บอม ธนิน หวิดเป็นโรคซึมเศร้า เหตุเจอโซเชี่ยลบูลลี่หนัก


บอม ธนิน หวิดเป็นโรคซึมเศร้า เหตุเจอโซเชี่ยลบูลลี่หนัก

เป็นนักแสดงอีกคนหนึ่ง ที่โดนผิดจากโลกโซเชี่ยลบูลลี่อย่างหนักในเรื่องของการแสดง สำหรับ บอม ธนิน มนูญศิลป์ จนทำเอาเจ้าตัวเครียดหนัก ต้องเข้าปรึกษาจิตแพทย์ ล่าสุดได้เจอนักแสดงหนุ่มในกองละครเรื่อง “พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน” จึงได้มีโอกาสพูดคุยถึงผลงานและเรื่องของการโดนโซเชียลบูลลี่

บอม ธนิน

บอม ธนิน

เข้าวงการมาหลายปีตอนนี้ถือว่าประสบการณ์มากขึ้น?
“ไม่ว่าจะที่ผ่านมาหรือตอนนี้ สิ่งที่เหมือนกันคือเราต้องตั้งสติให้ดีมากๆเลย ตอนนั้นถ่ายละครกับพี่โดนัท แกก็จะสอนว่าเวลาถ่ายละคร7วัน เทคนิคคือต้องตั้งสติ ตื่นมาต้องรีเซทตัวเองตื่นมาต้องทำอะไรบ้าง เราจะเป็นละครตัวไหน แล้วก็อยู่แค่ในวันนั้น ไม่ต้องไปคิดอะไรล่วงหน้า

สมมติถ่ายละครติดต่อกัน10วัน ถ้าเราไปคิดว่าหูย 10วันมันอาจจะเครียดเกินไป ถ้าตื่นมาวันนี้ฉันเป็นตัวนี้ มีความสุขกับสิ่งเล็กๆรอบตัว มันก็ไม่เครียด
ช่วงนี้ก็ถ่ายละคร7 วันก็บริหารกันไป มันก็ผ่านไปได้ รับมา2 เรื่องตรงกันข้ามกันเลย ต้องปรับคนละโหมด ทั้งดรามา แอคชั่น สิ่งที่สำคัญคือเราต้องทำการบ้านเรื่องของการแสดงไปให้ดี ที่ผ่านมาผมเองตั้งใจกับการทำงานทุกเรื่อง เต็มที่ทุกเรื่อง”

เหมือนที่ผ่านมาเราก็ได้พิสูจน์ความสามารถทางการแสดง?
“ในการแสดง มีคำสอนแรกๆของพี่อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ที่จำมาใช้ตลอด ก็คือการแสดงมันไม่มีคำว่าสิ้นสุด มันคือศิลปะ เราสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้เรื่อยๆ ไม่อยากจะให้มองว่าฉันเก่งแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามองว่าฉันเก่งแล้ว เราจะเหมือนเป็นคนที่น้ำเต็มแก้ว เราจะไม่รับอะไรเพิ่ม

เขาจะบอกเสมอให้เราทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้วหรือน้ำแก้วเปล่าไปเลย เพื่อไปรับสิ่งใหม่ๆในแต่ละวัน เรียนรู้เพื่อที่จะได้เพิ่มทักษะไปเรื่อยๆ เรื่องเก่งถ้าใครมองมาเราก็ขอบคุณ แต่สำหรับตัวเราเราไม่ต้องไปสนใจว่าเราจะเก่งหรือไม่เก่ง เราก็พยายามเพิ่มพูนความรู้ของเราไปเรื่อยๆ”

พอคนเห็นความสามารถเราแล้วเรายิ่งต้องพยายามละเอียดมากขึ้นอีกไหม?
“ดีใจนะครับที่มีคนมองเห็นความพยายาม มองเห็นความละเอียดในงานของเรา อย่างเรื่อง ทุ่งเสน่หา หลายคนชื่นชอบกันมากๆ ผมเองก็ดีใจ ตอนที่ได้รับบทผมก็ไม่ซีเรียสว่าตัวละครที่ผมเล่นจะต้องอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ผมแค่อยากให้ตัวละครที่ผมเล่นออกมาดี

