่สูงกว่ากัน เพราะทุกคนเท่าเทียมกัน ทุกคนก็มาทำงานในสิ่งที่ตนเองต้องทำ ตอนนี้ผมมีเรื่องที่ต้องโฟกัส ก็คิดว่ามีสิ่งที่ต้องทำและต้องทำให้ดีที่สุด (ยิ้ม)

ตลอด 10 ปีมันมีบทที่เข้ามาหามากมาย จะมีบทที่ดี บทที่รู้สึกไม่อยากเล่น มันก็จะเข้ามาแบบนี้ตลอด จนวันหนึ่งเราก็ปักธงกับมันว่า เราจะหาบทที่มันใช่ เหมาะกับเราหรือไม่เหมาะกับเราก็ได้ แต่ต้องเป็นบทที่เราอยากเล่น ก็จะมองหาแบบนี้แล้ว มันคือเป้าของการทำงานในตอนนี้”

ความรู้สึกแรก ในตอนที่มีคนส่งบทมาให้แล้วไม่ใช่บทพระเอก ความรู้สึกของป๋อตอนนั้น รู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์นั้นบ้าง ยังจำได้มั้ย เล่าให้เราฟังอีกครั้งได้หรือเปล่า ซึ่ง ป๋อ ณัฐวุฒิ พระเอกหล่อคมเข้มก็เล่าให้เราฟังด้วยความเต็มใจว่า 

“ถ้าถามความรู้สึกในวันนี้ผมก็รู้สึกเฉยๆ นะ แต่ถ้าถามเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ผมก็จะ เอ๊ะ! ทำไมเขาส่งบทแบบนี้มาให้เรานะ จะมีช่วงที่เรายึดติดอยู่เหมือนกัน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายคนก็เป็น (ยิ้ม)

วิธีการคือเรามีคำถามกับตัวเองตลอด ว่าเราจะทำแบบนี้อีกนานมั้ย พอได้มาเจอ พี่อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ป้าแจ๋ว ยุทธนา ทุกคนก็จะบอกว่า เราเป็นนักแสดง บทของพระเอกก็จะดูบทเยอะหน่อยเพราะมันเป็นเรื่องของเขา

พระเอก นางเอก ก็คือนักแสดง แต่จริงๆ แล้ว ตัวละครอื่นในเรื่อง ก็เป็นนักแสดงอีกคนที่มีคุณค่าเท่ากับพระเอก นางเอกเลยนะ ในมุมมองของนักแสดงด้วยกัน เรารู้สึกว่าคุณค่าของนักแสดงมันดีเนอะ คุณค่าไม่ตกดี

อย่าไปน้อยใจกับตัวเองว่ารู้สึกด้อยค่า เมื่อเวลาและอายุคุณมากขึ้น จงภูมิใจกับคุณค่าและประสบการณ์ของตัวเองมากกว่า เพราะฉะนั้นผมจะทำทุกงานที่ผมได้รับ ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำให้ได้รางวัลด้วยนะ ล่าสุดเรื่องเล่ห์บรรพกาลก็ได้มา 2 รางวัลแล้ว (ยิ้ม) ไม่รู้มีรางวัลอะไรอีกก็รออยู่เหมือนกัน”

เป็นนักแสดงเหมือนถูกหวยรางวัลที่ 1 

เพราะการได้มีอาชีพเป็นดารา นักแสดง มีชีวิตที่สุขสบาย อยู่บ้านหลังใหญ่โต มีชื่อเสียง ไปไหนก็มีแต่คนสนใจ เพราะเหตุนี้ เลยทำให้หลายๆ คนอยากจะเข้ามายืนอยู่ตรงนี้บ้าง

ด้วยความที่พี่ป๋อมีประสบการณ์ที่ได้ทำงานในวงการบันเทิงมานานหลายสิบปี ช่วยเล่าในมุมที่ทุกคนไม่เคยได้เห็น ว่าจริงๆ แล้ว ชีวิตนักแสดงนั้นน่าอิจฉาจริงๆ ใช่มั้ย ซึ่งเรื่องนี้ ป๋อ ณัฐวุฒิ ยินดีที่จะแชร์ให้เราได้ฟังว่า 

