กระแสร้อน – ‘ช่อง3’รุกหนักนิวมีเดียชูละครต้องเด่น-ข่าวต้องดัง


‘ช่อง3’รุกหนักนิวมีเดียชูละครต้องเด่น-ข่าวต้องดัง – เปิดศักราชใหม่รับต้นปี 2564 กับการ เปิดใจของ ‘สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์’ กรรมการผู้อำนวยการ สายธุรกิจโทรทัศน์ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 ที่พร้อมพาช่อง 3 รุกหนักในปีนี้ ด้วยกลยุทธ์บวกคอนเทนต์ที่แข็งแรง พร้อมกับธุรกิจนิวมีเดียที่มีบทบาทมากขึ้นตามยุคสมัย

“ช่อง 3 ปีนี้ค่อนข้างรุก เพราะปีที่ผ่านมามีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้รุกได้ไม่เต็มที่ เรื่องเศรษฐกิจที่ชะลอตัวตั้งแต่ปีก่อน และมาเจอโควิดในไตรมาสที่สอง ทุกคนเวิร์ก ฟรอมโฮม สถานีไม่สามารถทำรายการใหม่ๆ ออกมาได้ บวกกับผู้ลงทุนถอนงบโฆษณา ทุกสถานีก็ต้องปรับตัวเหมือนกันหมด การปรับตัวในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ทุกสถานีจะกลับมาใช้รายการรีรัน

ช่อง 3 มีละครมาก ถือว่าเรายังมีโอกาสดีกว่าช่องอื่น ก็จะเห็นละครค่อนข้างฮิต เอากลับมารีรันใหม่ในช่วงโควิด ชีวิตกลับมาเหมือนปกติคือเดือนกันยายน ผลประกอบการก็กลับขึ้นมาดี และสิ่งที่ช่องปฏิบัติต่อไปรวมถึงปีนี้ด้วย

เนื่องจากว่าทุกที่ก็คำนึงเรื่องของโควิดว่าจะกลับมาอีกครั้งหรือเปล่า เราต้องคำนวณเรื่องการเมือง เศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวมั้ย เพราะบ้านเราขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลกค่อนข้างเยอะ”

“ในปีนี้ สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ เน้นคุณภาพรายการ เราอยู่ในธุรกิจที่เป็นคอนเทนต์ คอนเทนต์สำคัญที่สุด เราอาจลดเรื่องค่าใช้จ่าย ปรับลดขนาดองค์กร ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น แต่ที่ยังรักษาคือคุณภาพของรายการต้องไม่ดร็อป รายได้หลักของช่อง 3 มาจากละคร ปีนึงเราสร้างละคร 30-40 เรื่อง ถ้าเราเน้นตัวละครของเราได้ดี ยกตัวอย่าง ปี 63 ช่วงเดือน ต.ค. เรามีละครที่ดี เราก็ดึง ตลาดคนดูกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้ เรามีละคร ร้อยเล่ห์มารยา ออกมา ในปีนี้ผมคิดว่าละครที่ทำเราต้องยกมาตรฐานมากกว่าปี 63 ในการทำละครทุกอย่างมันเปลี่ยนไป วิธีการทำงาน วิธีเลือกดารา เนื้อเรื่อง เส้นเรื่อง ตามยุคตามสมัยไปด้วย”

นอกจากเน้นในเรื่องละคร รายการข่าวก็มีความสำคัญ “นอกจากละครที่เน้น เรายังมีเรื่องของข่าว 2-3 ปีช่องเราโดดเด่นเรื่องข่าวลดลง เป็นธรรมชาติของธุรกิจ เพราะช่องที่เป็นข่าว ก็โหมข่าวได้เต็มที่ คนที่อยากติดตามข่าวก็ไปดู ผู้ที่ชอบดูภาพยนตร์ก็ไปติดตามดูช่องภาพยนตร์ สิ่งที่เห็นชัดคือพฤติกรรมคนดูเปลี่ยน ซึ่งช่อง 3 ภาพรวมไม่ได้เด่นด้านใดด้านหนึ่ง เพียงแค่ความสำคัญอยู่ที่ละคร วาไรตี้ และข่าว สิ่งที่เราตั้งใจในปีนี้คือละครต้องเด่น ข่าวก็ต้องกลับมาดัง ผมคิดว่าในบ้านเราจะสนใจที่คนนำเสนอข่าวให้กับผู้ชม ผมว่าจะปรับการนำเสนอข่าว หรือตัวพิธีกร คงมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เราคงไม่สามารถยืนตามวิธีเดิม แต่กลุ่มเป้าหมาย เราก็ชัดเจนขึ้น”