ผมบอกกับทีมงานผม บอกกับที่ช่องว่าตัวละครที่ดีใครๆก็อยากเล่น ถ้าจะตายครึ่งเรื่องแต่มันทำให้มีอิมแพคกับเรื่องทั้งหมด หรือคนรัก ในฐานะนักแสดงผมว่าถ้าทำได้ มันก็ถือว่าประสบความสำเร็จ ก็ไม่รู้ว่าที่ผมทำมามันขนาดไหน แต่เห็นหลายๆคนชื่นชอบผมก็ขอบคุณมากๆ”

ชื่นใจกับกระแส?
“ชื่นใจมากๆเลยครับ อย่างต้องเดินเป๋ ไม่ใช่ว่าวันเดียวแล้วผมจะเดินได้เลยนะ ผมซ้อมมานานมากเลยนะ คือมันมีการเดินหลายเลเวล คนที่เป็นโปลิโอ บางคนเดินไม่ได้เลย บางคนนั่งรถเข็น บางคนพอกะเผลกได้ ก็มีการพูดคุยกับผู้กำกับว่าเขาอยากได้ที่เลเวลไหน เราก็ต้องไปซ้อมไปทำการบ้านมา ก็วุ่นวายในระดับนึงเลย”

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งบทที่ได้พิสูจน์ความสามารถตัวเอง จนตอนนี้ได้รับคำชมว่าเป็นพระเอกที่เล่นละครละเอียดมากอีกคนนึงแล้ว จากที่ผ่านมาโดนมองว่าเป็นพระเอกโรบอต?
“ในฐานะที่ผมเป็นนักแสดงผมก็ต้องขอปกป้องตัวละครเก่าๆของผมก่อน หลายๆคนตัวที่คนชอบพูดว่าผมเป็นแบบนั้น ถ้าผมไปเถียงโซเชียลเดี๋ยวผมก็โดนกระถินแดกอีก ก็ไม่รู้ต้องพูดยังไง อย่างเรื่องคิวบิกที่คนมองว่าผมเล่นแข็ง ก็อยากบอกว่ามันเป็นคาแรคเตอร์แข็งๆของตัวละคร


สุดท้ายแม้ตัวละครจะชอบไม่ชอบมันก็เป็นอีกเรื่องนึง ตอนถ่ายทำเขาก็ดีไซต์ให้ตัวละครตัวนี้ไม่แสดงอารมณ์เลย ใดๆก็ถามทุกคนแฮปปี้ ต้องบอกไว้ก่อนแม้จะมีคนไม่ชอบตัวละครตัวนี้แต่ก็มีคนชอบตัวละครตัวนี้เยอะนะครับ เราก็ไม่ว่ากัน ในฐานะที่เราต้องเป็นคนทำหน้าที่สื่อสารมันออกมาก็ไม่ว่ากัน เราเต็มที่แม้เราจะโดนเยอะ อย่างตัวละครอื่นๆหลังจากเรื่องนั้นมันก็เป็นตัวละครที่เห็นอารมณ์ชัด ยิ้มก็ยิ้ม จะร้องไห้ก็ร้องไห้”

กับข่าวไม่มีคิวถ่ายปฎิทินช่อง?
“คนที่ติดตามบอมจริงๆจะรู้ว่าผมไม่ค่อยได้เขัาโซเชี่ยลเท่าไหร่ เวลาที่ผมทำงานเยอะๆ แล้วเองจริงๆก็เล่นโซเชี่ยล เล่นแล้วมันติด แล้วมันจะยาว มันทำให้จิตใจเราไม่นิ่ง พอใจไม่นิ่งสมาธิเราก็ไม่นิ่ง มันก็มีผลกระทบกับการเข้าฉาก ก็เลยจะไม่เล่นโซเชี่ยลเลย จนกว่างานจะผ่อนๆเบาลงแล้วถึงจะกลับมาเล่น ก็จะโดนคนบ่น คนด่าเรื่องนี้เยอะ จนตอนนี้แฟนคลับเข้าใจแล้วว่า เราลงรูปซักรูปนึง หิมะนี่แทบจะตกเมืองไทย
สำหรับผมการเล่นโซเชี่ยลมันทำลายสมาธิจริงๆนะ นึกดูเวลาเราอยากจะรู้อะไร มันก็จะตามจนสุด ไหนจะช็อปออนไลน์อีก คนอื่นเขาอาจจะจัดการเรื่องนี้ได้นะ แต่ผมทำไม่ได้ มันเคยเกิดขึ้นแล้ว เล่นๆโซเชียลอยู่แล้วต้องไปเข้าฉาก เราไม่มีเวลาเพียงพอใจการตั้งสติ พูดบทก็ผิด มันไม่ได้เลย ก็คิดว่าเอางานให้รอดก่อน