“ถามว่าชีวิตนักแสดงมันน่าอิจฉามั้ย ก็ยอมรับว่าน่าอิจฉานะ เหมือนเราได้แก้วสารพัดนึก จู่ๆ ก็ได้รับความรักมายมาก จู่ๆ ก็ได้เป็นที่รู้จักของคนมากมาย จะทำอะไรมันก็ง่ายไปหมดเลย มันดีไปหมดเลย (ยิ้ม)

แต่ถ้าถามเบื้องลึกของการทำงาน ก็ต้องยอมรับนะว่า คนเป็นนักแสดงนั้นต้องทำงานหนักมาก และต้องมีวินัยหนักมากเช่นกัน บางคนอาจจะแค่รู้สึกว่าดารานักแสดง ดีเนอะอยากเป็น แต่มันคือการที่คุณต้องตื่นแต่เช้า

อาชีพนักแสดงเริ่มกอง 7 โมงเช้า ก็ต้องตื่นตี 4 ครึ่ง เวลาเลิกก็เลิก 4 ทุ่มนะ ถ้าทำราชการก็เข้า 8 โมงครึ่งเลิก 4 โมงครึ่งนะ แต่อาชีพนี้เข้างาน 8 โมงแต่เกณฑ์นักแสดงคือเลิก 4 ทุ่ม

กว่าจะขับรถกลับบ้านก็ 5 ทุ่ม กว่าจะล้างหน้าเช็ดเครื่องสำอาง กว่าจะอ่านบทวันพรุ่งนี้ ก็ได้นอนตอนเที่ยงคืน ถามว่านักแสดงเหล่านี้ใช้ร่างกายเยอะมาก

และถ้าอายุมากขึ้น ไม่ดูแลตัวเอง สุขภาพก็จะโทรม เพราะว่าบางคนดื่มหนัก บางคนเที่ยวหนัก เพราะว่าเกิดจากการทำงานหนักๆ มีโอกาสเที่ยวเยอะๆ ก็จะเที่ยวเต็มที่เลย จนไม่ได้ดูแลสุขภาพ

ต้องบอกใครที่จะเข้ามามันไม่ใช่เรื่องง่าย คุณต้องเสียสละบางเรื่องเช่นกัน อย่างเช่นเรื่องเรียน มาทำงานตรงนี้ได้ชื่อเสียงบางส่วน แต่คุณจะต้องดรอปเรียน

ต้องดูว่าอย่างไหนสำคัญกว่ากัน ทำงานด้วย เรียนด้วยได้มั้ย ถ้าทำได้ก็เหมือนที่นักแสดงหลายท่านทำอยู่ ชีวิตต้องแลกกับการที่จะมาเจอแสงสีเสียงในวงการบันเทิง มันอาจจะทำให้คุณผิดพลาด หลงระเริงไปกับเรื่องต่างๆ ที่มันมีมุมไม่ดีอยู่ มันก็ต้องระวัง

การทำงานในวงการบันเทิงมันเหนื่อยนะ บางคนเข้ามาปีแรกก็ดังเลยก็มี บางคนเข้ามา 10 ปี ยังไม่ดังก็มี ทำงานจนท้อไม่รู้จะเอายังไง เลิกเรียนไปแล้ว กลับไปเรียนก็ไม่ได้ กลายเป็นว่าจบแค่ ม.6 เฉย

ที่ทำมาตั้งหลายปีมันก็ฟาวล์ ทำให้บางคนเคว้งก็มีให้เห็นเยอะแยะไป ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เข้ามาจะถูกลอตเตอรี่ทุกคน มีสักกี่คนที่ถูก และอีกตั้งกี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่นคนที่ไม่ถูกลอตเตอรี่ (ยิ้ม)”

ป๋อ ณัฐวุฒิ คนอวดเมีย

นอกจากบทบาทการเป็นนักแสดงมากฝีมือแล้ว ป๋อ ณัฐวุฒิ ก็ยังมีอีกบทบาทที่ทำได้ดีเยี่ยม นั่นก็คือ บทบาทการเป็นสามี หัวหน้าครอบครัวที่ดีนั่นเอง ซึ่งตอนนี้ ป๋อได้กลายเป็นสมาชิกชมรมคนอวดเมียไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะเห็นผ่านทางอินสตาแกรมอยู่บ่อยๆ