ในส่วนของวาไรตี้บอสไฟแรงเผยว่า “ปัจจุบันจะเห็นว่าความนิยมลดลงค่อนข้างเยอะ เพราะรายการวาไรตี้เยอะ ดูจากที่ไหนก็ได้ ถ้ารายการของเราไม่แปลก ยังเป็นรายการเดิมๆ คนดูสามารถทำนายได้ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็จะยาก ปีนี้เราจะคุยกันมากขึ้นกับผู้จัด ผู้จัดของเรายังเป็นชุดเดิม รายการของเราที่ประสบความสำเร็จ เช่น 3 แซ่บ ตีท้ายครัว ศึก 12 ราศี ผมว่ารายการเหล่านั้นมันเป็นรายการปกติ แต่เป็นรูปแบบเดิมให้รายการอื่นเอาไปทำตาม มันก็ยังอยู่ได้ เพียงแต่มันไม่แข็งแรงเหมือนในอดีต แต่ก็ยังเป็นกำลังสำคัญของช่อง แต่เราก็ต้องหาว่าจะทำรายการแบบนี้ขึ้นมาได้อีกไหม ปีนี้เราจะเห็นคือความหลากหลายของรายการ ผ่านมิติของผู้จัดหลากหลายมากขึ้น”

ทางด้านธุรกิจ มีรายได้จากนิวมีเดีย โดยคุณสุรินทร์เผยว่า “ในส่วนของธุรกิจ สิ่งที่ช่อง 3 เน้น หลายคนถามว่าเดี๋ยวนี้คนดูทีวีน้อยลง แต่ถ้าสังเกตคนดูรายการทีวีจากเครื่องมืออื่น คือยังดูแต่ดูจากมือถือ คอมพ์ ดูผ่านอินเตอร์เน็ต เทคโนโลยีทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้หมด แต่รายการในทีวี ละคร ข่าว ก็ยังดีกว่ามีเดียใหม่ๆ ที่คนนิยมเสพ ในส่วนของเราปีนี้ คอนเซ็ปต์ที่เราเรียกว่า ซิงเกิล คอนเทนต์ มัลติเพิล แพลตฟอร์ม มันจะเข้ามาเสริม ซิงเกิลก็คือเราทำละคร 1 ครั้ง แต่สามารถออกได้หลายแพลตฟอร์ม”

“เทคโนโลยีทำให้เข้าถึงรายการทีวีได้ง่ายขึ้น เราก็เอาตรงนั้นมาเป็นโอกาส ไม่ใช่มองแง่ลบ ว่าเทคโนโลยีเข้ามาทำให้ยอดคนดูลดลง ซึ่งมันก็จริง แต่เราก็ต้องมองอีกด้าน เราได้รายได้จากธุรกิจนิวมีเดีย จะเห็นว่าละครช่อง 3 เราไม่ได้ดูที่ช่อง 3 อย่างเดียว ละครจบไป 2 ชั่วโมง เราก็ไปเปิดดูได้ในไลน์ทีวี บางเรื่องออกสดในวีทีวี บางเรื่องเราขายไปที่ทรูไอดี ที่เขามีช่องเอาละครคลาสสิคของเราตั้งหลาย 10 ปี เราโชคดี เราทำละครปีหนึ่ง 30-40 เรื่องเราอยู่ในธุรกิจมาหลาย 10 ปี เรามีละครเป็นพันเรื่อง เรามีหลายคอนเทนต์ที่ไม่มีบริษัทไหนมีเท่าเรา”

“คอนเทนต์พวกนี้มันกำลังกลับมาหาเรา ยกตัวอย่าง อีกหน่อยแฟนคลับของณเดชน์ เขาก็อยากที่จะเห็นณเดชน์อีกมิติหนึ่งเราก็อาจจะมีอีกแพลตฟอร์มนึงมารองรับเราเรียกว่า 3 พลัส เราจะเป็นช่อง 3 ที่อยู่บนออฟไลน์ เราจะมี 3 พลัสออนไลน์ 3 พลัสจะเป็นอะไรที่เราได้ดูทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับละคร และดูง่าย แค่คลิกไปที่ณเดชน์ คุณก็จะดูณเดชน์ได้ทุกเรื่อง อยากจะมีอินเตอร์แอ๊กทีฟกับเขาก็ได้ อยากไปงานแฟนมีตกับเขาก็ได้ ดาราระดับ เอลิสต์ เรามีเยอะมาก ดาราหน้าใหม่ก็เยอะ ต่อไปเราไม่ได้ดูเป็นสถานีโทรทัศน์อย่างเดียว เรามองตัวเองว่าจะเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ขนาดใหญ่ ละคร วาไรตี้ หรือข่าว วิสัยทัศน์กว้างขึ้น ช่อง 3 เรามีทุกอย่าง มีดาราระดับ เอลิสต์ มีผู้จัดที่แข็งแรง เขาเป็นพาร์ตเนอร์เรา เขาทำงานเอ็กซ์ คลูซีฟให้กับเราไม่เคยไปอยู่ที่อื่น เรามีดาราที่เซ็นอยู่ในสังกัดของเรา บางคนไม่ใช่ดาราในสังกัดเราแต่ก็เซ็นสัญญาเล่นเอ็กซ์คลูซีฟให้กับช่อง 3 รวมถึงดาราหน้าใหม่อีกหลายท่าน สิ่งหนึ่งทีเราประสบความสำเร็จคือสร้างดาราหน้าใหม่มาแทนรุ่นเก่า”

