"เต๋า สมชาย" 31 ปีในวงการบันเทิง มีแต่คนสร้าง "ดราม่า" ให้ผม


ตอนนั้นวัยรุ่น หัวเลี้ยวหัวต่อ พอเราไปทำงาน เก็บตัวที่แคมป์ ได้แชมป์ ได้เงินแค่เท่านี้ แต่ถ่ายแบบครั้งเดียวเราได้มากกว่า ทำงานแค่ 3 ชั่วโมง รู้สึกว่าเป็นอาชีพ เลยเข้ามาทำงานในวงการเต็มตัว ฟุตบอลก็เป็นความสามารถพิเศษของเรา”

เราถาม เต๋า สมชาย ต่อว่า ในช่วงที่มีชื่อเสียงโด่งดัง กลายเป็นดาวรุ่งที่มาแรงมากในตอนนั้น เต๋าเคยแอบหลงไปกับชื่อเสียง เงินทอง ที่ได้มาในตอนนั้นบ้างหรือไม่ ถ้าเคย จัดการและรับมือกับมันอย่างไร ซึ่งเจ้าตัวบอกกับเราว่า  

“ผมเฉยๆ ครับ เพราะว่าผมรู้สึกว่ามันคืองาน ทุกวันนี้มันคืองานที่ผมทำมา 31 ปี มันคืองานที่รัก ถ้าไม่ใช่ตัวผม ผมคงทำไม่ได้ยาวขนาดนี้ อาชีพหรือความโด่งดังชื่อเสียง หรือการได้รับความนิยมมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ

แต่สิ่งสำคัญคือ ถ้าเราดังในยุคนั้น แต่ยุคนี้เราไม่ได้อยู่ในวงการมันคืออีกเรื่องหนึ่ง แต่ตอนนี้ผมยังทำงานอยู่ในวงการ หลายๆ คนบอกว่า ในสมัยก่อน การทำงานในวงการเหมือนคนเต้นกินรำกิน มันไม่มีหลักฐานไม่มีอนาคต มันเหมือนพลุยิงขึ้นไป พลุแตก สวยงาม แต่มันก็ร่วงหล่น

แต่ความรู้สึกผมไม่ใช่ ผมทำงานในวงการบันเทิง ความที่ผมเป็นดารา เป็นสตาร์ เป็นเอนเตอร์เมนต์ของผม มันคือความรัก โดยที่เราต้องกระทำมัน

วงการบันเทิง หรืออาชีพของผมเหมือนผู้หญิง ที่เราเห็นแล้วหลงรักเขา เราก็พยายามอยู่กับเขาให้นานที่สุด ยิ่งทำมันยิ่งรักมากๆ 

เราก็เริ่มศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง เล่นละคร เล่นหนัง หรือมุมมองในรูปแบบต่างๆ ของชีวิตในวงการบันเทิง

และอีกอย่าง ผมเล่นเป็นพระเอกมายาวนาน ผมก็อยากจะเล่นเป็นตัวร้ายบ้าง มันมีอะไรได้เล่นเยอะ สิ่งสำคัญคือการได้ไปต่อ เพราะทุกวันนี้ตัวผมเองเป็นนักแสดง มันเป็นอาชีพเดียวที่เราจะเป็นใครก็ได้ในโลกนี้ มันอยู่ที่เราอยากจะเป็นใคร อยากจะทำอะไร

สุดท้ายพอเขาคัต เราก็จะกลับเป็นตัวเรา มันเป็นความมหัศจรรย์ อาชีพอื่นทำไม่ได้นะ และสิ่งสำคัญคือตั้งแต่ผมเข้าวงการตั้งแต่อายุ 15 จนตอนนี้ผม 47 ปี 31 ปี ออฟฟิศผมเปลี่ยนไปทุกวัน ไปทำงาน ไปถ่ายละคร”

ลงมือเปลี่ยนแปลงก่อนได้เปรียบ 

แล้วช่วงที่ดาราต้องเปลี่ยนถ่ายจากพระเอกมาเป็นบทอื่น ตอนนั้นจัดการกับความรู้สึกตัวเองอย่างไรบ้าง เต๋า สมชาย ตอบเราในคำถามนี้ด้วยท่าทีที่สบายๆ ว่า 