เอะอะโพสต์รูป เอ๋ พรทิพย์ ชมว่าสวย เปย์ด้วยของขวัญ ก่อนจะตบท้ายว่า ลูกสาวต้องมาแล้ว งานนี้เราเลยอยากจะรู้ว่า ที่อ้อนๆ ชมๆ รักๆ เมียออกสื่อนั้น เป็นเพราะต้องการลูกสาวใช่หรือไม่ งานนี้ทำเอาพระเอกมากฝีมือถึงกับหัวเราะและถามว่า “พี่อวดเมียขนาดนั้นเลยเหรอ” 

“ผมว่าการแอ๊วกันมันดีนะ และคนในโซเชียลก็ชอบด้วย (ยิ้ม) เวลาแอ๊วกันคนก็จะมาอ้วกบ้าง เข้ามาบอกว่าน่ารำคาญบ้าง ผมก็รู้สึกว่ามันสนุกดี บางทีเอ๋ก็เขินเวลาเราลงรูปเขา เขาก็รู้สึกดีนะ มันทำให้ผู้หญิงรู้สึกดี แล้วเราบอกว่าเขาสวยจัง นี่คืออวดเมียแล้วเหรอ (หัวเราะ)

ก็เขาสวยจริงๆ นะ เราก็ต้องลงรูปเขานิดนึง พร้อมกับข้อความว่า อุ๊ย สวยจัง มีแฟนยังอะ มันเป็นภาษาที่ผมชอบแอ๊วเขานั่นแหละ แต่ถามว่าจะมีลูกมั้ย ไม่มี เขาไม่มีแน่นอน เขาบอกไม่เอาแล้ว ไม่อยากหุ่นพังอีกแล้ว ผมก็โอเคมันเหนื่อยแล้ว 2 คนก็แพงใช้ได้เลย (ยิ้ม)”

สรุปแล้วที่โพสต์บ่อยๆ อวดเมียบ่อยๆ ก็แค่แซวเมียออกสื่อเฉยๆ ไม่ไม่ได้หวังอะไรจากเอ๋ ภรรยาคนสวยอย่างที่เขียนแคปชั่นลงไปเลยสักนิดเดียวจริงหรือ สารภาพกับเรามาซะดีๆ นาาา 

“แซวๆ (หัวเราะ) นักข่าวก็จะถามตลอดแหละ อีกอย่างมีลูก 2 คน เราไม่ได้ทำหมันกันทั้งคู่ด้วย ว่าจะไปทำแต่ก็กลัวเจ็บ (หัวเราะ) คิดเองว่ามันเจ็บ เขาบอกว่ามันหน่วงๆ อยู่นะ (หัวเราะ)”

สามีสายเปย์ พ่อบุญทุ่มตัวจริง

นอกจากจะอวดเมีย ชมเมีย แอ๊วเมียแล้ว งานนี้ ป๋อ ณัฐวุฒิ ก็ยังเป็นสายเปย์ที่แท้ทรู เอะอะเปย์ด้วยสิ่งของ เปย์ด้วยเงิน และทำเซอร์ไพรส์ภรรยา เอ๋ พรทิพย์ บ่อยขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ เจ้าตัวอธิบายเหตุผลของการกระทำเช่นนี้ให้เราได้ฟังว่า

“ใช่ๆ ผมเป็นสายเปย์ ถ้าไม่เปย์เมีย จะให้ไปเปย์ใครล่ะ สาวๆ มหาวิทยาลัยมันก็ไม่ใช่นะ (หัวเราะ) ก็เปย์เมียตัวเองนี่แหละ ในเมื่อแอ๊วใครไม่ได้แล้ว ก็แอ๊วในสิ่งที่มีอยู่นี่แหละ คือการแอ๊วเมียตัวเอง เพราะว่ายังไงเราก็ได้ประโยชน์ด้วย เพราะผมมีความคิดว่า สถาบันครอบครัวมันต้องช่วยกัน เขาอยากได้อะไรก็ซื้อให้ เรารู้คนที่เป็นภรรยานั้นเหนื่อย อะไรที่ทำให้เขามีความสุขได้เราก็ทำ