แต่โซเชี่ยลทุกวันนี้ก็เป็นอีกช่องทางนึงในการหารายได้ของคนดัง เราไม่เสียดาย?
“จะพยายามนะ คนรอบตัวผมก็ด่าผมจนไม่รู้จะด่ายังไงแล้ว ก็จะพยายามนะ แต่สุดท้ายเราก็ต้องเลือกงานก่อน เมื่อก่อนเป็นคนที่ชอบเล่นโซเชี่ยลมากๆ แล้วพยายามปรับลดลงมา ตัวผมเองเคยทำโซเชี่ยลดีท็อกซ์ด้วยนะ เป็นการลดการเล่นโซเชี่ยล ด้วยช่วงนึงผมเสพโซเชี่ยลเยอะมากแล้วไม่มีความสุข”

บอม ธนิน

เท่ๆ

ตั้งแต่ช่วงที่เป็นข่าว ช่วงที่มีกระแสวิจารณ์ละครเรา?
“เอางี้ตั้งแต่แรกๆเลย ที่มันมีแค่พันทิป ผมก็เข้าไปอ่านทุกอันนะ ผู้ใหญ่ที่ช่องบอกว่าไม่อ่านคอมเมนต์ไม่ได้ เราต้องดูว่าคนรู้สึกยังไงกับเรา ผมเป็นคนรับสื่อทุกอย่าง ถ้าไปถามครอบครัวผมเขาจะรู้ว่าผมเป็นคนที่คิดมาก ซึ่งผมก็รับกระแสวิจารณ์ในเรื่องของละคร หรืออะไรต่างๆที่ว่าเราไม่ดี

ผมรู้ว่ามีเรื่องราวเนกาทีฟใส่ตัวผมเยอะ ผมก็เสพแล้วก็รับพลังเนกาทีฟนี่มาเยอะ มีช่วงนึงชีวิตไม่ค่อยแฮปปี้ไปเลย ในหัวมีความคิดเนกาทีฟเยอะมากเลยโดยที่เราเองไม่รู้ตัว จนสุดท้ายต้องไปปรึกษาจิตแพทย์
แพทย์ก็วิเคราะห์ว่าจริงๆแล้วผมเกือบจะเข้าสู่ภาวะซึงเศร้าเบื้องต้นแล้วด้วยซ้ำไป มันเป็นเรื่องจริงเลยนะอันนี้กับการเสพสื่อที่มากเกินไป ถ้าเรารับมือกับมันได้ไม่ดี สำหรับสิ่งที่ผมเลือกทำก็คือการทำโซเชี่ยลดีท็อกซ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมได้รับคำแนะนำจากแพทย์มา คือการกลับมาจัดระบบความคิดตัวเอง เอาตัวเองห่างจากโซเชี่ยลในระดับนึง มันจะทำให้เรามีความสุขง่ายมากขึ้น”

ต้องทำยังไงบ้าง?
“การทำสมาธิก็เป็นส่วนนึงด้วยนะ ธรรมะ การเจริญสติ ปฎิบัติธรรมที่เราไม่ต้องเล่นมือถือ2-3วัน อยู่กับตัวเอง มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ ให้นึกย้อนไปสมัยเราเด็กๆ เราไม่มีสมาร์ทโฟน เต็มที่เรามีมือถือแค่โทรเข้าโทรออก เรามีความสุขกับอะไรในช่วงนั้น เราก็ลองกลับไปทำมัน เช่น ไปเดินช็อปปิ้งกับเพื่อนๆ นัดเพื่อนมากินข้าวพูดคุยกัน เล่นกีฬา ผมก็พยายามนำความสุขในช่วงเวลานั้นเอากลับมาใช้ หลังๆผมก็จะเจอเพื่อนๆเยอะ เล่นบอร์ดเกม ทำงาน

ผมรู้ตัวว่าผมต้องลดการเล่นโซเชี่ยลเลย เพราะช่วงที่ผมเสพมันเยอะๆ ผมรับเรื่องราวเทกาทีฟมาเยอะมากจริงๆ มันทำให้ตัวผมเองแย่ แล้วผมก็ไม่ได้ไปเล่าให้ใครฟังว่าตอนนี้ผมรู้สึกแย่ ผมออกจากตรงนี้ไม่ได้ จนถึงขั้นที่ผมร้องไห้คนเดียวทุกๆวัน อันนี้เป็นจุดที่ผมตัดสินใจไปพบแพทย์

เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ แต่ผมจำความรู้สึกในช่วงเวลานั้นได้ดีว่ามันแย่มากๆ เราทำงานมาเหนื่อยๆเปิดโซเชี่ยล เปิดไอจีมาเจออะไรที่มันบั่นทอน กว่าที่ผมจะเล่นละครแล้วหลายๆคนชื่นชอบมันใช้เวลานานเหมือนกัน ช่วงแรกๆที่เข้าวงการผมเองก็มีเรื่องแย่ๆเยอะ เล่นละครก็มีคนว่า พอมารวมๆกันเราเสพมันทุกวัน ในความรู้สึกผมมันเหมือนเสพยา เราพยายามแล้วมันยังไม่ดีอีกเหรอ เรื่องนี้จะออนแอร์ เรามั่นใจมากว่ามันจะต้องดี แต่พอออนแอร์จริงมันกลับเป็นอีกอย่างนึงที่ตรงกันข้าม ผมก็เสียใจ”

ตอนนี้เราอาการดีขึ้นแล้ว แต่ในวันนึงเราก็ต้องกลับไปในโลกโซเชี่ยลอยู่ดี ถ้าเจอแบบเดิมๆอาการมันจะกลับมาอีกไหม?
ที่หมอบอกมาภาวะนั้นมันก็มีโอกาสกลับมาได้อีก ไม่มีหายขาด แต่ดีที่ผมยังไม่ถึงเข้าขั้นภาวะโรคซึมเศร้า มันแค่มีโอกาสจะเป็นได้ และภาวะที่เคยเป็นก็มีโอกาสที่จะกลับมาเป็นอีกได้ เวลาอยู่คนเดียวผมก็มีภาวะแบบที่หลายๆคนเป็นเหมือนกัน ใครดูข่าวในช่วงปีที่ผ่านมาก็จะเห็นนักแสดงไทยและทั่วโลกฆ่าตัวตายเพราะโรคซึมเศร้ากันเยอะมาก
บอกเลยนะว่ามันอันตรายจริงๆนะครับ บางคนเสพโซเชี่ยลเพื่อเอาใจแฟนๆ แล้วมาเจออะไรพวกนี้แล้วรับมือกับมันไม่ได้ หาทางออกให้ตัวเองถูกบ้างไม่ถูกบ้าง มันก็มีโอกาสจะเกิดซึมเศร้าได้ บอกเลยว่ามันอันตรายมากจริงๆ”

เราตั้งรับกับเรื่องนี้ยังไง?
“สำหรับผมวิธีที่ผมใช้มันโอเค แต่ผมจะโดนคนอื่นบ่นตลอดเลย นั่นก็คือผมเลือกที่จะไม่เสพโซเชี่ยลไปเลย จริงๆผมก็บอกกับคนรอบตัวผมว่าผมอยากปิดไอจี ผมไม่อยากเล่น แต่เขาบอกว่าไม่ได้ นี่มันคือสิ่งที่ทุกคนมี ทุกคนเล่นกัน เราต้องมี ก็โอเค ผมก็เล่นมันไป จริงๆมันก็ลำบากนะ เพราะผมเองก็เป็นคนที่เคยติดโซเชียลมากๆเหมือนกัน
อย่างแบบอุ๊ยเสื้อตัวนี้สวยจัง เราก็จะไม่จบแค่นี้ เอ๊ะมีตัวไหนสวยอีก หรือว่าข่าวนี้แซบจังเลย เราก็จะอยากรู้ต่อไปอีก ก็จะไปตามดูตามสืบ แล้วมันยาวเลยไม่จบง่ายๆ เสพเยอะเลยทีนี่ เรื่องพวกนี้ใครๆก็ชอบเนอะ ก็เสพแต่พอเสพทีมันก็กินเวลาชีวิตเราไปเยอะ”