“ผมไม่ได้เปลี่ยนถ่ายครับ บางคนจะเล่นเป็นพระเอกจนมันสุดจนต้องเปลี่ยนถ่ายตัวเอง แต่สำหรับผม ไม่ใช่ เพราะอยู่ๆ วันหนึ่งผมก็อยากเปลี่ยนเป็นมือปืน ซึ่งพระเอกส่วนมากจะไม่มีใครทำ

แต่กับผมไม่ใช่ นี่คืองานผม เป็นงานศิลปะ บอกตัวเองว่าอยากเปลี่ยนบทบาท เป็นพระเอกอยู่ดีๆ แล้วก็มาเป็นโจรเลย หลังจากนั้นก็ได้เล่นเป็นเพื่อนพระเอกบ้าง ผมไม่ได้เปลี่ยนบทบาทการแสดง เพราะว่ามันต้องเปลี่ยน แต่ผมอยากเปลี่ยนเพราะตัวผมเอง

ถามว่าตอนนั้นไม่มีใครห้ามบ้างเหรอ ที่จะเปลี่ยนบทบาทในช่วงที่เรายังเล่นเป็นพระเอกได้ ตอนนั้นไม่มีใครห้ามผมได้ อันนี้คืองานผม

ผมต้องการมุมมองใหม่ๆ ให้กับชีวิตตัวเอง ความหลากหลาย และสิ่งสำคัญเวลาที่เล่นอะไรซ้ำๆ บทมันก็จะซ้ำๆ มันน่าเบื่อ ผมรู้สึกเย็นชากับชีวิต ไม่ตื่นเต้น ไม่มีแพสชั่น คนดู ดูทุกวันก็คงจะเบื่อ แต่พูดไม่ได้

ผมเริ่มก่อน ทำก่อน ผมก็สามารถทำได้เรื่อยๆ ผมทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพระเอก เป็นพ่อพระเอก เป็นโจร ทุกสังคมมีแง่มุมเยอะแยะที่นำเสนอได้ ชีวิตมีความหลากหลายเกิดขึ้น อะไรในโลกนี้ผมเล่นได้หมด แต่ขอให้มันใช่เรานะ

มีหลายงานที่ผมไม่รับ ไม่ใช่ว่าจะรับทุกอย่าง เพราะมองแค่ที่ตัวเงิน ผมไม่ได้เดือดร้อน บ้านไม่ต้องเช่า รถไม่ต้องซื้อทุกอย่างมันมีหมดแล้ว ผมอยู่ทำงานเก็บเงินให้ลูกไว้เรียนหนังสือ สร้างอนาคตให้ลูก การทำงานของผมคือการเสพความสุขในเรื่องของการแสดง

สิ่งสำคัญบางอย่างถ้าในบทนั้นๆ คาแรกเตอร์นั้นๆ ผมอ่านแล้วใครเล่นก็ได้ ไม่ต้องใช้ผม บทไม่มีอะไร แค่ต้องการให้ผมไปสร้างหน้าหนังให้ จะมาจ้างผมแพงๆ ทำไม ไปจ้างใครก็ได้ แต่ถ้าอะไรที่มันแปลกๆ มีความน่าสนใจ ผมถึงจะรับ”

นักร้องยุค 90 ในตำนาน

เต๋า สมชาย เป็นนักร้องในยุค 90 คนหนึ่ง ที่ถูกยกให้เป็นตำนาน เราถามว่า เต๋ารู้สึกอย่างไรกับการที่ได้เป็นตำนานนี้ เต๋าบอกกับเราว่า 

“ผมต้องบอกก่อนว่า มันเป็นความตั้งใจที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ผมไม่ได้ตอกย้ำให้มันเป็น ผมตั้งใจให้ตัวเราเป็นอย่างนี้ และมันดันตรงรสนิยมของคนในยุคนั้น กลายเป็นภาพจำ นั่นคือในส่วนของการเป็นนักร้อง