เพราะ ป๋อ ณัฐวุฒิ ประพฤติตัวดี รักเมีย เปย์เมีย เลยถูกคนยกให้เป็นสามีตัวอย่าง รู้สึกอย่างไรกับตำแหน่งนี้ ขัดเขินหรือไม่ หรือภูมิใจที่ได้ตำแหน่งนี้มา จงอธิบายความรู้สึกให้เราฟัง

“(หัวเราะ) ผมไม่ยอมรับตำแหน่งนี้นะ เพราะว่ามีช่วงเลวเยอะเหมือนกัน (หัวเราะ) ผมก็มีช่วงเวลาที่เอ๋ไม่ชอบ เขาก็คงจะไม่เล่าให้ใครฟังหรอก เพียงแต่ว่า มุมของผม ผมมองว่า

ในฐานะของสามีต้องชมเชยภรรยาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะว่าผู้หญิงก็ต้องการกำลังใจ ต้องการแรงสนับสนุนจากคนที่เป็นสามี ถ้าเขามีความสุข ทุกอย่างในครอบครัวก็มีความสุข เราต้องเล่นกันเป็นทีม 

การให้กำลังใจภรรยาของผมมีไม่กี่เรื่อง หนึ่งคือ ผมต้องจีบเขาทุกวัน สอง ผมต้องพาเขาไปดินเนอร์บ้าง สาม ซื้อของเปย์เขาบ้าง สี่ ต้องไปเที่ยวทุกที่ที่เขาอยากไป เราพยายามทำในสิ่งที่เขาต้องการ เพราะว่าถ้าเขามีความสุข ผมสังเกตว่าทุกอย่างในครอบครัวก็มีความสุข

ถ้าเราไม่เล่นกันเป็นทีม เราไม่แข่งแกร่งนะ เหมือนเอ๋คิดไปทาง ผมคิดไปทาง แต่ถ้าเราทำงานกันเป็นทีม เอ๋กับผมจับมือกันไปแล้วครอบครัวเราไปกันได้ ดีไปหมด”

รักกันดี สวีตกันขนาดนี้ มีช่วงเวลาที่ทะเลาะกันบ้างไหม พอจะเล่าให้เราฟังได้หรือเปล่าว่า ป๋อกับเอ๋ทะเลาะกันเรื่องอะไร งานนี้สามีสายเปย์คนอวดเมียก็เปิดใจเล่าถึงช่วงเวลาที่ทั้งคู่ไม่เข้าใจกันให้เราฟังว่า  

“คุณลักษณะของการเป็นดาราของเอ๋อย่างหนึ่งคือความมั่นใจในตัวเอง เอ๋จะมีความมั่นใจในตัวของเขา แล้วเขาก็จะเชื่อว่าสิ่งที่เขาคิดมันถูก แต่ผมก็เชื่อว่าสิ่งที่ผมจะไปทางนี้มันก็ถูก

การมาหากันตรงกลางมันยากมาก เพราะว่าวันหนึ่งถ้าคุณเล่นบทบาทคนเดียว คุณคิดแบบนี้ตอนเราโสดๆ มันก็ไปได้ ด้วยตัวของเราเอง ผิดถูกก็แล้วแต่

แต่พอมันมาอยู่ด้วยกันมันต้องเล่นเป็นทีมเท่านั้น เราจะพูดเรื่องนี้กันเสมอว่า เราต้องเล่นกันเป็นทีมนะ ทำงานเป็นทีม ถ้าตราบใดที่ทำงานเป็นทีม ครอบครัวก็จะไปได้ เราต้องเลิกทุกอย่าง และกลับมาเป็นทีมเวิร์กให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ความรักของเรามันก็ผสมผสานกันไป เปรี้ยวหวานมันเค็ม มีทะเลาะบ้าง งอนกันบ้าง ตามแต่ฤดู อย่างช่วงนี้ฤดูหนาวก็จะสามัคคีกันหน่อย นอนเอาผ้าห่มมาแชร์กัน งุ้งงิ้งๆ (ยิ้ม)”