เวลาเสพเรื่องของตัวเองตอนนี้เรามีวิธีจัดการมันยังไงบ้าง?
“ผมจะแค่เห็นนิดเดียวพอ ไม่ลงลึก แล้วให้มันผ่านไป ดูแค่หัวข่าวแล้วก็ปิดไป ทำให้ตัวเองรู้สึกเฉยๆ คุยกับตัวเอง อย่างข่าวล่าสุดเห็นแล้วก็เฉยๆ ก็ผู้ใหญ่เขายังไม่ได้บอกอะไรมา รอให้ผู้ใหญ่เขาคอนเฟิร์มว่ามันเป็นยังไง อาจจะคิดไปเองรึเปล่าก็ไม่ทราบเลย ในเมื่อก็ยังไม่มีใครมาบอกผมเรื่องนี้”

อาการพวกนี้เรามีโอกาสเจอจะกับมันอีก?
“เรียกว่าตอนนี้อาการซึมเศร้าของผมมันก็ดีขึ้นมากๆ แต่หมอก็บอกว่าภาวะตรงนี้มันมีโอกาสกลับมาเป็นได้อีก ถ้าเรารับมือกับมันไม่ดี ก็มีโอกาสจะทำให้มันพัฒนาขึ้นไปจนเป็นภาวะซึมเศร้าเต็มรูปแบบที่สารเคมีในสมองจะหลั่งแปลกๆ หมบอกว่า ว่างๆถ้าเรารู้สึกไม่โอเค ให้เปิดใจแล้วหาเวลาไปคุยกับคุณหมอ ผมก็รู้สึกอยากจะแนะนำหลายๆคนเหมือนกัน

บ้านเราจะเรียกหมอทางนี้ว่าจิตแพทย์ ซึ่งคำนี้จะมีคนชอบบูลลี่ ว่ามึงไปหาหมอโรคจิตมาเหรอ คำนี้ผมพูดตรงๆเลยนะ ใครมาพูดกับผมผมตบปากเลยนะ ผมรู้สึกว่ามันเป็นคำที่ทำให้คนไม่กล้าไปหาจิตแพทย์ ผมไม่ชอบเลย จริงๆแล้วมันเป็นสิ่งที่ฝรั่งเขาทำกันเป็นปกติมากๆเลยนะ

ในการไปพบจิตแพทย์ หลายคนมีจิตแพทย์ประจำตัวเลยนะ ด้วยบางคนทำงานเยอะ ไม่มีคนระบาย หมอทางจิตแพทย์เขาจะรู้ว่าคนนี้ต้องระบายอย่างไร สามารถระบายกับคุณหมอได้ทุกเรื่องเลยนะ เขาจะรู้วิธีการรับมือว่าต้องคุยยังไงกับเขา แล้วคนๆนี้ภาวะที่จะเกิดโรคต่างๆมันจะหายไป

ซึ่งเมืองไทยชอบบูลลี่คำว่าจิตแพทย์ ผมขอรณรงค์เรื่องนี้เลยนะครับ ว่าเลิกบูลลี่เถอะ ผมยื่นเรื่องในร่างรัฐธรรมนูญเลยได้ไหม ใครพูดคำนี้ผมเกลียดมากเลย เพราะมันเป็นเรื่องที่เริ่มจะจำเป็นสำหรับทุกคนในยุคปัจจุบันนี้ โซเชี่ยลมันมีผลกับคนเยอะมาก ดังนั้นการรับมือให้ถูกต้องก็เป็นสิ่งที่สำคัญน่าจะที่สุดเลย ก็อยากจะให้คนมองว่าการไปหาจิตแพทย์เป็นเรื่องปกติ เหมือนเรากินข้าวเลย มันธรรมดามาก”

แล้วตอนนี้ถ้าเราเครียดมากๆทำยังไง?
“ผมมีเพื่อนๆที่สามารถระบายเรื่องราวในใจได้ ผมมีคุณหมอที่ไปหาอยู่ด้วย หมอทางนี้เขาจะมีจรรยาบรรณที่จะไม่นำเรื่องที่เราคุยกับเขามาเปิดเผย คุยแล้วก็จบ”

อย่างดาราบ้างคนจะเจอเรื่องติดคาแรคเตอร์ในละครจนต้องไปพบจิตแพทย์เราเจอปัญหานี้ไหม?
“เรื่องการละลายทิ้งผมยังไม่เคยเจอหนัก ที่เคยเจอก็ตอนที่เล่นเป็นเพศที่สาม แต่ก็ไม่ถึงขั้นไปกับจิตแพทย์ ให้เวลามันผ่านไปเรื่อยๆ เราไม่ได้ไปอยู่กับมัน ใช้ชีวิตปกติมันก็ค่อยๆหายไปเอง”