ส่วนของงานแสดง เราทำให้ตัวเรามีมูลค่าเพิ่มขึ้นหรือให้คงอยู่ตลอดไปด้วยการตั้งใจทำผลงานการแสดงของผมให้ดี ผมจะไม่จมอยู่กับความสำเร็จแบบเดิมๆ ผมต้องการสร้างความสำเร็จใหม่ๆ ให้กับตัวเอง

ทุกวันนี้ผมเล่นได้ทุกบท เพื่อนผมบางคน การที่จะก้าวมาเล่นร้าย เขาคิดเยอะนะ มันเป็นความคิดของแต่ละบุคคล เราไม่ก้าวก่าย แต่ผมมีความสุข

ผมชอบหาความตื่นเต้นให้กับชีวิตเราและชีวิตคนอื่น เพราะว่าเราทำให้ชีวิตคนอื่นตื่นเต้น แต่ชีวิตเราไม่ตื่นเต้น มันไม่ใช่ มันต้องเกิดความตื่นเต้นกับชีวิตเราก่อน ถ้าตัวเราตื่นเต้น เชื่อดิ คนอื่นก็ต้องตื่นเต้น มันจะมีวิธีการต่างกัน”

ดราม่าในชีวิตที่คนอื่นสร้างให้ 

แต่ในช่วงหนึ่งของชีวิต เต๋า สมชาย ก็มีดราม่าเกิดขึ้นไม่น้อย ช่วงที่ชีวิตมีดราม่า จัดการกับชีวิตอย่างไรในตอนนั้น งานนี้เต๋ารีบบอกกับเราด้วยเสียงดังๆ ว่า 

“ดราม่าอะไร คนอื่นดราม่าให้ผมทั้งนั้นแหละ ผมเป็นคนชอบใช้ชีวิตอย่างนี้อยู่แล้ว ผมไม่มีอะไรให้ดราม่า ผมเป็นคนมีความสุขกับชีวิตมาก แต่ดราม่ามันเกิดจากคนอยากทำให้ผมเป็นดราม่าแต่ก็ทำอะไรผมไม่ได้ เพราะสุดท้ายมันก็อยู่ที่ตัวผม มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตผมในช่วงเวลาที่เหมาะสม

แต่พอหลังจากที่ผ่านวัยไปแล้ว และคุณไปทำอันนั้นมันผิด จริงๆ มันจะชอบมีคำถามว่า ในชีวิตตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบัน ทำอะไรแล้วอยากกลับไปแก้ไข มันเป็นคำถามที่แย่มาก ทำไมต้องกลับไปแก้ไข มันแก้ไขไม่ได้อยู่แล้ว อะไรที่ผ่านมามันคือประสบการณ์ และมันเป็นประสบการณ์ที่ดีด้วย เพราะมันมาจากตัวเรา เราก็ทำประสบการณ์ของเราที่มันผ่านมาให้มันดีขึ้นทุกวัน

ในวันที่เราเกิดจนถึงวันนี้มันจะเป็นคนบอกให้เรารู้ว่า เราควรคิดและควรทำอะไร แต่สิ่งสำคัญอย่าไปกลัว อะไรจะเกิดขึ้นก็ให้มันเกิด เกิดแล้วก็สู้ไป ถ้าคุณมีความกลัว คุณจะไม่มีทางพบกับคำว่าชนะเลยในชีวิตนี้ หลังจากที่คุณยอมแพ้ มันจบเลยนะ ผมไม่เคยยอมแพ้อะไรเลย จะทำได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากัน แต่ถ้าตัดสินใจ ทำแล้วต้องทำให้ดี ถ้าตัดสินใจทำแล้วมันไม่ดี อย่าทำ”

เต๋า สมชาย ในบทบาทของพ่อ 

จากบทบาทการเป็นนักแสดงแล้ว แล้ว เต๋า สมชาย ในบทบาทของการเป็นพ่อของลูกๆ ทั้ง 2 คนนั้นเป็นอย่างไร เป็นพ่อที่ดุ หรือเป็นพ่อสายสปอยล์ ซึ่งเจ้าตัวบอกกับเราว่า 