ถามจริง แอ๊วภรรยาออกสื่อบ่อยๆ มีเซอร์ไพรส์นู่นนั่นนี่ เปย์หนักๆ ให้ภรรยาตลอด เพราะป๋อเป็นคนหวาน เติมหวานให้กันทุกวันเลยมั้ย งานนี้คุณพ่อบ้านเลยรีบออกตัวล้อฟรีว่า 

“ไม่หวานกันทุกวันนะ ก็ถ้าหวาน ก็หวานเจี๊ยบเลยล่ะ (หัวเราะ) เขาก็พยายามดูแลผม เหมือนมาวันนี้เขาก็ถามว่ากลับไปจะกินอะไร เขาก็จะพยายามหาอะไรที่ไม่อ้วนให้เรากิน เพราะเราก็ชอบกินของที่มันอ้วนๆ ตลอด พยายามที่จะดูแลเรามากๆ (ยิ้ม)”

เคยสงสัย เอ๋ พรทิพย์ มีกิ๊กหรือเปล่า

แล้วตอนที่เอ๋ พรทิพย์ ภรรยาสุดที่รักเริ่มกลับมาฟิตหุ่น ดูแลตัวเอง อยากรู้ความรู้สึกของคนที่เป็นสามีแบบป๋อว่าเป็นไงบ้าง รู้สึกอย่างไร ไม่อยากให้เมียสวย หรือสนับสนุน เอาเลยๆ อยากให้เมียเราสวยๆ งานนี้พระเอกพ่อลูกสองบอกกับเราแบบติดตลกว่า “เคยคิดนะว่าเอ๋มีกิ๊กรึเปล่า”

“ช่วงที่เขามาลดน้ำหนัก ตอนนี้ก็รู้สึกดีนะ เป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วงที่เขาหุ่นพังเป็นช่วงที่เขาไม่มั่นใจ เขาไม่อยากถ่ายรูป ไม่อยากอะไรทั้งสิ้น มันเหมือนกับว่าเขาไม่มีความสุข

พอเขามั่นใจกลายเป็นตัวผมเองที่ไม่มั่นใจในตัวเขาไปเลย ว่ามันมีใครรึเปล่าวะ (หัวเราะ) มีกิ๊กรึเปล่าวะ คือเรางงไปเลย เราก็ไม่รู้ว่าทำไมจะต้องผอมไปขนาดนี้ เพื่อใครเนี่ย

เคยเห็นเขาคุยไลน์กับใครไม่รู้ 5 ทุ่ม ก็ถามนะว่าคุยกับใคร เที่ยงคืนยังไปแชตอยู่ในห้องน้ำ เราเลย เฮ้ย อะไรกัน แต่จริงๆ ไม่มีอะไรหรอก ช็อปปิ้งออนไลน์อยู่ ก็จะเลือกกับเพื่อนว่าเอาอันไหน (หัวเราะ)”

คนหวงเมีย 2020 

แล้วรูปสวยๆ ของเอ๋ ที่เราเห็นในโซเชียล สามีเป็นช่างภาพถ่ายให้รึเปล่า แล้วต้องสกรีนรูปก่อนที่เอ๋จะโพสต์ลงโซเชียลมั้ย เพราะเราก็รู้กันว่าป๋อนั้นเป็นคนหวงเมีย งานนี้เราได้รับคำตอบว่า 

“ผมไม่ซัพพอร์ตเรื่องนี้ ไม่ถ่ายให้ เรื่องชุดว่ายน้ำผมไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่นะ แต่ก็น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง เพราะว่าเขาไปเที่ยวแล้วเหล่าดาราทั้งวงการ ใส่ชุดว่ายน้ำเที่ยวกันหมดแล้ว เมียเราก็เตรียมชุดว่ายน้ำไปแล้ว ถ้าผมไปห้ามมันเกิดศึกแน่นอน เพราะฉะนั้นก็ถ่ายได้ แต่เอาอะไรบังไว้หน่อยละกันเนอะ อย่าให้มันโป๊มาก (ยิ้ม)

ส่วนเรื่องต้องสกรีนรูปก่อนลงมั้ย มีนะ เอ๋ก็เอามาให้ผมเช็ก แต่เช็กตั้งแต่ก่อนใส่ชุดแล้วแหละว่าชุดนี้โอเคมั้ย (หัวเราะ) ซึ่งก็มีชุดที่ไม่ผ่านเยอะ บางทีมันเว้าเยอะ มันเว้าไป