ทุกวันนี้เราก็ยังต้องเสพคำวิจารณ์ต่างๆอยู่?
“ยังต้องอ่านอยู่ครับ ช่วงนี้มันก็ไม่ค่อยเจออะไรแย่ๆด้วย เจอบ้างแหละ แต่เราก็มองว่าเราไปทำอะไรไม่ได้ ก็มองว่าไม่ว่าเราจะดีประเสริฐเลิศเลอยังไงก็ต้องเจอกับเรื่องพวกนี้หมด จะมีพวกวิกลจริต คนพวกนี้น่าสงสารนะ

เอะอะพิมพ์ด่าชาวบ้าน ผมรู้สึกสงสาร ก็ถือว่าทำบุญให้เขาไปแล้วกัน ถือว่าการที่เขาพิมพ์อย่างนี้มาทำให้สุขภาพจิตเขาดีขึ้น ทำทานให้แล้วกัน ถือว่าทำทานเขาไปเถอะ ก็เสพหมดแหละอะไรที่เขาบอกเราตรงนี้มันยังไม่ดีจริงๆนะ เรารับฟัง

แต่ถ้ามาแบบละครยังไม่ทันออนเลย มาไอ้แข็งเอ๊ย เราก็มองให้มันเป็นเรื่องไร้สาระไป ฟังไปมันไม่ได้อะไร มันไม่เกิดอะไรที่ดีขึ้นมา คือสุดท้ายยังไงเราก็ต้องเสพคอมเมนต์เพราะเราอยู่ตรงนี้ ต้องรับฟังเสียงวิจารณ์จากทุกคนเพื่อมาพัฒนาตนเอง”

หรือว่าจะเลือกวิธีมีคนรู้ใจ ให้ได้พูดคุยระบายเรื่องราวในใจ?
“มีคนที่คุยๆด้วย เรามีเรื่องเครียดอะไรเราก็พูดกับเขา ช่วยคลายเครียด มันก็ดีครับ”

นอกใจการหรือในวงการ?
“ซักคนนึงแล้วกันครับ ก็มีคนที่คุยแหละ ยังคุยกันไม่นานมาก”

ไม่ค่อยอยากพูดถึงความรักมาแต่ไหนแต่ไร?
“จริงๆแล้วผมไม่ค่อยชอบอะไรวุ่นวายเท่าไหร่ เวลาผมอยู่ในชีวิตปกติ แต่ไปไหนผมก็ไม่ได้ปิดนะเวลาผมไปไหนกับเขา ผมไปไหนกับเขาตลอด ก็มีคนเห็นเยอะแยะ ไปตามสถานที่ทั่วไปเลย”

เข็ดกับตอนที่เป็นดังๆคราวก่อน?
“ผมไม่ชอบคำว่าเข็ดเลย อย่างที่บอกก็มีพูดคุยแหละ ก็ดี(ยิ้ม)”

เขาเข้าใจไหนที่เราไม่ได้ลงรูปอะไรเลย เราให้เกียรติเขาในรูปแบบไหนแทน?
“ผมก็ไม่รู้นะ ก็แล้วแต่คนจะคิด อย่างที่บอกเวลาไปไหนก็ไปกับเขาตลอด พาไปเจอเพื่อนๆ ครอบครัวผมก็รู้จักเขา ผมว่านี่ก็น่าจะชัดเจนแล้วนะ ผมว่ารอเวลาให้มันเหมาะสมดีกว่า ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน พูดตรงๆนะผมอายุขนาดนี้แล้ว เลข3 แล้ว และด้วยผมยังไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้เท่าไหร่ด้วย ผมว่าไว้รอเวลาที่เหมาะสมดีกว่า เรื่องของเวลาอะไรซ้ายขวาหน้าหลัง ทำอะไรบุ่มบ่ามไปเดี๋ยวโดนด่าอีก ผมขอใช้คำว่ารอเวลาที่เหมาะสมแล้วกันครับ”

แสดงว่าเราก็ไม่ไปปกปิดอะไร?
“ไปไหนก็มีคนเห็นเยอะแยะ ผมไม่ได้ปิดอะไร”

ขอบคุณรูปจากไอจี : bomb_tanin

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_4612079
ขอขอบคุณ : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_4612079