“ผมเป็นพ่อในแบบผม เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เป็นพ่อที่ดุ สปอยล์ตามวาระที่เราต้องดูแลลูก มอบสิ่งดีๆ ให้กับลูก หรือเขาขออะไรก็ควรจะเป็นวาระที่ดี เป็นวันพิเศษ หรือเขาทำคะแนนสอบได้ดี แข่งขันกีฬาแล้วได้รางวัล

แต่ผมเชื่อว่า การใช้ชีวิตครอบครัวแบบธรรมชาติมันเป็นสิ่งที่ดี ลูกผมไม่ติดของแพง เขาชอบของที่เขาชอบ ไม่อยากให้ใช้คำว่า ลูกดารา ผมมองว่าอะไรที่เป็นธรรมชาติมันดีที่สุด

สิ่งสำคัญที่ผมจะมอบให้ลูกคือ ความรู้ การศึกษา ลงทุนทางด้านการศึกษาให้มีคุณค่าและมีประโยชน์ที่สุด และเรื่องของสุขภาพ และกีฬา ผมให้ลูกทั้ง 2 คนเล่นเปียโน มันจะทำให้เด็กมีสมาธิ ให้เรียนเต้น ให้รู้จักการผ่อนคลาย

ความซนของเด็กมันอยู่ที่วัย ก็เหมือนผม ต้องซนให้ถึงจุดพีคสุดเดี๋ยวมันก็นิ่ง เป็นเรื่องปกติ แต่ที่สำคัญ ลูกไม่ควรทำตัวรกโลก อย่าสร้างความเดือดร้อนให้ใคร ดูแลตัวเองให้ดีๆ และอย่าขี้โกงคอร์รัปชัน

เราปลูกฝังลูกในพื้นฐานของคนที่มีความรู้สึกเป็นคนดี รักสถาบันครอบครัว ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ผมเชื่อว่าคนที่มีความกตัญญูกตเวที ทำอะไรก็เจริญ ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้”

“ผมไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน”

จากนักร้องวัยรุ่นสุดเท่ กับนิสัยแมนๆ แต่ในวันนึง เมื่อได้เป็นพ่อ จึงทำให้ภาพของ เต๋า สมชาย เปลี่ยนไป และได้รับคำว่า แฟมิลี่แมน มา รู้สึกอย่างไรกับคำๆ นี้ ชอบรึเปล่า

“ผมเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำนี้ หรือคนมองผมแบบนี้ ผมไม่รู้สึกอะไรกับการที่คนมองผมเลย ผมไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน ผมไม่เคยยุ่งเรื่องของใครเลย จะมีอะไรก็มี และคุณก็อย่ามายุ่งเรื่องของผม

มันเป็นมุมมองของคุณอยากจะมอง จะคิดแบบไหนก็มองไป อยากจะพูดอะไรก็พูดไป แต่อย่ามาพูดให้ผมได้ยิน เพราะบางคนชอบวิจารณ์เสียงดัง วิจารณ์เสียงดังก็มีเรื่องนะ อยากทำอะไรก็ทำ เชิญ ผมไม่ยุ่งกับใคร และไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับผม

ผมพูดจริง ทำจริง คนอื่นอาจจะมอง หรือคิดแต่ไม่กล้าพูดเสียงดัง เพราะผมก็พูดจริงๆ ว่าถ้าพูดเสียงดังก็มีเรื่อง ผมพูดเสมอตั้งแต่ผมเป็นวัยรุ่น ถ้าเราสนใจในเรื่องของคนอื่นมากไป มันก็ไม่ใช่วิถีชีวิตของผม หรือถ้าสนใจคำพูดคนอื่นมากเกินไป เราอาจจะไม่มีความสุขในชีวิต

เพราะฉะนั้น ผมทำงานด้วยมือของผม ด้วยขาของผม ผมไม่ได้พึ่งใคร ก็ทำงานของตัวเองต่อไป ผมก็มีความสุขแล้ว ผมไม่ต้องง้อใครด้วย ไม่ต้องไปขอจากใคร มีน้อยใช้น้อยเราก็มีความสุข จบเลยนะ ผมรู้สึกอย่างนี้ และทุกวันนี้ก็ยังเป็นแบบนี้อยู่กับลูกผม