“ซิงเกิล คอนเทนต์ มัลติเพิล แพลต ฟอร์ม อันแรกที่เห็นคือทีวีปกติ อันที่ 2 คือออนไลน์คือเราจะมี 3 พลัส คนจะดูได้สองแบบ แบบเรียลไทม์ดูพร้อมกับที่สถานีออกอากาศ กับคนดูแบบออนดิมานด์ก็เข้าไปเลือกดูได้เลยใน 3 พลัส ปีหน้าจะเปิดมิติใหม่ ส่วนที่สาม ผมคิดว่าช่อง 3 เราไม่ได้มีรายได้อยู่แค่ประเทศไทย หรือออนไลน์ เรามีรายได้จากการขายสิทธิ์ละครของเราไปต่างประเทศด้วย อย่างละครเรื่อง ร้อยเล่ห์มารยา ออกอากาศพร้อมกัน 10 ประเทศ จีน มาเลย์ บรูไน อินเดีย ทั้งหมดได้ดูพร้อมเรา ตราบฟ้ามีตะวัน คนในประเทศจีน และอีกหลายประเทศก็ได้ดูไปพร้อมกับเราในอนาคตข้างหน้า กลยุทธ์การทำละครของเราจะเปลี่ยนไปแต่ก่อนเวลาทำละครเขาก็เพื่อตอบสนองคนดูในไทย ต่อไปเราต้องรู้ว่าจีนชอบดูดาราคนไหน แล้วเขามีกติกาอย่างไรที่จะรับละครไปออนในประเทศเขาเราก็จะเอาดาราเอลิสต์ไปแสดงละครที่มีโอกาสเข้าไปในประเทศจีน จีนจะเป็นตลาดใหญ่สำหรับเรา”

“ปีหน้าเราน่าจะมีรายได้จากนิวมีเดีย และจากโกลบอลคอนเทนต์ จะเห็นว่าที่มาของรายได้เปลี่ยนไป สมัยก่อนรายได้มาจากทีวีอย่างเดียว คนคิดว่าเราทำทีวีอย่างเดียวเราจะเติบโตได้อย่างไร คือตลาดมันมากขึ้น เทคโนโลยี ก็พาคอนเทนต์ไปให้คนที่อยู่ต่างประเทศดูละครพร้อมเราได้ มันเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเรา ปัญหามันคือว่าส่วนที่ตกลงในออฟไลน์กับส่วนที่มันเพิ่มขึ้นในออนไลน์จะทันกันมั้ย ถ้าทันกันก็ไม่เสียเปรียบถ้าออนไลน์ขยายตัวขึ้นเร็ว อันนี้ตกช้าเราก็จะได้ประโยชน์ แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยเราเสียเปรียบแน่นอน ข้อดีคือคุณมีต้นทุนครั้งเดียวแต่คุณมีรายได้ 3 ครั้ง ตรงนี้วิสัยทัศน์ที่เปลี่ยนไปเราไม่ใช่แค่ทำทีวี”

การรุกนิวมีเดีย และขายลิขสิทธิ์มากขึ้นจะส่งผลต่อรายได้หรือไม่ ผู้บริหารช่อง 3 เผยว่า “มันจะเพิ่มขึ้น แต่ยังบอกชัดเจนไม่ได้ การเพิ่มขึ้นอย่างแรกมาจากความสำเร็จที่เราทำ 3 พลัส อันที่สองมาจากความสำเร็จของละคร อย่างปีที่ผ่านมาละครผมถือว่ายังไม่ดังเท่าไหร่ ในเรื่องการตอบรับของคนดู แต่ถ้าดูตลาดต่างประเทศถือว่าใช้ได้ เพราะมีหลายเรื่องที่ส่งออกไปต่างประเทศขายได้เยอะพอสมควร ตอนนี้ทีมงานเราพร้อมแล้วก็น่าจะเป็นปัจจัยบวก ช่อง 3 ยังโตได้อีก ที่ผ่านมาเจอวิกฤตโควิด เศรษฐกิจ การเมือง ถ้า 3 อย่างไม่รุนแรง โฆษณาจะกลับมา ผมว่าทีวียังไงก็ยังเป็นแมสมีเดีย คือเราก็ยังทำรายการทีวีอยู่ แต่ต้องมองว่ารายการ เหมาะมั้ยที่จะไปต่างประเทศ เหมาะที่จะไปแอพพลิเคชั่นต่างๆ ในบ้านเราถ้าเราทำได้ มันก็จะดีกว่าอดีต”

ได้เห็นการรุกหนักสร้างคอนเทนต์เพื่อความบันเทิงของทาง ช่อง 3 อย่างแน่นอน

อนงค์ จันทร

ดูข่าวต้นฉบับ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_5653911
ขอขอบคุณ : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_5653911