“กลัฟ คณาวุฒิ” ปลื้มติดโผ “หนุ่มหน้าสวย” ระดับเอเชีย


กลัฟ เผยเริ่มจากเรื่องได้รับจดหมายอวยพรวันเกิดจากสโมสรฟุตบอลเชลซีว่า

ข่าวแนะนำ

“เป็นสโมสรที่ผมติดตามมาตั้งแต่เด็กๆ วันนึงไม่คิดว่าจะมีจดหมายมา พอเราเห็นในทวิตเตอร์ว่ามีจดหมายนี้ก็ตะโกนเรียกแม่ มีจดหมายนี้ด้วยเหรอ ปลื้มมากครับ ตอนแรกก็งงแต่ก็รู้ว่ามาจากพี่ๆ แฟนคลับ ตอนนี้ก็เอาไปใส่กรอบและตั้งไว้บนหัวเตียงในห้องนอน”

หลายคนมองว่ากลัฟมีส่วนช่วยให้วงการสายวายของบ้านเราไปสู่ระดับ worldwide?

“ก็ดีใจครับที่เรามีโอกาสได้ทำให้ต่างประเทศมีโอกาสรู้จักนักแสดงในบ้านเรามากขึ้น การที่เค้ามาติดตามเราก็ทำให้รู้จักคนอื่นไปด้วยเวลาเราไปร่วมงานกับใคร”

เสียดายมั้ยที่ปีนี้น่าจะได้ไปเจอแฟนๆในต่างประเทศ?

“ผมเสียดายมาตั้งแต่ต้นปีแล้วครับที่ตอนแรกจะได้ไปจีน แต่มามีโควิด-19 ก่อน”

ปีนี้เห็นภาพการทำงานตัวเองโตขึ้นยังไง?

“น่าจะเป็นบทบาทการแสดงที่อาจจะได้เห็น จากลุคใสๆ อาจจะได้เห็นเราในบทบาทอื่นที่มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น จริงจังมากขึ้น ก็สนุกนะครับเพราะปีที่ผ่านมาได้ลองทำงานในหลายๆรูปแบบใหม่”

ติดอันดับที่ 2 หนุ่มหน้าสวยจากทั่วเอเชีย? “มันก็ดีใจด้วย ถือว่าเราไปได้ทุกแบบ ดีใจ และขอบคุณพี่ๆที่ช่วยโหวต”

ที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีที่มีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง?

“ดีใจครับ ต้องขอบคุณแฟนคลับด้วย ส่วนนึงที่เรามีงานเยอะขนาดนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเพราะพี่ๆแฟนคลับคอยซัพพอร์ตเราด้วย”

เคยมีความรู้สึกว่าเรามีชื่อเสียงแล้วต้องเปลี่ยนมั้ย?

“ตัวผมก็รู้สึกปกตินะ ผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นซุปเปอร์สตาร์ เดินไปที่ไหนคนก็ต้องมอง เราก็ใช้ชีวิตของเราไปเรื่อยๆ เราก็ใช้ชีวิตวัยเด็กของเราไปเรื่อยๆ ให้เป็นเด็กธรรมดาทั่วไป”

ไม่ให้ตัวเองลอยไปกับสิ่งที่เราได้รับมา?

“ก็นิดนึงครับ ไม่งั้นถ้าเราเหลิงไปมันก็อาจจะกู่ไม่กลับ”

เคยมีความกลัวว่าสักวันเราอาจจะเป็นแบบนั้นมั้ย?

“ก็ไม่นะครับ เราก็ใช้ชีวิตปกติของเรา เราก็อยู่บ้าน เจอเพื่อน เราเป็นปกติเหมือนเดิมเลย เจอพี่ๆแฟนคลับเราก็ทักทาย”

2 ปีเราดังได้ขนาดนี้รู้สึกว่าเร็วมั้ย?

“เร็วมาก แรกๆมีตั้งตัวไม่ทันด้วย เราไม่ได้คิดเอาไว้ว่าเราจะมีชื่อเสียงขนาดนี้ ไม่ได้คิดว่าเราจะเดินไปไหน ไปในที่สาธารณะจะมีคนมาให้กำลังใจเราเยอะ คือแรกๆที่ตั้งตัวไม่ทันคือผมตกใจครับเวลาจะทำอะไรก็เริ่มจะระมัดระวังตัวขึ้น ดูแลตัวเองทั้งการกระทำและในโลกโซเชียล”

พอเราทำงานได้มากๆ ได้เห็นเงินเยอะๆแล้วรู้สึกยังไงบ้าง?

“พูดตรงๆเลยว่าผมไม่เคยเห็นเงินสักบาทเลย เพราะเราทำมาเราก็ให้คุณแม่เก็บหมด เรามีหน้าที่ทำงาน”

ตกใจมั้ยว่าวันนึงเราจะทำรายได้ได้มากขนาดนี้?

“ไม่เคยคิดเลย ตอนแรกคิดว่าในชีวิตนี้เราจะหาเงินถึงล้านได้มั้ย เราเพิ่งเรียนจบมาใหม่ๆจะทำอะไรดี พอเราได้เข้ามาในจุดนี้ พูดตรงๆ เงินมันก็ดีจริงๆ แต่เราก็ต้องรู้จักเก็บด้วย”

กว่าจะมาถึงตรงนี้คิดว่าตัวเองต้องแลกกับอะไรไปเยอะมั้ย?

“อย่างแรกเลยคือเวลาส่วนตัว เช่น เวลานอน เวลาครอบครัว มันหายไปเลย ก็จะชดเชยด้วยการทำงานแทน”

เราก็ชดเชยด้วยการดูแลครอบครัว?

“ใช่ครับ มันถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของผมในตอนแรกเลย ที่เราสามารถหาเงินเลี้ยงตัวเองได้และเป็นเสาหลักให้ครอบครัว ดีใจที่ตอนนี้ทำสำเร็จแล้วที่เห็นได้ชัดว่าเราดูแลครอบครัวได้แล้วจริงๆคือโควิด-19 ที่ล็อกดาวน์กัน รายได้ของที่บ้านลงไปเยอะเลยครับ ด้วยความที่พ่อทำสติกเกอร์ที่ติดกระเป๋าเวลาขึ้นเครื่องบิน พอมีโควิด-19 เข้ามารายได้ก็หาย ก็ได้รายได้จากส่วนของผมที่เข้ามาดูแลชดเชยครอบครัว”.

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2008472
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2008472