ผมได้ดูแลเขา ได้สอนเขาเสมอว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้น หนูจะต้องเอาเรื่องจริงมาคุยกับปะป๊า แล้วปะป๊าถึงจะช่วยได้ ถ้าผิดบางครั้งมันอาจจะช่วยจากหนักกลายเป็นเบา แต่ถ้าโกหกเมื่อไหร่จะเป็นเรื่องราวใหญ่โตมหาศาล อะไรก็ตามที่ทำแล้วรู้สึกผิด ก็ต้องยอมรับผิด

ซึ่งการยอมรับผิดมันคือความรับผิดชอบเท่านั้นเอง แล้วปะป๊าจะช่วยหนูเอง ถ้าวันหนึ่งปะป๊าตายไป แม่ตายไปหนูก็จะเติบโตมาด้วยคำสอนของปะป๊ากับแม่ ซึ่งจริงๆ เรื่องราวในชีวิตมันเกิดขึ้นมากมาย แต่อย่าไปกลัว ปัญหามันมีไว้ให้แก้ก็ต้องแก้มัน จะเกิดอะไรขึ้นก็เกิด ตายเป็นตาย จะกลัวอะไร

แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่หนี ชีวิตคนเมื่อได้เกิดมาขึ้นชื่อว่าคนมันต้องดีสักอย่างจะอะไรก็ได้ พยายามค่อยๆ หาตัวเองว่าชอบอะไร มันต้องเจอสิ่งที่ดีที่สุดที่ชอบที่สุดแล้วก็ทำมัน อย่าเป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ

ผมบอกลูกเสมอว่า คนขี้เกียจจะไม่มีวันมีกิน คนขยันจะไม่มีวันอดตาย และการเป็นคนดีผีคุ้มแน่นอน คนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ และสิ่งสำคัญอีกข้อคือ ต้องมีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นี่คือสิ่งที่ผมบอกกับลูกผมเสมอ”

ผลงานใหม่ “อวสานมนุษย์เงินเดือน” 

“เรื่องมนุษย์เงินเดือน เป็นแนวคอมเมดี้ ว่าด้วยวิกฤติของมนุษย์เงินเดือนที่โดนเลย์ออฟ แล้วเขาจะปรับตัวอย่างไรในโลกดิจิทัล ในเรื่องก็จะมีผม เจมส์ เรืองศักดิ์ และ ปราโมทย์ แสงศร เป็นละครตลก แต่ก็สอดแทรกความรู้ของการทำอาชีพบนโลกออนไลน์

ผมว่าเรื่องนี้มันเหมาะกับคนในยุคนี้ เศรษฐกิจแบบนี้ โรคระบาดแบบนี้ ทุกอย่างต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ซีรีส์เรื่องนี้จะให้กำลังใจกับทุกคนได้อย่างแน่นอน เพราะมันเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก จะเป็นประตูอีกบานที่จะทำให้เราได้เปิดโลกใบใหม่ของคุณก็ได้” 

ครบกำหนดเวลาที่ขอเอาไว้ เรากดปิดที่อัดเสียง สิ่งหนึ่งที่เราได้จากผู้ชายคนนี้ ไม่ใช่แค่ได้รู้ว่า เต๋า สมชาย ไม่ได้เป็นผู้ชายน่ากลัวอย่างที่เราคิด แต่เต๋าเป็นคุณพ่อที่น่ารัก ที่พยายามสอนลูกๆ ของเขาให้เป็นคนดี ใส่ใจในรายละเอียดที่หลายคนมองข้ามไป 

เต๋า สมชาย ได้ให้ข้อคิดกับการสู้ชีวิต กับการใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุขในทุกๆ วันที่ผ่านมาหลายสิบปีในวงการบันเทิงของเขา เราหวังว่า ข้อคิดดีๆ เหล่านี้ จะได้ส่งต่อไปให้กับใครอีกหลายคนที่ได้เข้ามาอ่าน และทำให้เรารู้จัก เต๋า สมชาย จดปลายเท้า ได้มากขึ้นกว่าเดิม.

ผู้เขียน : จันทร์เจ้าขา

กราฟิก : Jutaphun Sooksamphun

ช่างภาพ : ชุติมน เมืองสุวรรณ

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2018103
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2018103