ถ้าจะลงรูปก็ไม่ให้โป๊เยอะ เพราะว่ามีลูกแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องไปโชว์อะไรเยอะ มันไม่เห็นมีประโยชน์เลย และอีกข้อหลักๆ คือเราก็หวงของเรา ไม่อยากให้ใครมานั่งวิจารณ์หุ่นเมียเรา โห เมียป๋อตูดขาวมากเลย มันก็ไม่ได้เปล่า (หัวเราะ)

นอกจากการทำหน้าที่สามีแล้ว ตอนนี้ป๋อก็มีอีกบทบาทหนึ่งที่ต้องทำเพิ่มขึ้น นั่นก็คือการทำธุรกิจ เล่าความเป็นไปเป็นมาให้เราฟังหน่อย ซึ่งงานนี้เจ้าตัวก็ไม่รอช้า รีบเล่าเรื่องราวความเป็นไปของการทำธุรกิจตัวนี้ว่า 

“พาลูกชายคนล่าสุดมาสวัสดี คนนี้เป็นคนในวงศ์ตระกูลสกิดใจเหมือนกันครับ SKJ PRO เป็นอาหารเสริม ช่วยกระดูกและข้อเข่าโดยตรง พี่ใช้เวลา 2 ปีในการเริ่มคิด พอได้ส่วนผสมมา ก็ทดลองกับตัวเองแล้วผลออกมารู้สึกมั่นใจ 

ทุ่มกับการทำธุรกิจตัวนี้หลายหลักเลยทีเดียว (หัวเราะ) แต่ผมไม่ใช่นักธุรกิจเต็มตัวนะ ยังเป็นนักแสดงเหมือนเดิม แต่เป็นนักแสดงที่มีหลายบทบาทแค่นั้นเอง นี่ก็เป็นบทบาทหนึ่งที่เป็นเจ้าของแบรนด์ของตัวเอง

สินค้าตัวนี้ก็มานั่งคิดว่าเราต้องทำเพื่อสังคม ซื่อสัตย์ต่อตนเองและสังคม ทำแล้วมันต้องดี ถ้าไม่ดีผมก็ไม่ทำเหมือนกัน มีลงมาตอบลูกค้าด้วยตัวเองด้วยนะ (หัวเราะ) 

คือผมเป็นเจ้าของเอง เพราะฉะนั้นผมจะตั้งใจ ผมเหมือนเป็นด่านหน้าที่คัดเลือกทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเอง ถ้าใครไว้ใจผม ก็เชื่อใจผมด้วยว่าผมจะซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และผมก็จะไม่ทำให้ใครๆ ผิดหวังแน่นอน”

เรียกว่าการได้มานั่งคุยกับพระเอกพ่อลูกสองที่มากความสามารถยาวๆ แบบนี้อีกครั้ง ป๋อ ณัฐวุฒิ ยังคงคุยสนุกและเป็นกันเอง และในบางครั้งเรื่องเล่าเกี่ยวกับการดูแลภรรยา ก็ยังทำให้เรารู้สึกอิจฉา เอ๋ พรทิพย์ ไม่น้อย ที่มีสามีดูแลเอาใจใส่และเข้าอกเข้าใจคนเป็นเมียได้ดีเว่อร์ขนาดนี้

และนอกจากความอิจฉาแล้ว เราก็ยังได้ข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอีกมากมายหลายเรื่องเหมือนเดิม แต่สิ่งหนึ่งที่เรายังเห็นอยู่เสมอ นั่นก็คือสายตาที่มุ่งมั่นและตั้งใจทำในทุกบทบาท ทุกหน้าที่ที่ได้รับมาอย่างเต็มที่เท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้ เป็นกำลังใจให้ ป๋อ ณํฐวุฒิ อยู่ตรงนี้นะคะ 

ผู้เขียน : จันทร์เจ้าขา

กราฟิก : Varanya Phae-araya

ช่างภาพ : ชุติมน เมืองสุวรรณ

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2003597
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2003597